เตาไฟฟ้า

เตาไฟฟ้า ตัวช่วยที่ดีในการทำอาหารของพ่อบ้านแม่บ้านยุคใหม่

การทำอาหารเป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะยากแต่ความจริงแล้วก็ไม่ยากอย่างที่คิด โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้ที่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวผลิตออกมาให้เลือกใช้กันมากขึ้น ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย สะดวกสบาย และเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ คนที่ทำอาหารไม่เก่งก็สามารถทำได้ ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก พื้นที่เล็ก ๆ ก็สามารถทำอาหารได้ โดยตัวช่วยที่เรากำลังพูดถึงนี้ก็คือ เตาไฟฟ้า เครื่องครัวสำหรับพ่อบ้านแม่บ้านยุคใหม่ที่จะมาช่วยรังสรรค์เมนูโปรดต่าง ๆ ของคุณให้ออกมาได้ง่ายขึ้น

ทำความรู้จักกับประเภทของเตาไฟฟ้าและการทำงานก่อนเลือกซื้อ

· Hot Plate เป็นเตาไฟฟ้าที่มีลักษณะคล้ายกับเตาแก๊ส ทำความร้อนโดยใช้ไฟฟ้าเข้าไปกระตุ้นให้ขดลวดเกิดความร้อน เตาประเภทนี้จะร้อนได้ช้ากว่าแบบอื่น ๆ เพราะต้องใช้เวลาในการสร้างความร้อน รวมถึงการปรับระดับความร้อนที่ต้องใช้เวลาในการทำความร้อนด้วยเช่นกัน ข้อดีของเตาประเภทนี้คือ มีราคาไม่แพง เหมาะสำหรับการทำอาหารในบ้านหรือพื้นที่โล่ง ไม่เหมาะสำหรับการใช้ในคอนโดหรือหอพักสักเท่าไหร่ เพราะขดลวดนั้นจะทำความร้อนอยู่ตลอดเวลา หากเปิดทิ้งไว้อาจทำให้ไฟไหม้ได้

· Ceramic hob เป็นเตาเซรามิกไฟฟ้าที่มีลักษณะคล้ายกับเตาแบบ Hot Plate มีหลักการทำความร้อนที่คล้ายกัน โดยจะทำความร้อนด้วยขดลวดไฟฟ้า หลอดอินฟาเรด หรือหลอดฮาโลเจน ออกแบบมาให้ทันสมัยมากกว่า สวยงาม และทนทาน จุดเด่นคือ ผิวกระจกด้านนอกที่มีความแข็งแรง ทนทานสูง ไม่แตกง่าย ทนต่อแรงกระแทกได้ดี ทำให้มีราคาที่สูงกว่าแบบ Hot Plate แต่ถ้าไปจับโดนก็จะร้อนและมีโอกาสไหม้ได้ ใช้สำหรับภาชนะที่เป็นเซรามิกโดยเฉพาะ

· Induction Cooke เป็นเตาแม่เหล็กไฟฟ้าที่นิยมใช้กันมากที่สุดในปัจจุบันนี้ มีราคาสูงกว่าแบบอื่น ๆ มีความปลอดภัยมากกว่า และประหยัดไฟได้มากกว่า เหมาะสำหรับการใช้ในคอนโด หอพัก ฯลฯ ทำความร้อนโดยการใช้ไฟฟ้าเข้าไปกระตุ้นทองแดงเพื่อสร้างสนามแม่เหล็กให้เกิดการเหนี่ยวนำกับภาชนะที่เป็นเหล็กหรือสแตนเลสบางชนิดโดยเฉพาะ หมายความว่าหากเรานำภาชนะประเภทอื่นที่ไปใช้ก็จะไม่เกิดความร้อนขึ้นแม้ว่าเตาจะเปิดอยู่ก็ตาม ทำให้มีความปลอดภัยสูง และมีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดไฟไหม้ ในการเลือกซื้อภาชนะประกอบอาหารจึงต้องเลือกรุ่นที่สามารถใช้กับเตาแบบแม่เหล็กไฟฟ้าได้เท่านั้น เพราะถ้าเป็นชนิดอื่นจะไม่สามารถใช้ได้

การเลือกใช้เตาไฟฟ้าและการดูแลรักษา

· เลือกประเภทที่เหมาะกับการใช้งาน ควรเลือกประเภทที่เหมาะกับการใช้งานของตัวเองเป็นหลัก เช่น ใช้ในคอนโดหรือหอพักควรเลือกเตาแม่เหล็กไฟฟ้า เพราะมีความปลอดภัยในการใช้งานมากกว่า ช่วยป้องกันเวลาที่เด็ก ๆ มาโดนเตาได้ และหากใครที่ทำอาหารบ่อยควรเลือกแบบที่มีหลายหัวเพราะสามารถทำอาหารไปพร้อม ๆ กันได้หลายเมนู เช่น แบบ 2 หัว, 4 หัว

· ถอดปลั๊กออกทุกครั้งเมื่อเลิกใช้งาน เมื่อเลิกใช้งานแล้วควรปิดเตาและถอดปลั๊กออกทุกครั้ง ไม่ควรเสียบทิ้งไว้เพราะเด็ก ๆ อาจไปเปิดเล่นได้ เพราะการเสียบปลั๊กไว้จะทำให้มีกระแสไฟไหลเวียนอยู่ หากสายไฟรั่วหรือไฟฟ้าลัดวงจรมีโอกาสที่จะเกิดอันตรายสูง

· ไม่ควรนำมือไปสัมผัสกับเตา ไม่ว่าจะเป็นเตาประเภทไหน ทั้งแบบที่กันร้อนได้และกันร้อนไม่ได้ก็ไม่ควรนำมือไปสัมผัสที่เตา เพราะคุณภาพการผลิตของแต่ละยี่ห้อนั้นมีมาตรฐานที่ต่างกัน รวมถึงเตาที่มีอายุการใช้งานมานาน ๆ ที่อาจเสื่อมสภาพได้

· หมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอ ควรทำความสะอาดหลังเลิกใช้งานทุกครั้ง โดยเฉพาะอาหารที่ทิ้งคราบสกปรกไว้มากเพราะหากปล่อยไว้นานจะทำความสะอาดยาก ส่วนในการทำความสะอาดนั้นควรรอให้เตาเย็นลงก่อนแล้วจึงใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์หรือผ้านุ่มชุบน้ำอุ่นที่ผสมน้ำยาล้างจานมาลูบทำความให้ทั่วและลูบออกด้วยผ้าชุดน้ำเปล่าปิดหมาด 1 – 2 ครั้ง และเช็ดด้วยผ้าแห้งอีกครั้ง

ปัจจุบันนี้เตาไฟฟ้าเป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะสามารถใช้ทำอาหารได้หลายเมนู ทั้งเมนูต้ม ตุ๋น ผัด ทอด นึ่ง ฯลฯ หากพ่อบ้านแม่บ้านคนที่ชอบทำอาหารและไม่ชอบให้ก้นกระทะหรือก้นหม้อมีเขม่าดำก็สามารถเลือกซื้อไปใช้ได้ เคลื่อนย้ายง่าย ใช้งานสะดวก

เตาไฟฟ้า

พัดลม

จะรู้ได้อย่างไรว่าพัดลมแบบไหนที่เหมาะสำหรับห้องของเรา?

ไม่ว่าฤดูไหน พัดลม ก็ยังคงเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็นในบ้านอยู่เสมอ เพราะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้งานได้แบบอเนกประสงค์ ปรับความเย็นได้ดี เลือกความเย็นได้หลายระดับ สามารถปรับระดับความสูง – ต่ำได้ สำหรับใครที่กำลังสนใจอยากซื้อพัดลมสักตัวหนึ่งแต่ไม่รู้ว่าแบบไหนที่จะเหมาะกับห้องของเรา วันนี้ก็มีเทคนิคการเลือกซื้อและประเภทต่าง ๆ มาบอกกันว่าแต่ละประเภทเหมาะสำหรับการใช้งานแบบไหน

ประเภทของ พัดลม และการใช้งาน แบบไหนจะใช่สำหรับคุณ

· แบบตั้งโต๊ะ เป็นประเภทที่นิยมใช้กันมากที่สุด มีราคาไม่แพง โดยมีราคาเริ่มต้นที่หลักร้อยต้น ๆ ปรับระดับความสูงไม่ได้ มีให้เลือกตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ มีหลายใบพัดให้เลือก หากใครต้องการให้เย็นมากควรเลือกแบบหลายใบพัดเพราะจะทำความเย็นได้มากกว่า ออกแบบมาให้ใช้ตั้งกับพื้นหรือบนโต๊ะ เก้าอี้ มีน้ำหนักค่อนข้างเบา เคลื่อนย้ายง่าย

· แบบตั้งพื้น มีขนาดใหญ่กว่าแบบตั้งโต๊ะและมีน้ำหนักมากกว่า ที่ตัวเครื่องสามารถปรับระดับความสูง – ต่ำได้ มีหน้าใบพัดที่ค่อนข้างใหญ่ มีกำลังในการทำความเย็นได้มากกว่า เหมาะสำหรับห้องขนาดใหญ่หรือบ้านที่อยู่หลายคนเพราะกระจายความเย็นได้ในมุมกว้าง 

· แบบแขวนผนัง ออกแบบมาให้แขวนติดผนังเพื่อกระจายความเย็นในมุมสูง กระจายความเย็นได้กว้าง และช่วยระบายอากาศได้ดี เหมาะสำหรับห้องโล่ง ออกแบบมาให้เปิด – ปิดง่ายด้วยสายที่สามารถดึงเลือกระดับความเย็นได้

· แบบติดเพดาน มีขนาดใหญ่ ติดตั้งไว้ติดพับเพดาน ใบพัดมีขนาดใหญ่ พัดลมเพดานทำความเย็นได้ไม่มากเหมือนประเภทอื่น ๆ แต่สามารถระบายอากาศภายในห้องได้ดี มีให้เลือกทั้งแบบทั่วไปและแบบสวยงาม ควบคุมด้วยสวิตซ์เปิด – ปิด

· แบบทาวเวอร์ ออกแบบมาเป็นทรงสูงและแคบเหมือนตึก แต่จะไม่มีใบพัดเหมือนประเภทอื่น ๆ ทำความเย็นได้ในแนวกว้าง ใช้งานได้แบบอเนกประสงค์ สามารถปรับระดับความเย็นได้หลายประดับ นิยมใช้ในห้องที่มีขนาดไม่กว้างมาก ช่วยประหยัดพื้นที่การจัดเก็บได้ดี

· แบบไอเย็นหรือแบบไอน้ำ เป็นพัดลมเคลื่อนที่ที่ออกแบบมาให้ใช้งานได้แบบอเนกประสงค์ สามารถใช้งานได้ทั้งภายในและภายนอกบ้าน โดยทั้งสองแบบจะมีการทำงานที่ไม่เหมือนกัน แบบไอเย็นจะให้ความเย็นเหมือนแอร์ธรรมชาติ เป็นลมเย็นที่พัดออกไปโดยไม่มีไอน้ำ ส่วนแบบไอน้ำจะเป็นความเย็นที่มีไอน้ำพัดออกมาด้วย

· แบบอุตสาหกรรม เป็นชนิดที่ทำความเย็นได้มากที่สุด มีขนาดค่อนข้างใหญ่ มีทั้งแบบทรงเตี้ยและแบบทรงสูง ทำความเย็นได้มากกว่าแบบปกติหลายเท่า นิยมใช้ในพื้นที่กว้าง เช่น ห้องประชุม โรงอาหาร วัด ฯลฯ

· แบบมือถือ เป็นชนิดที่มีขนาดเล็กที่สุด ออกแบบมาให้ถือใช้งานได้สะดวก เหมาะสำหรับการพกพา ปรับความเย็นได้หลายระดับ ทำงานโดยใช้แบตเตอรี่ ชาร์จโดยใช้สาย USB 

การดูแลรักษาพัดลมให้ใช้งานได้นาน

· ปิดเมื่อไม่ได้ใช้งาน เมื่อไม่ได้ใช้งานควรปิดทุกครั้ง ไม่ควรเปิดทิ้งไว้เพราะจะทำให้กินไฟ และไม่ควรเปิด – ปิดบ่อย ๆ 

· ถอดปลั๊กออกเมื่อเลิกใช้ทุกครั้ง หลังเลิกใช้งานแล้วควรถอดปลั๊กออกทุกครั้งไม่ควรเสียบทิ้งไว้เพราะอาจมีเด็กมาเปิดเล่นได้ และหากบ้านไหนที่มีเด็กเล็กควรใช้ที่ครอบกันนิ้วมือด้วย

· ไม่เคลื่อนย้ายบ่อย ไม่ควรเคลื่อนย้ายบ่อย ๆ และควรตั้งใช้งานบนพื้นเรียบเสมอ เพราะการเคลื่อนย้ายบ่อยจะทำให้เกิดการสั่นสะเทือนได้

· หมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอ ควรทำความสะอาดอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้งด้วยการถอดตะแกรงและใบพัดไปล้างทำความสะอาดเพื่อไม่ให้ฝุ่นหรือสิ่งสกปรกต่าง ๆ สะสมที่ฝาตะแกรง เพราะหากมีฝุ่นเกาะเยอะเมื่อเปิดใช้งานก็จะพัดฝุ่นออกมาด้วย ทำให้เป็นโรคภูมิแพ้ได้

· ไม่เปิดติดต่อกันนานเกินไป ไม่ควรเปิดติดต่อกันเป็นเวลานานเพราะหากเปิดติดต่อกันจนนานเกินไปอาจทำให้ไหม้ได้ โดยเฉพาะรุ่นที่ไม่มีคุณภาพหรือมอเตอร์ที่ใช้งานมาเป็นเวลานานหลายปีแล้ว ควรปิดเพื่อพักบ้าง หมั่นสังเกตอาการและทำความสะอาดมอเตอร์อยู่เสมอ

ได้รู้ถึงประเภทและการดูแลรักษากันไปแล้ว หากถูกใจแบบไหนก็เลือกซื้อมาใช้งานกันได้ เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ควรมีติดบ้านไว้ เพราะช่วยบรรเทาความร้อนได้

พัดลม

ตู้เย็น

เรื่องควรรู้ในการใช้ตู้เย็น พฤติกรรมแบบไหนที่ทำให้ตู้เย็นกินไฟ!

หากพูดถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จะต้องมีทุกบ้านเชื่อว่า ตู้เย็น ต้องเป็น เครื่องใช้ไฟฟ้า อันดับต้น ๆ อย่างแน่นอน เพราะบ้านเรามีสภาพอากาศที่ค่อนข้างร้อน การแช่เครื่องดื่มเย็น ๆ ไว้ดื่ม หรือแช่อาหารเก็บไว้รับประทาน จึงเป็นทางเลือกของคนทั่วไป ซึ่งในปัจจุบันนี้ ตู้เย็นก็ผลิตออกมาให้เลือกหลายรุ่น หลายขนาด มีทั้งขนาดเล็กสำหรับพกพา และขนาดใหญ่ ใช้งานกันทั้งครอบครัว มีหลายฟังก์ชันการใช้งานให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นโหมด Convertible ที่จะช่วยเปลี่ยนช่องฟรีซให้กลายเป็นช่องแช่เย็น หรือโหมด Turbo Ice ที่สามารถทำน้ำแข็งได้ภายใน 1 ชั่วโมง วันนี้จึงมีประเภท และการใช้งานที่ถูกวิธีมาบอกกัน

ประเภทของ ตู้เย็น กับประโยชน์ใช้สอย แต่ละแบบเหมาะกับการใช้งานแบบไหน

· แบบพกพา เป็นประเภทที่กำลังมาแรงในขณะนี้ เพราะมีขนาดเล็ก มีดีไซน์สวยงาม มีน้ำหนักไม่มาก เป็นแบบพกพา และสามารถใช้งานบนรถยนต์ได้ เป็นแบบอเนกประสงค์ ที่สามารถนำออกไปใช้งานนอกสถานที่ได้ สามารถจุเครื่องดื่มได้ค่อนข้างเยอะ มีหลายขนาดให้เลือก เช่น 6 ลิตร, 8 ลิตร ฯลฯ ใช้แช่อาหาร ผลไม้ และเครื่องดื่มเวลาเดินทางได้ สามารถเสียบใช้งานกับไฟรถยนต์ได้ เป็นเครื่องทำความเย็นเคลื่อนที่ที่สะดวกสบาย และเหมาะสำหรับคนที่เดินทางบ่อย หรือชอบไปแคมป์ปิ้ง ส่วนการใช้งานควรเลือกจากความจุในการแช่ของ รวมถึงดีไซน์การออกแบบด้วย ว่าสามารถใส่เครื่องดื่มขนาดเท่าไหร่ได้บ้า งเพื่อให้ขนาดพอดีกับช่องแช่เย็น

· แบบมินิบาร์ เป็นตู้เย็นขนาดเล็กที่นิยมใช้โรงแรม หอพัก ฯลฯ เหมาะสำหรับ การใช้งานแบบชั่วคราว และแช่ของที่มีปริมาณไม่มาก ทำความเย็นได้ดี มีน้ำหนักค่อนข้างมาก ช่วยประหยัดพื้นที่ใช้สอยได้ ใช้วางกับพื้น หรือบนโต๊ะได้

· แบบ 1 ประตู ออกแบบมาให้มีประตูเปิด – ปิดบานเดียว ด้านในแบ่งออกเป็น 2 ช่องได้แก่ ช่องแช่แข็ง และช่องแช่เย็น มีให้เลือกหลายขนาด แต่ส่วนมากแล้วจะมีขนาดที่ไม่ใหญ่มาก เหมาะสำหรับบ้านที่มีสมาชิกไม่มาก หรือแช่ของไม่เยอะ ส่วนในการใช้งานไม่ควรเปิด – ปิดบ่อย ๆ เพราะจะทำให้ช่องทำความเย็นทำงานหนัก และกินไฟ

· แบบ 2 ประตู เป็นประเภทที่นิยมใช้กันมากที่สุด เพราะออกแบบมาให้มี 2 ประตู ได้แก่ ประตูช่องแช่แข็ง และประตูช่องแช่เย็น หากต้องการใช้งานช่องไหนก็เปิดเฉพาะช่องนั้นได้เลย ไม่รบกวนการทำงานของช่องแช่แข็ง ข้อดีของตู้เย็น 2 ประตู คือ ประหยัดพลังงาน และกินไฟน้อย มีความจุที่ค่อนข้างมาก มีชั้นวาง และ มีชั้นวางของข้างตู้ ทำให้เก็บของได้เยอะ เหมาะสำหรับบ้านที่มีสมาชิกหลายคน

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ ตู้เย็น และการใช้งาน 

· ไม่ควรเปิด – ปิดบ่อยเกินไป เพราะการเปิด – ปิดบ่อยเกินไป หรือเปิดทิ้งไว้เป็นเวลานาน จะทำให้ทำงานหนัก และกินไฟ เนื่องจากในขณะที่เปิดนั้นจะทำให้มีความร้อนเข้าไป ทำให้ต้องทำงานหนักเพื่อทำความเย็นให้อยู่ในอุณหภูมิที่กำหนด

· ไม่ควรแช่ของมากเกินไป แม้จะมีพื้นที่ให้แช่ของมาก แต่ก็ไม่ควรนำของไปแช่จนอัดแน่นมากเกินไป เพราะจะทำให้ระบบทำความเย็นภายในไม่ทั่วถึง ส่งผลให้อาหารเน่าเสียได้ อีกทั้งยังทำให้ทำงานหนักด้วย ทางที่ดีควรแช่แต่พอดีจะดีกว่า และหมั่นเก็บอาหารที่ไม่ได้รับประทาน หรือหมดอายุแล้วออกไปทิ้งอยู่เสมอ เพื่อเพิ่มพื้นที่การใช้งาน และช่วยให้น่าใช้งานมากยิ่งขึ้น

· ไม่ควรนำของร้อนมาแช่เย็น หากต้องการนำอาหารมาแช่เย็น ควรรอให้หายร้อนก่อน เพราะการนำของร้อนมาแช่เย็น จะทำให้อุณหภูมิด้านในสูงขึ้น ทำให้ทำงานหนักเพื่อทำความเย็นให้ถึงอุณหภูมิที่ตั้งไว้ ส่งผลให้เกิดการกินไฟ

· ควรตั้งให้ห่างจากผนัง ควรตั้งให้อยู่ห่างจากผนังอย่างน้อย 10 เซนติเมตร และควรอยู่ในที่ที่ระบายอากาศได้ดี เพื่อช่วยระบายความร้อนที่แผ่ออกมา

· หมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอ ควรทำความสะอาดอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อเก็บอาหารที่หมดอายุออก เช็ดทำความสะอาดฝุ่น และคราบสกปรกต่าง ๆ รวมถึงการละลายน้ำแข็งด้วย

ไม่ว่าจะเป็น ตู้เย็น แบบไหนที่คุณเลือก ก็สามารถใช้งานให้นานขึ้นได้ ด้วยการใช้งานอย่างถูกวิธี และหมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอ เพราะนอกจากจะช่วยให้สะอาด และน่าใช้งานแล้ว ยังช่วยประหยัดไฟได้ด้วย

อย่าลืม ติดตามบทความ เนื้อหาสาระ ความรู้ดีๆ เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ และ เทคโนโลยี ที่จะช่วยอำความความสะดวกให้คุณ และ ครอบครัว รวมถึงตามอัพเดทเทรนด์ สินค้าใหม่ๆ พร้อมกับเรา ได้ที่นี่

ตู้เย็น

เครื่องซักผ้า

7 พฤติกรรมควรเลิกหากไม่อยากให้ เครื่องซักผ้า ของคุณต้องพังก่อนเวลา

เครื่องซักผ้า เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านที่นิยมใช้กันในทุก ๆ บ้าน เพราะเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่ช่วยให้การซักผ้า เครื่องนุ่งห่ม หรือเครื่องนอนต่าง ๆ ทำได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องออกแรงเยอะ ช่วยประหยัดเวลาการซักและการตาก สามารถอบหมาดและนำไปตากแดดได้เลย เพียงไม่นานก็แห้งแล้ว สำหรับใครที่ไม่อยากให้เครื่องทุ่นแรงชิ้นนี้ต้องพังไปก่อนเวลาควรเลือกใช้อย่างถูกวิธีและหลีกเลี่ยง 7 พฤติกรรมที่จะทำให้พังเร็วขึ้นดังต่อไปนี้

7 พฤติกรรมต้องเลิก! ถ้าไม่อยากให้ เครื่องซักผ้า ต้องพังลงซะก่อน!

1. ใส่ผ้าเยอะเกินไป แต่ละรุ่นจะมีขนาดบอกเอาไว้ว่ามีขนาดเท่าไหร่ เช่น 9 กิโลกรัม, 14 กิโลกรัม ฯลฯ จึงควรใส่ผ้าในปริมาณที่เหมาะสม ไม่อัดแน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้เครื่องต้องทำงานหนัก เมื่อบวกกับระดับน้ำแล้วจะทำให้เครื่องรับน้ำหนักที่มากขึ้น เมื่อเกิดแรงเหวี่ยงจะทำให้เครื่องเกิดการสั่นสะเทือนและพังได้

2. ตั้งบนพื้นที่ไม่เสมอกัน ควรตั้งในพื้นที่เรียบเสมอกันทั้ง 4 ด้านและควรใช้ฐานรองเครื่องเสมอ เพราะนอกจากจะช่วยรับน้ำหนักได้ดีแล้วยังช่วยป้องกันการสั่นสะเทือนได้ด้วย ไม่ควรตั้งบนพื้นที่สูงหรือหมิ่นเพราะอาจทำให้เครื่องหล่นเมื่อการเกิดสั่นสะเทือนได้

3. ใช้งานหนักจนเกินไป ในแต่ละวันควรซักผ้าไม่เกิน 2 – 3 รอบเพราะหากซักติดต่อกันมากจนเกินไปจะทำให้เครื่องทำงานหนักและมีอายุการใช้งานที่สั้นลงได้ ส่วนการซักควรซักให้เสร็จในครั้งเดียวเพราะการเปิด – ปิดซักบ่อย ๆ จะทำให้เปลืองไฟมากกว่า

4. เลือกโหมดการซักที่เหมาะสมกับชนิดของผ้า ที่เครื่องซักผ้าจะมีโหมดการซักต่าง ๆ ให้เลือก เช่น โหมดซักผ้ายีนส์ โหมดซักผ้าห่ม โหมดอัตโนมัติ โหมดนุ่มนวล ฯลฯ ควรเลือกโหมดให้ตรงกับชนิดของเนื้อผ้า เพราะแต่ละโหมดจะมีระบบการซักที่ไม่เหมือนกัน 

5. ไม่เคยทำความสะอาดถังซักเลย ควรทำความสะอาดถังซักอย่างน้อยทุก 3 เดือนด้วยการล้างถังซักโดยใช้โหมดล้างถังเพื่อทำความสะอาดถังในซอกมุมต่าง ๆ โดยโหมดล้างถังจะทำงานด้วยระบบน้ำอุ่น ช่วยขจัดคราบสกปรกและกลิ่นไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ยังควรนำถุงกรองฝุ่นและถาดใส่ผงซักฟอกออกมาล้างทำความสะอาดอยู่เป็นประจำ

6. ไม่นำเครื่องประดับ เหรียญ หรือของอื่น ๆ ออกจากเสื้อผ้าก่อนซัก ก่อนซักควรตรวจเอาสิ่งของออกจากกระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋ากางเกงออกก่อน ไม่ว่าจะเป็นเหรียญ เครื่องประดับ หรืออื่น ๆ เพราะจะทำให้ไปขีดข่วนหรือกระทบกับถังซักได้ ส่วนเสื้อผ้าที่มีเครื่องประดับควรแยกซักด้วยการนำมาซักมือ เพราะแรงเหวี่ยงของเครื่องอาจทำให้เครื่องประดับหลุดได้

7. เลือกระดับน้ำไม่พอดีกับปริมาณผ้า ควรเลือกระดับน้ำให้พอดีกับปริมาณผ้า เพราะหากเลือกระดับน้อยเกินไปจะทำให้ทำความสะอาดไม่ทั่วถึง หรือหากเลือกระดับน้ำมากเกินไปก็จะทำให้เปลืองน้ำได้

ประเภทของเครื่องซักผ้าและการเลือกใช้งาน

· แบบมินิ เป็นเครื่องขนาดเล็กแบบถังเดี่ยวที่ออกแบบมาให้ใช้งานง่ายขึ้น เหมาะสำหรับการซักผ้าชิ้นเล็ก เช่น ผ้าอ้อม ผ้าเช็ดหน้า เสื้อผ้าเด็ก ถุงเท้า รองเท้า ฯลฯ 

· แบบถังคู่ เป็นเครื่องที่ทำงานด้วยระบบกึ่ง Manual ออกแบบมามี 2 ถัง ได้แก่ ถังซัก และถังปั่นแห้ง สามารถเลือกระดับน้ำได้เอง ตั้งเวลาซักได้ ตั้งเวลาอบแห้งได้

· แบบฝาบน เป็นชนิดที่นิยมใช้กันมากที่สุด ทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ ใช้งานง่าย ตัวถังเป็นแนวตั้ง ฝาเปิดอยู่ด้านบน เปิด – ปิดใช้งานง่าย มีราคาไม่สูงมาก

· แบบฝาหน้า เป็นชนิดที่นิยมใช้เช่นกันแต่จะมีราคาสูงกว่าแบบฝาบน เครื่องซักผ้าฝาหน้าทำงานด้วยการหมุนซักแบบแนวนอน ช่วยลดแรงเหวี่ยงลงได้ มีแรงเหวี่ยงที่เบากว่าแบบฝาบน เป็นประเภทที่ช่วยถนอมเนื้อผ้าได้ดี มีการซักอย่างนุ่มนวล และช่วยประหยัดน้ำได้มากกว่า

หากไม่อยากให้เครื่องซักผ้าของคุณต้องพังลงก่อนเวลาก็อย่าลืมใช้งานอย่างถูกวิธีและเลือกประเภทที่เหมาะกับการใช้งานและควรเลือกขนาดที่เหมาะสมกับการใช้งานด้วย เช่น หากบ้านมีสมาชิกหลายคนควรเลือกขนาด 14 กิโลขึ้นไป เพราะสามารถรองรับปริมาณผ้าได้มากกว่า ทำให้ไม่ต้องซักหลายรอบ และช่วยประหยัดไฟลงได้

ติดตามอ่านบทความสาระน่ารู้ เคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับเทคโนโลยี และ ไลฟ์สไตล์ไปกับเราได้ง่ายๆ ที่นี่

เครื่องซักผ้า

วอลเปเปอร์

ห้องสวยได้ หลายสไตล์ด้วย วอลเปเปอร์ เปลี่ยนบรรยากาศห้องแบบเดิม ๆ ให้น่าอยู่

ต้องยอมรับว่าบรรยากาศในห้องนั้นมีผลต่อการอยู่อาศัยจริง ๆ เพราะหากห้องตกแต่งได้ไม่ดีก็จะส่งผลให้บรรยากาศภายในห้องดูไม่น่าอยู่เหมือนห้องใหม่ไปด้วย ทำให้รู้สึกอึดอัดหรือนอนไม่หลับได้ สำหรับใครที่รู้สึกว่าบรรยากาศในห้องของตัวเองไม่น่าอยู่และอยากเปลี่ยนบรรยากาศให้น่าอยู่ขึ้นก็สามารถเปลี่ยนได้ง่าย ๆ ไม่ยุ่งยากด้วยการติด วอลเปเปอร์ เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้ห้องของคุณสวยและน่าอยู่ขึ้นแล้ว ส่วนจะมีแบบไหนให้เลือกบ้างและมีวิธีการติดตั้งอย่างไรไปดูกันเลย

วอลเปเปอร์ติดผนังมีกี่ประเภท แบบไหนเป็นที่นิยม

· ไวนิล (Vinyl Wallpaper) เป็นแบบที่นิยมใช้กันมากที่สุดเพราะมีความทนทานสูง ดูแลง่าย และสามารถทำความสะอาดได้ จุดเด่นของแบบไวนิลคือ สามารถพิมพ์ลวดลายหรือสีให้เข้ากับพื้นผิวได้ ให้สีและลวดลายเหมือนจริง เมื่อนำมาติดจึงให้ความรู้สึกที่เหมือนจริงและช่วยเปลี่ยนบรรยากาศได้ กันการขีดข่วน แรงกระแทก และกันน้ำได้ ทำความสะอาดง่าย  

· นอน-วูเว่น ( Non-Woven Wallpaper) เป็นวอลเปเปอร์ที่ผลิตจากเส้นใยเซลลูโลสด้วยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมปิโตรเลียม เป็นที่นิยมในตลาดยุโรปและกำลังมาแรงในปัจจุบันนี้ เป็นชนิดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีน้ำหนักเบา มีความบาง จุดเด่นคือ มีความเหนียวมาก ไม่ฉีกขาดง่าย ติดง่าย และลอกออกง่าย 

· โฟม (Foam Wallpaper) เป็นประเภทที่นิยมใช้เช่นกัน เพราะมีน้ำหนักที่เบามาก ด้านหลังผลิตจากกระดาษ ด้านหน้าเคลือบด้วยสาร PVC แล้วอบนูนให้ออกมาเป็นลวดลายต่าง ๆ โดยที่นิยม ได้แก่ แบบ 3 มิติ เพราะช่วยสร้างมิติให้กับห้องได้ดี เช่น ลายอิฐ 3 มิติ นิยมติดในห้องที่มีการปิดมิดชิดเพื่อป้องกันฝุ่นเพราะทำความสะอาดค่อนข้างยาก

· ดูเพล็กซ์ (Duplex Wallpaper) ผลิตจากกระดาษทั้งแผ่น ค่อนข้างบาง ไม่ทนทานเหมือนชนิดอื่น บางชนิดมีการเคลือบเงาที่ผิวหน้าด้านเพื่อให้ดูสวยงามมากขึ้น เหมาะสำหรับการติดในห้องที่โล่งแจ้ง 

· เท็กซ์ไทล์ (Textile Wallcovering) เป็นชนิดที่สร้างความหรูหราให้กับผนังได้เป็นอย่างดี ด้านหลังผลิตจากกระดาษส่วนด้านหน้าผลิตจากเส้นใยธรรมชาติ เช่น ไหม ฝ้าย ฯลฯ ให้ลายเส้นที่สวยงาม ดูเป็นธรรมชาติ และมีความหรูหรา มีลายละเอียดสูง นิยมติดในห้องรับแขก 

· ภาพวิว (Photo Wall) คือการนำภาพวิวต่าง ๆ มาพิมพ์บนกระดาษ เช่น ภาพธรรมชาติ ภาพบุคคล ผลิตจากกระดาษทั้งด้านหน้าและด้านหลัง 

· หน้าไม้จริง (Wood Backing Wallpaper) เป็นชนิดที่ให้ความรู้สึกที่เหมือนจริง ผลิตจากไม้แท้ชนิดต่าง ๆ ไม่มีการเคลือบผิว  

· ไฟเบอร์ (Fiber Wall) ผลิตจากแผ่นยิปซัมที่นำมารีดบางและถักด้วยเส้นใยไฟเบอร์แล้วนำมาเคลือบผิวและพิมพ์สีให้เป็นลวดลายต่าง ๆ มองเห็นรายละเอียดบนผิวได้อย่างชัดเจน มีความสวยงามและหรูหรา นิยมใช้โทนสีพื้นลายเรียบ

· แบบหลังผ้า (Fabric Backing Wallpaper) เป็นชนิดที่ได้รับความนิยมเช่นกัน เพราะมีความทนทานสูง ทนแรงกระแทกและการขีดข่วนได้ดี ผิวด้านหน้าเคลือบด้วยสาร PVC มีลวดลายที่สวยงาม ส่วนมากแล้วจะมีลายเรียบ ๆ 

5 ขั้นตอนการติดวอลเปเปอร์ติดผนังด้วยตัวเองแบบง่าย ๆ 

· เตรียมพื้นผนัง ทำความสะอาดผนังโดยการปัดฝุ่นและขัดผนังด้วยกระดาษทรายให้เป็นพื้นเรียบเสมอกัน หากผนังมีความชื้นจากการแกะแผ่นเก่าออกควรรอให้แห้งสนิทก่อน ถึงจะเริ่มทำการติดตั้งวอลเปเปอร์ใหม่ได้

· วัดขนาดผนัง วัดขนาดผนังในตำแหน่งที่ต้องการติดให้พอดี เพื่อให้ขนาดของวอลล์เปเปอร์ที่เลือกซื้อมานั้นเพียงพอ ไม่น้อยเกินไป หรือ สั้นเกินไป

· วัดขนาด Wallpaper เทียบลาย และตัดให้พอดี จากนั้นวัดขนาดวอลเปเปอร์ให้พอดีกับผนังแล้วนำไปเทียบลายที่ผนัง เพื่อที่จะมาร์คจุดวางให้พอดีกับขนาดที่วัด รวมถึงต้องดูเรื่อง มุมหรือส่วนโค้งต่าง ๆ ของผนังด้วย

· นำมาติดบนผนังจากบนลงล่าง ขั้นตอนการนำไปติดที่ผนัง เริ่มจากจุดที่มาร์คไว้ โดยให้ติดจากด้านบนลงล่างและจากซ้ายไปขวา แต่หากเป็นวอลเปเปอณ์ชนิดที่ไม่มีกาวในตัว ให้นำลูกกลิ้งทาด้วยแป้งเปียกแล้วทาให้ทั่วแผ่นทางด้านหลังก่อน แล้วจึงนำไปติดบนผนังในจุดที่เรามาร์คไว้

· ไล่ฟองอากาศด้วยไม้ลูกกลิ้ง เมื่อติดครบแล้วให้นำไม้ลูกกลิ้งแห้งกลิ้งทับไปบนวอลเปเปอร์ที่เราติด ไล่ฟองอากาศออกให้หมด เพื่อทำให้กาวติดทนนาน โดยให้เน้นที่บริเวณขอบและบริเวณรอยต่อ เพียงเท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย

หากคุณอยากให้ห้องของคุณมีบรรยากาศแบบไหน ก็สามารถเลือกวอลเปเปอร์ ลายที่ชอบมาเปลี่ยนบรรยากาศห้องด้วยตัวเองกันได้ง่ายๆ มีให้เลือกหลายลวดลาย มีทั้งแบบเรียบ ๆ แบบมีสีสัน แบบมีลวดลาย และแบบ 3 มิติ เมื่อปรับเปลี่ยนบรรยากาศในห้องให้ตรงใจได้แล้ว ทีนี้คุณก็แค่เปิดฟังเพลงที่ชอบเบาๆ และ ผ่อนคลายอารมณ์ไปกับบรรยากาศในห้องที่เหมือนใหม่ของคุณ

วอลเปเปอร์

หูฟัง

จะรู้ได้อย่างไรว่าหูฟังแบบไหนที่เหมาะกับเรา รู้ก่อนเลือกเพื่อการใช้งานที่ถูกใจ

นอกจากโทรศัพท์มือถือที่เรามักจะพกติดตัวกันแล้ว หูฟัง ก็ถือเป็นอีกหนึ่งของใช้ส่วนตัวที่เรามักพกติดตัวไว้ด้วยเช่นกัน เพราะสามารถหยิบขึ้นมาเสียบฟังเพลง ดูหนัง หรือดูวิดีโอต่าง ๆ ได้ อีกทั้งการใส่เอาไว้ยังช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอกได้ ช่วยให้เป็นส่วนตัวได้มากขึ้น วันนี้จึงจะพาไปดูประเภทต่าง ๆ กันว่ามีแบบไหนบ้าง แต่ละแบบเป็นอย่างไร และควรเลือกอย่างไรให้เหมาะสมกับการใช้งานของเราดี

ประเภทของหูฟัง และการใช้งาน ต่างกันอย่างไร เหมาะกับการใช้งานแบบไหน

· เอียร์บัด (Earbuds) เป็นประเภทที่มีการใช้งานกันมานานที่สุด โดยใช้กันมาตั้งแต่ปี 1980 และยังนิยมใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ เป็นแบบสอดหูที่จะอยู่ทางด้านนอกรูหู ให้เสียงที่โปร่งและกว้าง โดยข้อดีของประเภทนี้คือ มีราคาไม่แพง และช่วยให้ได้ยินเสียงภายนอกได้ชัด ทำให้เราได้ยินเสียงภายนอกเวลาใช้งาน เช่น เวลาเดินอยู่ข้างถนน ทำให้ได้ยินเสียงแตรรถและระวังตัวได้ แต่ข้อเสียคือ ค่อนข้างแข็ง เมื่อใส่นาน ๆ จะทำให้เจ็บหูได้

· อินเอียร์ (In-Ear) เป็นแบบสอดเข้าไปในรูหูโดยมีจุกยางครอบอยู่ ช่วยให้ไม่เจ็บหูและช่วยป้องกันเสียงภายนอกรบกวนได้ระดับหนึ่ง ไม่ถึงกับไม่ได้ยินเลย แต่ป้องกันได้ดีกว่าแบบเอียร์บัด เป็นแบบที่นิยมใช้ในปัจจุบันนี้ เพราะช่วยให้มีสมาธิและการดูวิดีโอหรือฟังเพลงได้ดี ไม่ทำให้เจ็บหู

· แบบคาดหัว (Headphones) เป็นแบบใส่คาดหัว แบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่ แบบแนบหูและแบบครอบหู นิยมใช้ใส่เล่นคอมพิวเตอร์ เล่นเกม ฟังเพลง ฯลฯ

· แบบเกี่ยวหู (Ear Clips) มีลักษณะคล้ายกับแบบครอบหูแต่มีขนาดเล็กกว่า มาพร้อมกับสายเกี่ยวหูที่ช่วยให้สวมใส่ได้แน่นมากขึ้น ไม่หลุดง่าย อีกทั้งยังไม่ทำให้เจ็บหูด้วย 

· หูฟังบลูทูธไร้สาย (Bluetooth Wireless Headphones) เป็นอีกหนึ่งประเภทที่กำลังมาแรงในปัจจุบันนี้เพราะเป็นแบบไร้สายที่ไม่มีสายมาพันกันให้กวนใจ ทำงานด้วยระบบบลูทูธ ใช้งานง่าย พกพาสะดวก แต่มีราคาที่ค่อนข้างสูงกว่าแบบทั่วไป สามารถชาร์จแบตเตอรี่กับแท่นชาร์จในกล่องได้

· แบบสั่นกระดูก (Bone Conduction Headphones) หลายคนอาจยังไม่ค่อยคุ้นหูกันสักเท่าไหร่เพราะออกแบบมาสำหรับการขี่จักรยานโดยเฉพาะ โดยการทำงานจะใช้ระบบการสั่นกระดูกเข้าไปเพื่อให้เกิดเสียงโดยที่ยังได้ยินเสียงภายนอกอยู่

· แบบตัดเสียงรบกวน (Noise-Cancelling Headphones) เป็นแบบที่ช่วยตัดเสียงรบกวนจากภายนอกได้อย่างดีเยี่ยม เหมาะสำหรับการใส่ทำงานเกี่ยวกับระบบเสียงโดยเฉพาะ เช่น การทำดนตรี การทำเพลง ฯลฯ

หูฟัง ใช้อย่างไรให้ไม่เป็นอันตรายต่อหู 

· ไม่ใช้งานต่อเนื่องนานเกินไป ไม่ควรใส่หูฟังติดต่อกันเป็นเวลานานจนเกินไปเพราะจะส่งผลกระทบต่อหูและการได้ยินได้ ควรใส่ไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อครั้ง และควรถอดออกเพื่อพักหูอย่างน้อย 5 นาที

· ไม่เปิดเสียงดังจนเกินไป ควรเปิดเสียงไม่ให้ดังเกิน 60 เปอร์เซ็นต์ เพราะหากเปิดเสียงดังเกินไปจะส่งผลต่อการได้ยินในระยะยาวได้ ส่งผลให้ประสาทหูอักเสบหรือหูหนวกได้

· เลือกใช้แบบที่ได้ยินเสียงภายนอก อย่างไรก็ตามการเลือกใช้แบบที่ได้ยินเสียงภายนอกถือว่ามีความปลอดภัยต่อการใช้งานมากกว่า เพราะช่วยให้เราได้ยินเสียงภายนอกและมีสติขณะใช้งาน สามารถรับรู้ได้ว่าในขณะนั้นเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง เช่น การข้ามถนน ที่หากเลือกประเภทที่ตัดเสียงภายนอกและเปิดเพลงเสียงดังจนเกินไปจะทำให้ไม่ได้ยินเสียงรถหรือเสียงภายนอก ทำให้เกิดอันตรายได้

· เลือกสินค้าที่มีคุณภาพดีและได้มาตรฐาน ควรเลือกใช้แบบที่ได้มาตรฐานเพราะให้คุณภาพเสียงที่ดีมากกว่า อีกทั้งยังมีความปลอดภัยมากกว่า โดยเฉพาะการเสียบใช้งานในขณะที่ชาร์จแบตเตอรี่ที่เราได้เห็นอันตรายตามข่าวกันอยู่บ่อย ๆ 

สำหรับใครที่จะเลือกซื้อหูฟังก็อย่าลืมเลือกซื้อให้ถูกประเภทและเหมาะสำหรับการใช้งานของตนเอง หากชอบแบบที่พกพาได้สะดวกไม่ยุ่งยากหูฟังบลูทูธก็ตอบโจทย์การใช้งานได้เป็นอย่างดี และควรหมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอเพื่อป้องกันการเกิดแบคทีเรียและฝุ่นสะสม และควรหลีกเลี่ยงการใช้งานร่วมกับผู้อื่นด้วย

หูฟัง

เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง

เลือกซื้อเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงอย่างไรให้ตอบโจทย์การใช้งานมากที่สุด

เราทุกคนแม้จะมีภารกิจหน้าที่นอกบ้านกันทุกคน แต่ “งานบ้าน” ก็ยังเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่รอให้เราทุกคนมารับผิดชอบในวันหยุดหรือวันว่างเสมอ หลายคนจึงมีการวางแผนว่าวันหยุดยาวครั้งหน้าจะหาเวลา Big Cleaning สิ่งต่าง ๆ ในบ้าน อย่างน้อยได้ล้างรถก็ยังดี ซึ่งงานต่าง ๆ เหล่านี้ถ้ามี เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง ไว้เป็นตัวช่วยก็จะทำให้งานง่ายขึ้นมาก

อุปกรณ์เครื่องที่กล่าวมานี้เป็นหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยให้เบาแรงและประหยัดเวลาในการชำระล้างสิ่งสกปรกและงานทำความสะอาดบ้านต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี แต่ทว่าพอจะเลือกซื้อเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง ล้างรถก็กลัวว่าจะไม่ตอบโจทย์งานด้านอื่นด้วย ไม่ต้องคิดมากไป เรามีคำแนะนำดี ๆ ในเรื่องนี้มาฝาก 

จะเลือกซื้อให้ตรงใจต้องดูวัตถุประสงค์การใช้งาน

มีหลายคนตั้งใจจะซื้อเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง ล้างรถมาใช้เพื่อการทำความสะอาดรถโดยตรง แต่บางคนก็ต้องการใช้กับงานทำความสะอาดบ้านที่หลากหลายกว่านั้น วัตถุประสงค์ในการใช้งานนั้นเป็นจุดสำคัญจุดแรกที่จะต้องพิจารณาก่อนเลย เพราะถ้าคุณรู้ว่าจะต้องนำไปใช้กับงานแบบไหนบ้างก็จะเป็นสิ่งที่ช่วยกำหนดขนาดของแรงดันจากเครื่องฉีดน้ำได้ตรงกับการใช้งานนั่นเอง

เน้นทำความสะอาดทั่วไปไม่เจาะจงเฉพาะ

ถ้าคุณต้องการเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงไว้ใช้กับงานทำความสะอาดบ้านทั่วไป ไม่ได้ใช้เฉพาะเจาะจงกับงานไหนเป็นหลัก ขนาดแรงดันของเครื่องที่แนะนำก็คือ 90 – 120 bar ขนาดแรงดันประมาณนี้ก็สามารถใช้กับงานทำความสะอาดอย่างเช่น ล้างแอร์ ล้างรถมอเตอร์ไซค์ ฉีดล้างเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านบางชิ้นที่ล้างได้ หรือจะใช้กับการล้างรถเก๋งก็สามารถทำได้เป็นต้น

เครื่องฉีดขนาดแรงดันประมาณนี้ ราคาค่อนข้างถูก ซื้อหากันได้ง่าย เทียบประสิทธิภาพกับการใช้สายยางฉีดแล้วดีกว่ากันมากทีเดียว สะดวกในการใช้งานมากกว่าไม่ต้องเดินไปปิด-เปิดน้ำ และยังช่วยประหยัดน้ำได้มากกว่าการใช้สายยางอีกด้วย

แต่อย่างไรก็ดี เครื่องแรงดันน้อยนั้นก็มีข้อจำกัด เรื่องระยะเวลาในการใช้งาน ตัวเครื่องแบบนี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการใช้งานต่อเนื่องยาวนาน อาจใช้ต่อเนื่องได้ประมาณ 40 นาทีถึง 1 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น ก็ต้องดูเรื่องระยะเวลาในการใช้งานเป็นองค์ประกอบด้วย

เน้นทำความสะอาดคราบฝังแน่น

กรณีที่คุณต้องการใช้ทำความสะอาดที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น อย่างต้องการฉีดล้างคราบฝังแน่นขนาดแรงดันที่แนะนำก็คือ 130 – 150 bar แต่โดยส่วนใหญ่แล้วเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงที่มีแรงดันสูงประมาณนี้ มักจะใช้กันในกลุ่มธุรกิจรับทำความสะอาด ที่ต้องการล้างพื้นโรงงานอุตสาหกรรม หรือพื้นที่ที่มีคราบฝังแน่นจากคราบน้ำมัน คราบสีหรือสารเคมีต่าง ๆ 

ในด้านราคาแล้วแน่นอนว่า เครื่องฉีดแรงดันสูงแบบนี้ราคาก็จะสูงขึ้นกว่าแบบที่ใช้ในบ้านทั่วไป หากคุณต้องการนำไปใช้ในโรงงาน หรือธุรกิจของคุณแบบนี้ก็ถือว่าเหมาะสมที่สุด 

เน้นทำความสะอาดในพื้นที่กว้าง

หากคุณต้องการ เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง ไว้ใช้กับการทำธุรกิจและเชิงพาณิชย์โดยตรง อย่างเช่นการใช้สำหรับทำความสะอาดพื้นที่โรงแรม โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หรือพื้นที่ที่มีบริเวณกว้างก็ขอแนะนำให้เลือกเครื่องฉีด ที่มีแรงดัน 150 – 200 bar เครื่องฉีดแบบนี้จะมีมอเตอร์ขนาดใหญ่ แรงดันน้ำจะสูง สามารถใช้ฉีดล้างได้ค่อนข้างนาน มีความทนทานสูง

สำหรับราคารูปแบบนี้ก็จะสูงที่สุด เพราะขนาดมอเตอร์ใหญ่ อุปกรณ์ดีไซน์ขึ้นมาสำหรับการใช้งานแบบเฉพาะเจาะจง แม้จะมีน้ำหนักมาก แต่โดยส่วนให้ก็จะมีล้อเลื่อนมาให้ จึงไม่เป็นปัญหาในการเคลื่อนย้าย ส่วนในเรื่องของประสิทธิภาพในการฉีดล้างทำความสะอาด รูปแบบนี้ย่อมฉีดล้างได้ดีสุด และเครื่องก็ไม่มีเสียงดังรบกวนด้วย

คงได้ทราบกันแล้วถึงแนวทางการพิจารณาเลือกซื้อเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง ว่าแบบไหนแรงดันเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสมกับการใช้งานของคุณ หากใช้งานในครัวเรือนทั่วไป ก็ไม่จำเป็นจะต้องลือกแรงดันสูง เอาแบบธรรมดาก็พอ แค่นี้ก็สามารถฉีดล้างอุปกรณ์ทั่วไปได้หมดแล้ว ไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองซื้อแบบแรงดันเยอะ ๆ ก็ได้ หวังว่าคุณจะได้เครื่องฉีดที่ตรงใจของคุณกันนะ ลองอ่านบทความเกี่ยวกับวิธีเลือกสิ่งอำนวยสะดวกให้คุณดูแลบ้านคุณได้ง่ายๆ ได้ที่นี่

เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง

เหล็กฉาก

เนรมิตชั้นวางของแบบ DIY มีสไตล์ทำง่ายแค่มี “เหล็กฉาก”

อาจมีหลายคนช้อปปิ้งเพลิน ซื้อของโน่นนี่เข้าบ้านบ่อย ๆ มารู้ตัวอีกทีของก็กองเต็มบ้านจนแทบไม่มีที่จะเก็บแล้ว ครั้งจะซื้อชั้นวางของมาเพิ่มอีกก็ดูจะสิ้นเปลือง เพราะราคาก็ไม่เบาและไหนจะขนเข้าบ้านมาก็ลำบาก วิธีหนึ่งที่จะช่วยคุณให้มีชั้นวางของเก๋ ๆ ได้แบบไม่ซ้ำใครก็คือ การใช้ “เหล็กฉาก” ประกอบเป็นชั้นวางของแบบ DIY เสียเลย ลองมาดูวิธีทำกันดีกว่าว่าจะง่ายขนาดไหน

ชั้นวางของจาก เหล็กฉาก

อุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการประกอบชั้นวางของ

· เหล็กฉากเจาะรูขนาด 1.5 × 1.5 นิ้ว ความยาว 45 เซนติเมตร จำนวน 20 ชิ้น, ความยาว 135 เซนติเมตร จำนวน 4 ชิ้น(หากใครต้องการชั้นวางที่มีสีแตกต่างก็ให้นำไปพ่นสีที่ต้องการไว้ก่อนได้เลย)

· เหล็กฉากสำหรับเข้ามุม (corner angle steel)

· น็อต (Nut)

· ตะปูเกลียว (Screw)

· แผ่นไม้ ( Wooden slats) ขนาดที่ต้องการ ประมาร 44.5 x 44.5 centimeter่ จำนวน 5 แผ่น

· ล้อ (wheel) สำหรับใช้ฐานชั้นวางเพื่อให้ชั้นวางเลื่อนได้

· สว่าน (Drill)

· ไขควง ( screwdriver )

· ประแจ (Wrench)

ทำไมควรเลือก เหล็กฉาก แบบเจาะรูมาใช้ประกอบชั้นวาง

จริง ๆ แล้ว ชั้นวางของที่ทำขึ้นเองด้วยอุปกรณ์แบบนี้ มีให้เห็นได้โดยทั่วไป ห้างร้าน โกดังสินค้า สำนักงาน โรงแรม โรงพยาบาลมีใช้กันทั่วไป และส่วนใหญ่มักจะบอกเหตุผลไปในทางเดียวกันว่า ต้นทุนในการประกอบถูกกว่า การซื้อชั้นวางสำเร็จรูป อุปกรณ์ก็หาซื้อง่าย เมื่อประกอบเสร็จแล้วชั้นวางก็ใช้งานได้ดีรับน้ำหนักได้มาก ทนทาน 

อีกทั้ง เมื่อไม่ต้องการใช้งานในการทำเป็นชั้นวางแล้ว จะดัดแปลงไปใช้งานอื่นหรือเอาไปทำสิ่งอื่นก็ทำได้ด้วย เพราะความยืดหยุ่น ใช้งานได้หลากหลายและมีความทนทานแบบนี้นี่เอง ที่ทำให้ในหลาย ๆ ที่เลือกที่จะใช้ชั้นวางแบบประกอบขึ้นเองแบบนี้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่คุณควรเลือกอุปกรณ์ชิ้นนี้มาทำชั้นวางแบบ DIY นั่นเอง

ขั้นตอนการทำ

1.ให้เริ่มต้นจากนำแผ่นไม้ 1 แผ่นที่เตรียมไว้ มาเจาะรูด้วยสว่าน สำหรับการเตรียมติดตัวล้อที่เป็นฐาน

2.นำเหล็กฉากมาประกอบเข้าหากัน โดยใช้หลักการประกอบส่วนฐานและทำโครงสร้างเป็นขาหรือเสาสี่ด้าน จากนั้นก็ค่อย ๆ ต่อจากโครงขึ้นมาเป็นชั้นวางของ

3.วางเหล็กเข้าประกอบมุม ในส่วนด้านในและขันนอตยึดเอาไว้ จัดเรียงให้เกิดเป็นชั้น โดยให้เว้นช่องว่างในแต่ละชั้นประมาณ 1 ฟุต

4.เมื่อประกอบโครงสร้างเสร็จแล้ว ให้นำแผ่นไม้ที่เจาะรูเตรียมไว้ ไปวางเป็นฐานที่ชั้นล่างสุด จากนั้นยึดไม้กับตัวโครงเหล็กด้วยตะปูเกลียว

5.ติดล้อเข้ากับตัวแผ่นไม้

6.วางแผ่นไม้ต่อเข้ากับทุกชั้น ก็เป็นเสร็จทุกขั้นตอน แค่นี้คุณก็จะมีชั้นวางของแบบ DIY เก๋ ๆ แล้ว

การประยุกต์ใช้ในการเก็บสิ่งของให้ได้มากขึ้น

ชั้นวางของแบบ DIY ที่ประกอบขึ้นนี้ ใช่ว่าจะใช้วางของบนชั้นตามปกติแบบทั่วไปได้เท่านั้น ถ้าใครต้องการเพิ่มลูกเล่น ต้องการเก็บของชิ้นเล็กชิ้นน้อยต่าง ๆ ก็สามารถนำมาประยุกต์การเก็บของได้อีกหลายแบบ แทนที่จะวางจะลองเปลี่ยนมาทำเป็นลิ้นชัก หรือทำเป็นการแขวนดูบ้างก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น

· ทำเป็นกึ่งลิ้นชัก ก็ให้หาลังพลาสติกมาใช้ ใส่ของแล้ววางไว้บนชั้น แต่เวลาวางให้วางเหลื่อมมุมองศากันเล็กน้อย แบบขั้นบันได นอกจากจะทำให้มองเห็นสิ่งของที่จัดเก็บไว้ภายในได้แล้ว ยังเก็บของให้เป็นระเบียบได้มากขึ้นด้วย

· ทำเป็นที่แขวน เหล็กฉากนั้นมีรูอยู่แล้ว ก็ให้หาตะขอตัว S มาสักตัว สองตัวคล้องลงไปที่รู แค่นี้ก็จะได้ที่ตะขอแขวน เอาไว้เก็บของในอีกรูปแบบแล้ว สะดวกสบาย และ ง่ายจริงๆ

เหล่านี้เป็นไอเดียเพิ่มเติมความเก๋ในการจัดเก็บวางของบนชั้นวางแบบนี้ ซึ่งจะเห็นว่าเราสามารถสร้างสรรค์วิธีการจัดเก็บของได้หลากหลายแบบเลยทีเดียว เพียงแค่ใช้วัสดุที่หาได้ง่าย และ ยังเลือกได้ตามสไตล์ที่คุณต้องการ

เห็นไหมว่าชั้นวางของแบบ DIY ที่ประกอบขึ้นจากเหล็กฉากนี้มีความน่าสนใจมากขนาดไหน การประกอบนั้นอาจจะต้องใช้เวลาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ยากเกินไป ซึ่งถ้าเทียบต้นทุนค่าใช้จ่าย ระหว่างประกอบขึ้นเองกับซื้อชั้นวางสำเร็จรูปแล้ว ยังไงแบบนี้ก็ถูกกว่าอยู่ดี แถมยังจัดขนาด จัดทรงเลือกมุม ปรับสีสันให้เข้ากับห้องหรือที่พักอาศัยได้ตามที่ใจต้องการอีกด้วย ใครสนใจก็ลองทำกันดูนะ ติดตามอ่านเรื่องราวสาระความรู้ ที่ช่วยให้คุณใช้ชีวิตได้ง่ายมากยิ่งขึ้น รวมถึงเคล็ดลับดีๆสำหรับดูแลบ้านของคุณ ไปกับเราได้ง่ายๆ ที่นี่ และ หากมีเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ที่คุณอยากให้เรามาอัพเดทให้คุณได้รู้ สามารถ comment ไว้ได้เลย

เหล็กฉาก

ikea

How to เทคนิคเลือกเฟอร์นิเจอร์ ikea อย่างมืออาชีพ คุณหรือใครก็ทำได้

ปัญหาอย่างหนึ่งของคุณพ่อบ้านแม่บ้านมือใหม่ และคนที่เพิ่งเริ่มสนใจเรื่องของตกแต่งบ้านมักจะเป็นเหมือนกันก็คือ อยากจะซื้อเฟอร์นิเจอร์ของ ikea มาตกแต่งบ้าน แต่เริ่มต้นไม่ถูก ไม่รู้ควรจะเริ่มอย่างไรดี เพราะทั้งเวลาและงบประมาณบางทีก็จำกัด เฟอร์นิเจอร์เป็นสิ่งค่อนข้างมีราคาเสียด้วย ซื้อแล้วถ้าไม่เหมาะกับบ้านคงเสียเงินดายแย่ เราจึงมีคำแนะนำดี ๆ มาฝาก

ลองเริ่มต้นจากการวัดขนาดดูก่อนสิ

ใครที่ตั้งใจแน่นอนแล้วว่า จะซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่จากอิเกีย มาตกแต่งบ้านในส่วนต่าง ๆ ถ้าไม่รู้จะเริ่มจากอะไร ง่ายสุดแนะนำให้เริ่มต้นจากการ มองไปที่พื้นที่ที่คุณคิดว่าจะเอาเฟอร์นิเจอร์มาวาง แล้วให้ทำการวัดพื้นที่ในบริเวณนั้น 

ซึ่งคุณไม่ต้องกำหนดพื้นที่เป๊ะ ๆ ก็ได้ อาจจะกำหนดไว้ 2 – 3 จุดว่าน่าจะวางเฟอร์นิเจอร์ไว้ตรงไหนบ้าง แล้ววัดพื้นที่แต่ละจุดออกมาว่า แต่ละมุมนั้นมีความกว้าง ความยาว และความสูงอยู่ที่เท่าไหร่ เพราะนั่นจะช่วยทำให้คุณรู้ว่าควรซื้อเฟอร์นิเจอร์ขนาดเท่าไหร่ เป็นการป้องกันการซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่ผิดขนาดนั่นเอง

การรู้ขนาดของพื้นที่นั้นจะช่วยทำให้การเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ง่ายขึ้นมาก เพราะเราจะรู้ก่อนคร่าว ๆ เลยว่าพื้นที่กว้างพอที่จะวางเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ได้ไหม ถ้าพื้นที่เล็กไปเราจะได้ตัดใจหรือวางแผนใหม่ได้ง่ายขึ้น

เรื่องการขนย้ายก็เป็นปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง

สิ่งต่อมาที่คุณต้องไม่ลืมด้วยก็คือ เรื่องของการขนย้ายเข้า-ออกจากบ้าน เพราะบางคนภายในบ้านกว้าง แต่ส่วนของประตูอาจจะเล็กแคบ หากเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่ชิ้นใหญ่แบบชิ้นเดียว ไม่สามารถถอดประกอบได้ เวลาจะเข้ามาวางในบ้านอาจจะมีปัญหา 

นอกจากนั้นกรณีที่จะขนย้ายเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ขึ้นชั้นบนของบ้าน ก็ต้องประเมินกันให้ดี ทั้งพื้นที่ ขนาดเฟอร์นิเจอร์ และกำลังคน ทุกอย่างจะต้องสอดคล้องลงตัวและเป็นไปได้เท่านั้น ไม่อย่างนั้นก็จะเกิดปัญหาในการขนย้าย สุดท้ายอาจทำให้เฟอร์นิเจอร์เสียหายก่อนได้ใช้งาน

ทางเลือกหนึ่งที่ดีก็คือ หากติดข้อจำกัดเรื่องการขนย้ายไปในตำแหน่งต่าง ๆ ของบ้าน ก็แนะนำให้ซื้อเฟอร์นิเจอร์แบบถอดประกอบได้ ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ของอีเกียก็โดดเด่นในเรื่องนี้อยู่แล้ว ทางเลือกนี้จึงถึงว่าตอบโจทย์ยุคสมัยได้ดีเลย

สำรวจงบประมาณกันหรือยัง

ปัจจัยเรื่องงบประมาณในการซื้อเฟอร์นิเจอร์เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญมาก คุณจะต้องสำรวจดูก่อนว่าในกระเป๋าสตางค์และบัญชีธนาคารมีเงินอยู่มากน้อยเพียงไร การซื้อเฟอร์นิเจอร์สักชิ้นนั้น จริง ๆ แล้วก็เป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อย โดยปกติแล้วก็ต้องมีหลักพันบาทขึ้นไปอยู่แล้ว หากเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ออกแบบพิเศษก็อาจจะต้องมีหลักหมื่นเฉียด ๆ แสนกันเลย

ดังนั้น ก่อนที่คุณจะตัดสินใจซื้อเฟอร์นิเจอร์ ลองดูงบคร่าว ๆ ของตนเองก่อน จากนั้นค่อยไปสำรวจรูปแบบและดูราคาเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องการ ถ้าแมทช์กันพอดีก็ตัดสินใจซื้อได้ง่ายมากขึ้น

เปรียบเทียบราคาก่อนซื้อก็ดีเหมือนกันนะ

เทคโนโลยีออนไลน์ช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้นหลายอย่าง แม้กระทั่งการเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ เราสามารถเช็คราคาเปรียบเทียบโปรโมชั่นต่าง ๆ ของเฟอร์นิเจอร์แต่ละแบรนด์กันได้ง่าย ๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ คุณไม่จำเป็นจะต้องซื้อจากอีเกียที่เดียวก็ได้ บางชิ้นอาจจะสั่งซื้อจากร้านอื่นก็ไม่ได้ผิดอะไร ก็ขึ้นอยู่กับความพอใจและโปรโมชั่นในช่วงนั้น ๆ ของแต่ละร้านด้วย

ต้องดูด้วยว่าใครใช้

หากในบ้านมีกันอยู่หลายชีวิตหลายช่วงวัย เฟอร์นิเจอร์หนึ่งชิ้นที่ซื้อมาก็ควรจะตอบโจทย์ทุกคนในบ้านได้ อย่างเฟอร์นิเจอร์ของ ikea จะมีการดีไซน์พิเศษให้สามารถใช้งานได้หลากหลายตอบโจทย์ทุกชิ้นในบ้าน และบางชิ้นก็อาจจะดีไซน์เฉพาะสำหรับคนในช่วงวัยต่าง ๆ ด้วย เฟอร์นิเจอร์ก็เป็นเหมือนบ้าน ก็ต้องดูว่าซื้อมาแล้วเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนในบ้านมากน้อยแค่ไหนด้วย

เหล่านี้เป็นเทคนิคการเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ของอิเกียอย่างมืออาชีพที่เราขอนำมาแนะนำกันในครั้งนี้ คุณจะเห็นว่าจริง ๆ การเลือกเฟอร์นิเจอร์สำหรับใช้สอย หรือตกแต่งบ้านไม่ใช่เรื่องยากเลยสักนิด แต่อาจจะต้องคิดกันสักหน่อยวางแผนกันสักเล็กน้อย ว่าของแต่ละชนิดที่คุณจะซื้อนั้นเหมาะกับการใช้งานยังไง เท่านี้คุณก็จะได้เฟอร์นิเจอร์สวย ราคาดี ที่ตอบโจทย์ตัวคุณและทุกชีวิตในบ้านแล้ว พบกับเนื้อหาสาระดีๆอัพเดททุกอาทิตย์กับเราได้ที่นี่

ikea

เครื่องตัดหญ้า

อยากได้เครื่องตัดหญ้า เลือกอย่างไรให้ถูกใจและได้ความคุ้มค่า

หลาย ๆ บ้านรู้สึกดีที่มีพื้นที่ทำสนามหญ้าหน้าบ้าน หรือ ทำไว้หลังบ้าน แต่พอหญ้าขึ้นสูงจนรกก็อาจจะมีสัตว์มีพิษอันตรายมาอาศัยอยู่ได้เหมือนกัน จึงจำเป็นที่จะต้องตัดหญ้าให้โล่งเตียนบ้าง แต่งานตัดหญ้าไม่ใช่เรื่องง่ายหากต้องตัดด้วยมือ การใช้เครื่องมืออย่าง เครื่องตัดหญ้า เข้าช่วยก็จะเป็นการผ่อนแรงและประหยัดเวลาได้มากกว่า 

แต่ทว่าหลายคนไม่รู้ว่าจะเลือกซื้ออุปกรณ์เครื่องมือชิ้นนี้อย่างไรดี เพราะรูปแบบของเครื่องก็มีให้เลือกเยอะและยังมีลักษณะใบมีดที่ไม่เหมือนกันอีก เราจึงมีคำแนะนำในเรื่องนี้มาฝากกัน

รู้จักประเภทก่อนเลือกซื้อ เครื่องตัดหญ้า

สำหรับเครื่องตัดหญ้าที่มีใช้และวางจำหน่ายกันอยู่ในท้องตลาดปัจจุบันจะมี อยู่ 3 ประเภทด้วยกัน นั่นคือ

1.แบบใช้ไฟฟ้า

ประเภทนี้เป็นเครื่องตัดหญ้าไฟฟ้าจะเป็นแบบที่มีสายปลั๊กให้เสียบ ซึ่งเวลาใช้งานจะต้องเสียบปลั๊กอยู่ตลอด

· ข้อดี: ระบบไฟและการทำงานนั้นจะมีความเสถียร เพราะใช้ไฟฟ้าทำให้เครื่องสามารถทำงานได้อย่างสม่ำเสมอโดยกำลังของเครื่องไม่ลดลงและในด้านราคาแบบนี้จะราคาค่อนข้างถูก

· ข้อเสีย: เครื่องตัดหญ้าไฟฟ้าจะใช้ได้ในพื้นที่จำกัดเท่านั้น เนื่องจากต้องเสียบปลั๊กไฟ หากพื้นที่สนามเป็นบริเวณกว้าง สายไฟอาจยาวไม่พอ

2.แบบใช้แบตเตอรี่

ประเภทนี้ระบบส่งกำลังไฟจะมาจากแบตเตอรี่ ซึ่งก็จะทำให้เครื่องสามารถตัดหญ้าได้ตามต้องการ

· ข้อดี: รูปแบบนี้ใช้งานได้ทุกสถานที่ เคลื่อนย้ายไปใช้งานตรงไหนก็ได้ เพราะไม่มีสายไฟ ถึงสนามหญ้าจะกว้าง ก็สามารถใช้งานได้ทุกบริเวณแบบไร้ปัญหา

· ข้อเสีย: ระบบการส่งกำลังไฟจะไม่เสถียร เพราะถ้าแบตเตอรี่กำลังไฟอ่อนการส่งกำลังในการตัดก็จะเบาลง รวมไปถึงราคาของแบตเตอรี่นั้นค่อนข้างสูง จึงอาจทำให้สิ้นเปลืองมากกว่าแบบใช้ไฟฟ้า

3.แบบใช้น้ำมัน

ประเภทนี้จะใช้ระบบส่งกำลังขับของตัวมอเตอร์จากน้ำมัน ทำงานเหมือนเครื่องยนต์ของรถยนต์

· ข้อดี: รูปแบบนี้มีกำลังแรงตัดที่สูงกว่าทั้ง 2 แบบที่กล่าวมา จึงเบาแรงผู้ใช้งานมากกว่าและประหยัดเวลาในการตัดหญ้ามากกว่า

· ข้อเสีย: กระบวนการจัดเตรียมก่อนใช้งานจะยุ่งยากกว่า เพราะจะต้องมีการเติมน้ำมัน อีกทั้งราคาน้ำมันที่ต้องเติมนั้นถ้าเทียบกับแบบไฟฟ้าแล้วจะสูงกว่า ทำให้แบบนี้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากกว่านั่นเอง

ควรเลือกลักษณะใบมีดอย่างไรดี

อีกหนึ่งส่วนที่จะต้องพิจารณาเลือกด้วยก็คือ ส่วนของใบมีดเครื่องตัดหญ้าจะมีลักษณะใบมีดให้เลือกใช้งานอยู่ 3 แบบด้วยกัน คือ

· ใบมีดแบบโลหะ: จะมีความคมสูง สามารถตัดหญ้าให้ขาดได้ง่าย แต่ในขณะเดียวกันลักษณะใบมีดตัดแบบนี้ก็เหมาะกับผู้ที่มีประสบการณ์เคยใช้งานมาก่อน เพราะด้วยใบมีดมีความคมสูง จึงมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยเวลาใช้งานตามมาด้วยนั่นเอง

· ใบมีดแบบพลาสติกหรือเรซิ่น: ในส่วนของความคมนั้นจะน้อยกว่าแบบโลหะ แต่ก็ปลอดภัยกว่า เหมาะสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป

· ใบมีดแบบเชือกไนลอน: ในส่วนของความคมนั้นจะน้อยกว่าทั้ง 2 แบบข้างต้นที่กล่าวมา แต่ในเรื่องความปลอดภัยแบบนี้จะถือว่าปลอดภัยที่สุด ในเรื่องของการตัดนั้นจริง ๆ ก็ถือว่าทำได้ดี ขึ้นอยู่กับกำลังของมอเตอร์ หากใช้ในบ้านเรือนทั่วไปแบบนี้จะตอบโจทย์ที่สุด

ลักษณะของที่จับก็เป็นอีกส่วนที่ต้องพิจารณาสำหรับ เครื่องตัดหญ้า

ปัจจุบันเครื่องตัดหญ้ามีดีไซน์ใหม่ ๆ ออกมาเพื่อให้เกิดความสะดวกในการใช้งาน จึงมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งของส่วนมอเตอร์หรือมีดีไซน์ตัวด้ามจับใหม่บ้าง ซึ่งในส่วนของด้ามจับนี้ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ต้องพิจารณาดูด้วย เพราะบางรุ่นเวลาใช้งานจริงจะรู้สึกว่าจับไม่ถนัด โดยหลัก ๆ แล้วด้ามจับจะมีอยู่ 2 แบบคือ

· U Shape: ลักษณะด้ามจับจะเป็นรูปตัว U แบบนี้จะเหมาะกับการใช้งานตัดหญ้าในพื้นที่ราบ ไม่ชัน

· ด้ามจับแบบสองมือ: แบบนี้เหมาะกับการใช้งานในพื้นที่ที่หลากหลายกว่า ถ้าต้องตัดหญ้าในพื้นที่ที่มีสิ่งกีดขวางแบบนี้จะดีกว่าแบบตัว U  

นี่คือวิธีการพิจารณาเลือกซื้อเครื่องตัดหญ้าที่คุณควรรู้ หากพิจารณาตามนี้ก็จะทำให้คุณสามารถเลือกเครื่องที่ตรงใจคุณที่สุดได้ ซึ่งนั่นก็หมายถึงความคุ้มค่าที่คุณจะได้รับตามมาด้วยจากอุปกรณ์ที่คุณถูกใจนั่นเอง พบกับบทความที่จะช่วยให้ความรู้ และ สาระ เกี่ยวกับบ้าน และ ไลฟ์สไตล์ได้ที่นี่ เครื่องตัดหญ้า