เครื่องฟอกอากาศ

สร้างอากาศดีในบ้านทำได้ไม่ยาก แค่มี เครื่องฟอกอากาศ ดี ๆ สักเครื่อง 

ยุคนี้ฝุ่นพิษและมลพิษทางอากาศเต็มไปหมด แม้แต่ในบ้านและที่พักอาศัยของเราเองบางทีก็หนีจากฝุ่นและมลพิษในอากาศไม่พ้นอีกเช่นกัน การจะทำให้อากาศภายในบ้านมีความสะอาดมากขึ้น บรรยากาศโดยรวมดีขึ้นไม่ใช่เรื่องยาก แค่คุณมี เครื่องฟอกอากาศ ที่ทรงประสิทธิภาพสักเครื่อง แต่จะเลือกอย่างไรให้ได้เครื่องที่ดี มีประสิทธิภาพการฟอกอากาศได้จริง มาดูคำแนะนำกัน

เลือกชนิดของ เครื่องฟอกอากาศ ให้เหมาะสมกับสถานที่

หลายคนอาจจะเห็นว่าวันนี้มีเครื่องฟอกอากาศให้เลือกใช้หลายแบบหลายชนิดด้วยกัน และเรื่องของราคาก็แตกต่างกันไป ทำให้รู้สึกว่าตัดสินใจเลือกซื้อได้ยากมาก  คำแนะนำง่าย ๆ ในเรื่องนี้ก็คือ ให้เริ่มต้นเลือกชนิดของเครื่องให้สอดคล้องกับสถานที่ที่จะนำไปใช้ก่อน โดยหลัก ๆ แล้วก็จะแบ่งชนิดของเครื่องเป็น 3 ชนิด คือ

1. เครื่องระบบไฟฟ้าสถิต – ชนิดนี้จะใช้วิธีการดักจับฝุ่นด้วยระบบไฟฟ้าสถิต ซึ่งการใช้ไฟฟ้าสถิตเข้าช่วยนี้จะช่วยทำให้ตัวไส้กรองไม่ต้องทำงานหนัก เครื่องชนิดนี้สามารถทำงานได้เงียบ ไร้เสียงรบกวน อายุการใช้งานก็นาน แต่ราคาค่อนข้างสูง จึงเหมาะสมที่จะใช้เฉพาะจุดที่ต้องการเน้นเรื่องคุณภาพของอากาศ เช่น ห้องนั่งเล่น หรือห้องนอนของเด็ก เป็นต้น

2. เครื่องระบบไอออน – ระบบการทำงานของเครื่องชนิดนี้จะใช้เป็นการปล่อยประจุไอออนลบออกมาทำลายฝุ่นและเชื้อโรค โดยส่วนใหญ่แล้วเครื่องฟอกอากาศแบบนี้จะมีขนาดเล็ก ซึ่งด้วยขนาดที่เล็กนี่เองจึงทำให้รัศมีการทำงานฟอกอากาศน้อย เครื่องแบบนี้จึงเหมาะกับห้องเล็ก ๆ หรือเอาไว้ใช้ในรถเท่านั้น

3. เครื่องระบบใบพัด – แม้จะใช้ใบพัด แต่ระบบการทำงานจะต่างจากพัดลม เครื่องระบบนี้จะพัดดูดอากาศเข้าไปเพื่อกรองฝุ่นละอองก่อน แล้วจึงคืนอากาศที่บริสุทธิ์ออกมา เช่น เครื่องฟอกอากาศ xiaomi ซึ่งมีหลายรุ่น ใช้งานภายในห้องที่ค่อนข้างกว้างได้ ติดตั้งก็ง่าย แต่จะมีข้อจำกัดในเรื่องเสียง เครื่องแบบนี้จะมีเสียงรบบกวนบ้างนั่นเอง

รัศมีในการทำงานของเครื่องอีกปัจจัยที่ต้องพิจารณา

อีกจุดหนึ่งที่ต้องพิจารณาไปควบคู่กันด้วยก็คือ รัศมีในการทำการฟอกอากาศ ซึ่งถ้ารัศมีการทำงานของเครื่องกว้าง ความเร็วในการฟอกอากาศจะน้อยลง ดังนั้น ถ้าคุณจะต้องใช้งานในห้องที่ค่อนข้างกว้างก็จำเป็นที่จะต้องเลือกเครื่องที่มีรัศมีการทำงานกว้างกว่าห้อง ซึ่งตัวเครื่องจะค่อนข้างใหญ่และใช้พื้นที่ของห้องมากขึ้นนั่นเอง 

Air Flow อีกเรื่องที่ต้องดูให้ดี

ค่าความเร็วลม หรือ ค่า Air Flow ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่จะต้องใส่ใจด้วย ค่านี้ก็คือ ค่าปริมาณของลมที่เครื่องฟอกอากาศจะปล่อยออกมา ซึ่งถ้าค่า Air Flow มากก็เท่ากับว่าสามารถทำการฟอกอากาศได้ไว แต่สิ่งที่ต้องคำนึงด้วยก็คือ ยิ่งเครื่องฟอกอากาศได้ไว ก็จะยิ่งกินไฟมากขึ้น ตรงนี้จึงต้องดูให้เหมาะสมด้วย 

ทางเลือกหนึ่งถ้าคุณต้องการใช้เครื่องที่มีค่า Air Flow สูง ๆ ก็คือ ให้เลือกระบบที่มีการตั้งเวลาเอาไว้ จะใช้แรงลมสูง ๆ ช่วงเวลาไหนก็ตั้งค่าเอาไว้ได้เลย แบบนี้ก็จะช่วยเซฟค่าไฟไปได้บ้าง

ระบบการกรองอากาศ เรื่องสำคัญที่ข้ามผ่านไปไม่ได้

ระบบการกรองอากาศของเครื่องจึงนับเป็นจุดสำคัญที่เราจะมองข้ามผ่านไปไม่ได้เลย โดยเครื่องรุ่นต่าง ๆ ในปัจจุบันมักจะมีระบบการกรองมาตรฐานภายใต้ตัวกรองเป็นแบบ HEPA Filter ซี่งแผ่นกรองแบบนี้จะดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็กแบบ PM 2.5 ได้ และจะกรองฝุ่นและอองต่าง ๆ ได้ถึง 0.3 ไมครอนเลยทีเดียว

ยกตัวอย่าง เช่นเครื่องฟอกอากาศ xiaomi Air Purifier Pro ที่มีระบบการกรองถึง 3 ชั้นตั้งแต่

· PET Pre-Filter

· HEPA Filter

· Carbon-Filter

ซึ่งสามารถกรองฝุ่นละอองขนาดเล็กได้มากถึง 99.99% อย่างนี้เป็นต้น

และในปัจจุบันก็ยังมีเครื่องบางรุ่นที่มีระบบการกรองที่ดีกว่านั้น โดยใช้การกรองประเภท ULPA Filter ที่กรองได้ละเอียดมากยิ่งขึ้น แต่ก็ยังมีเครื่องน้อยรุ่นมาก ๆ ที่ใช้ระบบการกรองที่ละเอียดขนาดนี้ 

ทั้งหมดนี้เป็นคำแนะนำ ในเรื่องของการเลือกเครื่องฟอกอากาศ ที่จะช่วยให้คุณสามารถเลือกเครื่องที่ทรงประสิทธิภาพในการกรองอากาศให้กับที่บ้านหรือห้องของคุณได้ง่ายขึ้น ลองนำไปเป็นหลักในการเลือกซื้อกันนะ

 เครื่องฟอกอากาศ

เครื่องปั่นไฟ

สิ่งที่ควรต้องรู้ก่อนเลือกซื้อ เครื่องปั่นไฟ เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานสูงสุด

อุปกรณ์ชิ้นหนึ่งที่นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภาคอุตสาหกรรม การก่อสร้าง ส่วนราชการ ไปจนกระทั่งถึงภาคการเกษตรในปัจจุบัน จะเป็นสิ่งใดไปไม่ได้นอกเสียจาก เครื่องปั่นไฟ หรือที่บางคนเรียกว่าเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ไม่เพียงภาคเกษตรหรือโรงงานในต่างจังหวัดเท่านั้น ที่มีการใช้เครื่องนี้ แต่ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลบางส่วนที่ประสบปัญหาไฟฟ้าดับบ่อยครั้งก็มีการใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์ชนิดนี้ด้วย

หากคุณเองก็เป็นคนหนึ่งที่มีความจำเป็นในการใช้งานเครื่องกำเนิดไฟฟ้า คิดว่ากำลังจะซื้อหามาใช้งาน มีบางสิ่งที่คุณควรรู้ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ แต่จะมีอะไรบ้างนั้นมาดูไปพร้อม ๆ กันเลย

ต้องรู้จักเรื่องของขนาด เครื่องปั่นไฟ

เครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่มีวางจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไปในปัจจุบันนั้นมีให้เลือกใช้อยู่หลายขนาดด้วยกัน ซึ่งถ้าคุณจะซื้อมาใช้งาน ก็ควรจะเลือกขนาดที่เหมาะสมกับงานให้มากที่สุด ซึ่งการแบ่งขนาดของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะแบ่งออกตามกำลังวัตต์ไฟ

1. เครื่องปั่นไฟขนาดเล็ก – ขนาดกลาง: กำลังไฟของเครื่องปั่นไฟขนาดเล็กจะอยู่ที่ 1-20 KVA ถ้าเป็นเครื่องขนาดกลางนั้นจะอยู่ที่ 20-50 KVA ซึ่งไซส์ของเครื่องตั้งแต่เล็กจนถึงกลางนี้ เหมาะสำหรับการใช้งานระดับครัวเรือน ใช้กับงานเกษตรกรรม ใช้เป็นแหล่งพลังงานสำรองในไซต์ก่อสร้างได้

2. เครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่: กำลังไฟของเครื่องขนาดนี้จะอยู่ที่ ประมาณ 50-100KVA ขึ้นไป ซึ่งเหมาะที่จะใช้กับงานในระดับอุตสาหกรรม โรงงานต่าง ๆ หรือในโรงแรม

นอกจากนี้แล้วก็ยังมีการแบ่งรูปแบบแยกย่อยออกมาเป็นแบบพิเศษ ซึ่งมีขนาดหลากหลาย โดยเป็นเครื่องประเภทไดอ๊อก ซึ่งสามารถที่จะปั่นไฟเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าได้ และยังสามารถใช้ในการเชื่อมโลหะได้อีกด้วย

วัตถุประสงค์ในการใช้งาน

หลังจากรู้ประเภทขนาดแล้ว จุดต่อมาที่ต้องรู้ก็คือ วัตถุประสงค์ในการใช้งานที่แท้จริงคืออะไร บางคนต้องการใช้สำหรับสำรองไฟเท่านั้น บางคนอาจต้องการนำไปใช้แทนกระแสไฟฟ้าหลักจากที่ส่งมาจากการไฟฟ้า บางคนอาจจะต้องการนำไปใช้ภาคสนามกับอุปกรณ์กลางแจ้งต่าง ๆ ซึ่งวัตถุประสงค์ที่แน่ชัดจะเป็นสิ่งที่ช่วยกำหนดเรื่องของขนาดและชนิดให้คุณได้แคบลง

หากว่าเป็นงานเล็กน้อยทั่วไป ไม่ได้ใช้บ่อยนัก ใช้สำรองไฟเป็นหลักก็ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ ใช้ขนาดเล็กก็น่าจะเพียงพอ ซึ่งช่วยคุณประหยัดในการซื้อลงไปได้มาก

ความถี่ในการใช้งาน

ความถี่หรือความบ่อยในการใช้งานก็เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาด้วย แม้ว่าจะเป็นเครื่องปั่นไฟไซส์เล็ก ก็จะมีรูปแบบเครื่องที่แตกต่างกันออกไปให้เลือกใช้งาน ซึ่งหลัก ๆ แล้วก็จะแบ่งย่อยเป็น 2 แบบคือ 

· เครื่องแบบมือฉุด

· เครื่องแบบแผงควบคุมอัตโนมัติ หรือ แบบใช้กุญแจ

หากว่าการใช้งานของคุณไม่ได้บ่อย ปีหนึ่งจะนำมาใช้ปั่นไฟเพียงไม่กี่ครั้ง ก็แนะนำว่าควรจะเลือกใช้แบบเครื่องมือฉุดจะดีกว่า เพราะหากเลือกซื้อเป็นแบบใช้กุญแจ อาจเจอปัญหาแพงวงจรเสื่อมได้ เนื่องจากเครื่องรูปแบบนี้ดีไซน์ออกมาให้ใช้งานบ่อย ๆ และต่อเนื่องนั่นเอง

อุปกรณ์ที่ต้องนำมาโหลดกับเครื่อง

ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ด้วย การต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าไปกับเครื่องปั่นไฟต้องคำนึงถึงเรื่องการโหลด ต้องไม่ให้มากไปจนเครื่องรับไม่ไหว อีกกรณีหนึ่ง เวลาจะเลือกซื้อควรจะต้องพิจารณาในส่วนนี้ด้วยว่า เราจะต้องใช้ผลิตกระแสไฟให้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าใดบ้าง การคำนวณนั้นอย่าเอาเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดมาคิดรวม เพราะในความเป็นจริง เราคงไม่ต่ออุปกรณ์ทุกชิ้นกับตัวเครื่องอยู่แล้ว

การคิดเผื่อไว้นั้นเป็นเรื่องดี แต่ถ้าคิดเผื่อมากเกินไปก็จะทำให้เราสิ้นเปลืองมากขึ้น เพราะเราจะเข้าใจว่าต้องซื้อเครื่องขนาดกลางหรือขนาดใหญ่มาใช้อย่างเดียวถึงจะเพียงพอ แต่ความจริงไม่จำเป็นเลย ซึ่งถ้าจะนำมาใช้ในบ้านและครัวเรือนต่าง ๆ หลัก ๆ ให้พิจารณาจากอุปกรณ์ที่กินไปมาก ๆ เช่น เครื่องปรับอากาศ เครื่องเสียง Stereo (หากเป็นชุดใหญ่ก็อาจจะใช้ไฟมากถึง 3,500 Watt เลย) เตาอบไมโครเวฟ เป็นต้น

นี่คือสิ่งที่คุณควรรู้ไว้ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องปั่นไฟ ถ้ารู้สิ่งเหล่านี้และนำมาพิจารณาร่วมกัน ก็จะช่วยให้คุณสามารถเลือกซื้อเครื่องมือชิ้นนี้ได้อย่างตรงความต้องการ ตอบโจทย์การใช้งานได้ครอบคลุม และได้ความคุ้มค่าไม่สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุนั่นเอง

พบกับบทความ เนื้อหาสาระดีๆ ที่จะมีอัพเดทให้คุณได้รู้เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ และ ที่อยู่อาศัย ไปกับเราได้ที่นี่

เครื่องปั่นไฟ

สว่านไร้สาย

สว่านไร้สาย เลือกแบบไหนอย่างไรถึงจะตรงใจตอบโจทย์การใช้งาน

จะว่าไปแล้วอุปกรณ์เครื่องมือช่างต่าง ๆ นั้นไม่เพียงมีความสำคัญต่อคนที่ประกอบอาชีพช่างเท่านั้น เพราะการมีมีอุปกรณ์ในเชิงช่างติดอยู่กับบ้านนั้น ก็สำคัญไม่แพ้กัน เวลาจะติดตั้งอะไรประกอบอะไรเล็กน้อย หากมีเครื่องมือพร้อม หลาย ๆ อย่างก็จะง่ายและสะดวกขึ้น ซึ่งอุปกรณ์อย่าง สว่านไร้สาย ก็จัดว่าเป็นสิ่งที่ช่างมืออาชีพและสมัครเล่นควรมีไว้ด้วยกันทุกคน

การเลือกซื้อสว่านสำหรับงานช่างนั้น หลายคนอาจจะเลือกเป็นสว่านไฟฟ้า ที่เอาไว้เพื่อใช้เจาะผนัง เจาะไม้ บางคนก็อาจจะเลือกซื้อเป็นสว่านแบบไร้สายที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ แค่ต้องเลือกระหว่าง 2 แบบนี้บางคนกก็รู้สึกว่าเลือกยากแล้ว นี่ตัวสว่านแบบไร้สายยังมีรูปแบบย่อยให้เลือกอีก แล้วจะเลือกแบบไหนถึงจะตอบโจทย์การใช้งานที่สุด มาดูกัน 

มีสาย VS ไร้สาย เลือกแบบไหนดี ?

ถ้าถามว่าระหว่างสว่านไฟฟ้า กับ สว่านไร้สาย อะไรดีกว่ากันก็ต้องตอบว่า ทั้งสองรูปแบบมีดีเหมือนกัน คือสามารถใช้สำหรับงานเจาะสิ่งต่าง ๆ ได้ทั้งคู่ แต่ก็จะมีข้อจำกัดที่แตกต่างกันออกไป

แบบไฟฟ้า: เหมาะกับงานเจาะที่ต่อเนื่องและต้องอาศัยกำลังการเจาะวัสดุที่สม่ำเสมอ แต่ข้อจำกัดคือเรื่องของความคล่องตัวในการใช้งาน เพราะใช้ไฟฟ้าจึงต้องมีการเสียบปลั๊ก ตัวสว่านต้องมีสายไฟทำให้ เวลานำไปใช้นอกสถานที่อาจไม่ค่อยสะดวกนัก

แบบไร้สาย: สว่านแบบนี้ใช้ได้กับงานทั่วไป จุดเด่นคือเรื่องความคล่องตัวในการใช้งานเพราะไม่มีสายไฟเกะกะ พกพาไปใช้ที่ไหนก็สะดวก แต่ข้อจำกัดก็คือ กำลังการเจาะอาจจะไม่สม่ำเสมอ เพราะใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ หากแบตเตอรี่อ่อนกำลัง เครื่องก็จะอ่อนแรงเจาะไปด้วย อีกทั้งราคาก็จะสูงกว่าแบบใช้ไฟฟ้าอยู่พอสมควร

จะเลือกแบบไหนนั้นก็ต้องพิจารณาดูจากงาน หากคุณใช้งานไม่บ่อย เจาะอะไรเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เลือกสว่านแบบไร้สาย ก็จะคล่องตัวและสะดวกกว่า แต่ถ้าต้องใช้เจาะต่อเนื่องแบบมืออาชีพก็ให้เลือกแบบมีสายก็จะดีกว่า

อย่าลืมเลือกขนาดของ สว่านไร้สาย

หากคุณตัดสินใจเลือกแล้วว่าต้องการใช้เป็นสว่านที่ใช้แบตเตอรี่ไร้สาย สิ่งต่อมาก็ให้มาพิจารณาเลือกในเรื่องขนาด ซึ่งปัจจุบันสว่านไร้สายก็จะแยกขนาดออกเป็น 2 กลุ่ม นั่นคือ

สว่านขนาดเล็ก 10.8V และ 12V.: สว่านแบบนี้จะตัวเล็กน้ำหนักเบาสะดวกต่อการพกพา แต่ด้วยขนาดที่เล็กกำลังส่งในการเจาะของสว่านก็จะน้อยลงตามไปด้วย หากใช้เจาะรูไม้หรือเหล็กที่ไม่เกิน 10mm. ก็ถือว่าใช้ได้สบาย แต่ถ้าต้องการเจาะลึกกว่านี้ก็คงจะไม่เหมาะสักเท่าไหร่

สว่านขนาดใหญ่ 18V.: สว่านไร้สายแบบนี้เหมาะกับช่างมืออาชีพเลย สามารถใช้กับงานได้หลากหลาย ทั้งงานเจาะและงานขันน็อต ด้วยกำลังไฟที่เพิ่มขึ้นขนาดที่ใหญ่ขึ้นจึงสามารถใช้เจาะงานได้มากมายทั้ง โลหะ ไม้ ปูน เจาะได้ทั้งหมด และส่วนใหญ่จะสามารถปรับรอบหมุนและเกียร์ได้ด้วย

ประเภทของสว่านก็อย่ามองข้าม

ตัวสว่านแบบไร้สายในปัจจุบันก็มีการทำแยกออกมาให้เหมาะสมกับงานเจาะแบบต่าง ๆ ด้วย โดยจะแยกประเภทตามลักษณะงาน

สว่านธรรมดา: อันนี้ก็คือ สว่านขนาดเล็ก 10.8V และ 12V ใช้เจาะไม้ เจาะเหล็กทั่วไปแบบไม่ลึก

สว่านกระแทก: แบบนี้จะสามารถใช้เจาะปูน เจาะผนังอิฐได้ ถ้าเป็นไร้สายแบบขนาดเล็ก ก็จะเจาะผนังได้ไม่เกิน 8 mm. หรือไม่อย่างนั้นถ้าต้องการความลึกที่มากกว่านี้เล็กน้อยก็ให้เลือกเป็นตัวใหญ่ไปเลยก็ได้

สว่านโรตารี่: หากเน้นการเจาะปูนและคอนกรีตก็แนะนำเป็นสว่านแบบนี้ เลือกกำลังสัก 12V ก็จะสามารถเจาะผนังได้ลึกถึง 12 mm.ได้เลยทีเดียว

ไขควงกระแทก: รูปแบบนี้จะคล้าย ๆ สว่าน แต่ไม่ใช่สว่าน มีแบบไร้สายเช่นกัน ถ้าเน้นงานไข งานขันก็ต้องเลือกใช้เป็นแบบนี้ถึงจะเหมาะที่สุด สามารถใช้กับงานเจาะได้บ้าง แต่รูที่เจาะอาจจะไม่เรียบสวยเหมือนสว่านและเจาะได้ไม่ลึกมาก แนะนำว่าถ้าจะเจาะให้ใช้เป็นสว่านจะเหมาะสมกว่า

เหล่านี้เป็นคำแนะนำในการเลือกสว่านไร้สายให้ตอบโจทย์ความต้องการและเหมาะสมกับการนำไปใช้งานในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งหวังว่าคำแนะนำเหล่านี้น่าจะพอช่วยให้คุณเลือกสว่านที่ตรงใจคุณที่สุดกันได้บ้าง

ติดตามบทความ เนื้อหาสาระดีๆ เกี่ยวกับบ้าน และ ไลฟ์สไตล์ไปกับเราได้ ที่นี่

สว่านไร้สาย

หม้อทอดไร้น้ำมัน

เคล็ดลับการเลือก หม้อทอดไร้น้ำมัน จะรู้ได้อย่างไรว่าแบบไหนที่เหมาะกับการใช้งานของเรา

ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา หม้อทอดไร้น้ำมัน ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากการกักตัวในช่วงสถานการณ์โควิด 19 ทำให้หลายคนต้องกักตัวอยู่บ้านและประกอบอาหารทานเอง หม้อทอดจึงได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วเนื่องจากเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ใช้งานง่าย มีขนาดไม่ใหญ่มากและทำอาหารได้หลายประเภท สำหรับใครที่สนใจและอยากได้มาไว้ทำอาหารเราก็มีเคล็ดลับดี ๆ ในการเลือกซื้อมาบอกกัน

เคล็ดลับการเลือกซื้อหม้อทอดไร้น้ำมันแบบง่าย ๆ ให้ได้รุ่นที่ตรงใจ

· เลือกจากความจุ ความจุของหม้อเป็นสิ่งที่จำเป็นในการใช้งาน เพราะแต่ละขนาดจะใส่อาหารได้ไม่เท่ากัน หากบ้านมีสมาชิกหลายคนควรเลือกหม้อที่มีขนาดใหญ่เพราะใส่อาหารได้มากกว่า เช่น หม้อทอดที่มีความจุ 3 ลิตรขึ้นไป แต่หากทำอาหารไม่บ่อยหรือใช้งาน 1 – 2 คน เหมาะสำหรับหม้อขนาดเล็ก เช่น ความจุ 1.2 ลิตร หรือ 2 ลิตร เพื่อให้ใส่อาหารได้เพียงพอและสามารถทำอาหารได้ในครั้งเดียว ไม่ต้องทำหลายรอบ

· เลือกจากฟังก์ชันการใช้งาน หม้อทอดแต่ละรุ่นจะมีฟังก์ชันการทำอาหารมาให้ในตัวเพื่อช่วยให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น โดยจะบอกว่าอาหารแต่ละประเภทใช้เวลาเท่าไหร่และใช้อุณหภูมิเท่าไหร่เพื่อช่วยให้ทำอาหารได้ง่ายขึ้น เช่น ปีกไก่ทอด ใช้อุณหภูมิ 160 องศา ใช้เวลา 15 นาที เพราะหากตั้งอุณหภูมิหรือตั้งเวลาไม่เหมาะสมกันจะทำอาหารไม่สุกหรือทำให้อาหารไหม้ได้

· เลือกจากระบบการใช้งาน โดยจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่ ระบบ digital คือการใช้งานแบบปุ่มกด และแบบหมุน หากใครสะดวกแบบหมุนควรเลือกรุ่นที่มีการใช้งานแบบหมุน มีความทนทาน แต่หากใครที่ชอบความสะดวกเหมาะสำหรับการใช้งานแบบปุ่มกด เพราะกดใช้งานง่ายกว่า

· เลือกจากวัสดุ หม้อแต่ละรุ่นจะมีการใช้วัสดุที่ไม่เหมือนกัน ควรเลือกรุ่นที่เลือกใช้วัสดุอย่างดีและช่วยป้องกันการเกิดสนิมได้ เพราะจะช่วยยืดอายุการใช้งานได้นานกว่า ช่วยป้องกันวัสดุลอกและเกิดสนิม นอกจากนี้ยังควรเลือกวัสดุที่เคลือบเทปล่อนเพราะช่วยป้องกันไม่ให้อาหารติดหม้อได้ อีกทั้งยังช่วยให้ล้างทำความสะอาดได้ง่ายขึ้นด้วย

· เลือกจากยี่ห้อ ยี่ห้อเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการใช้งานได้ เพราะหากเลือกยี่ห้อที่ดีและได้มาตรฐานก็จะช่วยให้ใช้งานได้นานขึ้น โดยมีอายุการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 5 ปี แต่หากเลือกยี่ห้อที่ดีและมีการดูแลรักษาที่ดีก็จะช่วยให้ใช้งานได้นานยิ่งขึ้น เช่น หม้อทอดไร้น้ำมัน tefal ที่ได้มาตรฐานและสามารถใช้งานได้นานหลายปี ช่วยให้หม้อทอดไม่เสื่อมสภาพง่าย

เคล็ดลับการใช้หม้อทอดไร้น้ำมัน

· การวอร์มหม้อก่อนใช้ ก่อนทอดควรวอร์มหม้อให้ร้อนประมาณ 2 – 5 นาที ด้วยไฟปานกลางเพื่อให้หม้อทำอุณหภูมิได้เร็วขึ้น และช่วยให้อาหารสุกเสมอกันได้ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดเวลาการทำอาหารลงได้ด้วย

· สามารถเปิดดูระหว่างที่หม้อทำงานได้ ระหว่างที่หม้อทำงานบางรุ่นออกแบบมาให้สามารถเปิดดูได้ว่าอาหารใกล้จะสุกหรือยังเพื่อตั้งค่าการใช้งานให้เหมาะกับอาหารได้ ช่วยป้องกันไม่ได้อาหารไหม้ได้ เมื่อปิดหม้อเข้าไปเครื่องจะทำงานต่อโดยอัตโนมัติ แต่ไม่ควรเปิดบ่อยจนเกินไปหรือเปิดทิ้งไว้นานเกินไปเพราะจะทำให้ความร้อนลดลงและต้องเริ่มทำงานใหม่

· การทาน้ำมันพืชจะช่วยให้อาหารกรอบขึ้นได้ สำหรับใครที่อยากให้อาหารกรอบและไม่ติดหม้อสามารถทาน้ำมันพืชที่ตะแกรงทอดหรือผิวอาหารได้ จะช่วยให้หนังอาหารกรอบและช่วยป้องกันอาหารติดหม้อได้ ช่วยให้ทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น ส่วนการทำความสะอาดก็สามารถล้างออกได้โดยไม่ต้องแช่ทิ้งไว้ข้ามวัน

หม้อทอดไร้น้ำมันเป็นเครื่องครัวที่มีการใช้กันมานานแล้วไม่ได้เพิ่งจะมีในสมัยนี้ เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่สามารถใช้ทอด อุ่น ย่าง และอบได้ หากใครที่ชอบทำอาหารและต้องการความสะดวกสบายหม้อทอดก็ถือเป็นทางเลือกที่ดีเพราะช่วยให้คุณทำอาหารได้แบบไม่ยุ่งยากในไม่กี่นาที อีกทั้งยังช่วยทำอาหารทอดกรอบได้โดยไม่ต้องใช้น้ำมันด้วย หากใครสนใจก็สามารถสั่งซื้อมาลองใช้กันได้ มีราคาไม่แพง มีให้เลือกตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพันเลย  หม้อทอดไร้น้ำมัน

ชั้นวางของ

เทคนิคการเลือก ชั้นวางของ ให้เหมาะกับการใช้งานของคุณ

บ้านน่าอยู่ทำให้จิตใจของเราก็พลอยสดชื่นแจ่มใสไปด้วย ดังนั้นเราจึงควรจัดบ้านของเราให้น่าอยู่และเป็นระเบียบอยู่เสมอ แต่หลายคนบอกว่า เป็นคนชอบซื้อของสะสม ของที่บ้านเยอะมาก หาที่เก็บไม่ได้ ทำได้แค่ยัด ๆ ไว้ในตู้เท่านั้น วันนี้เราเลยจะมาแนะนำการจัดบ้านให้เป็นระเบียบดูสะอาดตา พร้อมกับความสวยงามและยังทำให้เราสามารถหยิบของมาใช้ได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องคอยเปิดตู้คุ้ยหาของให้ลำบาก แค่เลือกเฟอนิเจอร์ อย่าง ชั้นวางของ ให้เหมาะสมกับการใช้งานเท่านี้ก็ช่วยคุณได้มากแล้ว 

1. ทางเข้าบ้าน สิ่งสำคัญที่สุดก็คือชั้นวางรองเท้า การมีชั้นวางสวย ๆ ก็ช่วยส่งเสริมให้บ้านดูดีมากขึ้น ดังนั้นจึงควรหาชั้นวางรองเท้าที่มีดีไซน์และสวยงามเพื่อให้การจัดวางรองเท้าเป็นไปอย่างมีระเบียบมากขึ้น 

2. ห้องครัว ห้องครัวถือว่าเป็นห้องที่มีของต้องหยิบต้องใช้กับเยอะมาก แถมเราจำเป็นต้องใช้วันละหลายครั้งทุกวัน การมีชั้นวางของที่อำนวยความสะดวกแก่คุณในการหยิบใช้ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุหรือความเสียหายในครัวได้ 

– ชั้นวางของแบบเลื่อนได้ เหมาะสำหรับวางแก้วน้ำ จานชามที่ต้องการเคลื่อนที่ สามารถนำออกไปใช้ด้านนอกเมื่อมีการปาร์ตี้ก็ได้ หรือใช้ใส่อาหารร้อน ๆ หลีกเลี่ยงการยกก็ได้ หรือใช้สำหรับใส่จานหนัก ๆ และเคลื่อนย้ายไปตามมุมต่าง ๆ ของบ้านได้อย่างสะดวกสบาย 

– ชั้นพลาสติกใส่จาน หลายครั้งที่เราล้างจานแล้วรู้สึกว่า บริเวณที่คว่ำจานบนซิงก์ล้างจานไม่เพียงพอ แต่ถ้าจะใส่ไว้ในตู้จานก็ยังไม่แห้งอาจจะส่งผลให้ตู้เก็บของเราเกิดเชื้อราขึ้นได้ ดังนั้นชั้นวางของพลาสติกจึงตอบโจทย์ในส่วนนี้ เพราะมีล้างจานเสร็จแล้วก็สามารถคว่ำจานลงได้ทันที และมีฝาปิดเพื่อป้องฝุ่นละอองหรือสิ่งสกปรกที่จะลอยมาเกาะจานได้อีกด้วย 

– ชั้นวางของติดผนัง เหมาะสำหรับอุปกรณ์ชิ้นเล็ก ๆ เช่น ตะหลิว ทัพพี สามารถใช้แขวนไว้ข้างผนังเพื่อสะดวกในการหยิบมาใช้ได้ เนื่องจากอุปกรณ์เหล่านี้มีขนาดเล็ก ดังนั้นการนำมาแขวนไว้นอกกจากจะช่วยให้หาได้ง่ายแล้วยังสะดวกในการเปลี่ยนหรือหยิบจับมาใช้งานได้คล่องมือมากขึ้น

3. ห้องรับประทานอาหาร บางบ้านอาจจะไม่ได้มีการกั้นโซนแยกระหว่างห้องรับแขกและห้องทานอาหาร การนำชั้นมากั้นไว้ก็เป็นการแบ่งพื้นที่ของบ้านให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น สามารถนำของโชว์มาตั้งตกแต่งให้ดูสวยงามเรียบร้อยได้อีกด้วย

4. ห้องนั่งเล่น และห้องรับแขก ห้องรับแขกถือว่าเป็นหัวใจของบ้าน เพราะเป็นห้องที่มีคนใช้มากที่สุดไม่ว่าจะเป็นแขก หรือเจ้าของบ้านที่ใช้เวลาในส่วนนี้กับครอบครัว ดังนั้นห้องรับแขกถือว่าเป็นหน้าเป็นตาของบ้าน การเลือกชั้นวางของมาประดับตกแต่งหรือใช้งาน จึงควรเลือกแบบที่สวยงามและใช้งานง่ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็นชั้นวางทีวี หรือหากใครสะสมแผ่นหนังหรือแผ่นเสียงก็ควรหาชั้นเล็ก ๆ สักชั้นเอาไว้โชว์ของสะสมก็ได้ 

5. ห้องนอน เป็นห้องที่ส่วนตัวมากที่สุดและต้องใช้ในการพักผ่อน ดังนั้นเราอาจจะมีชั้นวางของในส่วนของห้องแต่งตัวเพื่อใช้เก็บเครื่องประดับ อาจจะเป็นชั้นวางของติดผนัง ไว้วางหมวก แว่นตา เพื่อให้ง่ายต่อการใช้สอยก็ได้ หรือจะมีชั้นที่ไว้สำหรับกั้นพื้นที่เพื่อแบ่งโซนภายในบ้านอาจจะวางของสะสม หนังสือ หรือต้นไม้ก็ได้

นอกจากภายในบ้านแล้ว ภายนอกบ้านก็ยังสามารถนำชั้นลอยไปตกแต่งเพื่อเก็บอุปกรณ์ทำสวนได้อีกด้วย หรือจะเป็นชั้นไว้สำหรับวางต้นไม้ประดับก็ทำให้บ้านดูร่มรื่นสดชื่นขึ้น หรือถ้าใครที่อยู่คอนโดอยากจะจัดการของต่าง ๆ ให้เป็นระเบียบและใช้สอยได้ง่ายมากขึ้น การหาชั้นวางของสวย ๆ มาตั้งไว้ก็เป็นทางเลือกที่ดี หรือจะนำมาวางโชว์ของสะสมก็เก๋ไปอีกแบบ

นี่ก็เป็นเทคนิคง่าย ๆ ที่เราสามารถนำชั้นที่ดูเหมือนเป็นของธรรมดามาใช้งานให้ถูกต้องเหมาะสมกับความต้องการของเรา เท่านี้ก็เพิ่มความเป็นระเบียบและสะดวกในการใช้สอยให้บ้านของเรามากขึ้นแล้ว หากใครกำลังอยากจะจัดบ้านใหม่ลองหาชั้นวางเก๋ ๆ ไปจัดของที่บ้านดู รับรองว่าออกมาดีแน่นอน

พบกับบทความเนื้อหาสาระดีๆ เกี่ยวกับบ้าน และ ไลฟ์สไตล์ กับเราได้ ที่นี่

ชั้นวางของ

หูฟังไร้สาย

วิธีใช้ หูฟังไร้สาย อย่างไรไม่ให้พังเร็ว? 9 วิธีการดูแลหูฟังให้ใช้งานได้น๊านนาน

ปัจจุบันนี้หูฟังได้กลายเป็นไอเทมชิ้นใหม่ที่หลายคนมักพกติดตัวไปไหนมาไหนด้วย เพราะออกแบบมาให้ใช้งานง่ายขึ้นในแบบไร้สาย เสียบใช้งานง่าย ไม่ต้องกลัวว่าสายจะพันกัน อีกทั้งยังมีดีไซน์ที่สวยงามและทันสมัย ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็หาซื้อได้ง่ายขึ้น มีให้เลือกหลายรุ่น หลายราคา สำหรับใครที่ใช้ หูฟังไร้สาย อยู่เราก็มีวิธีการใช้งานและการดูแลอย่างถูกวิธีมาบอกกันว่าควรทำอย่างไรให้หูฟังของเราใช้งานได้นาน ๆ และไม่พังไปก่อนเวลา

9 วิธีการดูแลหูฟังแบบไร้สายเพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานให้นานยิ่งขึ้น

· เก็บใส่กล่องเมื่อไม่ใช้งาน หูฟังแบบไร้สายมีขนาดที่ค่อนข้างเล็ก เมื่อเลิกใช้งานจึงควรเก็บใส่กล่องทุกครั้งเพื่อป้องกันไม่ให้หล่นหายหรือถูกของในกระเป๋าทับหรือขีดข่วนจนเกิดความเสียหาย นอกจากนี้กล่องใส่หูฟังบางรุ่นยังออกแบบมาให้ชาร์จแบตเตอรี่ในตัวได้ ช่วยให้แบตเตอรี่เต็มอยู่ตลอดเวลา ส่วนการเลือกใช้หากใครที่ใช้งานบ่อยหรือใช้สำหรับเดินทางควรเลือกรุ่นที่มีแบตเตอรี่มีความจุเยอะและใช้งานได้นาน แบตอยู่ได้หลายชั่วโมง ไม่ต้องชาร์จบ่อย

· เลือกใช้งานให้ถูกประเภท ความจริงแล้ว หูฟังไร้สาย หรือ หูฟังบลูทูธ นั้นมีหลายประเภท แบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ แบบ Sport, Travel, Casual ในการเลือกใช้จึงควรเลือกให้ถูกประเภท โดยหูฟังแบบ Sport เป็นหูฟังสำหรับการใส่เล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย, แบบ Travel เหมาะสำหรับการเดินทาง ใช้งานได้นานหลายชั่วโมง และแบบ Casual เป็นแบบที่ใช้งานทั่วไป

· ทำความสะอาดหลังใช้ทุกครั้ง เมื่อเลิกใช้งานแล้วควรทำความสะอาดหูฟังทุกครั้ง โดยเฉพาะหูฟังแบบ Sport สำหรับใส่เล่นกีฬาที่มีโอกาสเปียกเหงื่อง่าย หลังใช้งานแล้วควรใช้ผ้านุ่มเช็ดให้สะอาดและรอให้แห้งก่อนค่อยเก็บใส่กล่อง

· ระวังไม่ให้หล่น และไม่ควรโยน เพราะมีขนาดเล็กจึงมีโอกาสหล่นได้ง่ายจึงควรหยิบจับด้วยความระมัดระวังไม่ให้หล่นเพราะจะทำให้เกิดการกระแทกและได้รับความเสียหาย หรืออาจหล่นลงท่อหรือรูต่าง ๆ จนหายได้ 

· ระวังไม่ให้โดนน้ำ หากไม่ใช่หูฟังแบบ Sport หรือที่มีการเคลมว่าโดนน้ำได้ 100% ก็ไม่ควรให้โดนน้ำ และควรหลีกเลี่ยงการใช้งานในที่ที่มีโอกาสจะโดนน้ำได้ เช่น การใส่หูฟังทั่วไปออกกำลังกาย ที่อาจทำให้เปียกเหงื่อและพังได้

· ไม่ควรปล่อยให้แบตเตอรี่หมด หากไม่ใช้งานควรเก็บใส่กล่องเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ไว้ ไม่ควรวางทิ้งไว้ข้างนอกโดยเปิดทิ้งไว้ เพราะจะทำให้แบตเตอรี่หมดได้ 

· เปิดเสียงในระดับที่พอดี ไม่ดังจนเกินไป การไม่เปิดเสียงดังเกินไปเป็นการช่วยยืดอายุการใช้งานได้อย่างหนึ่ง เพราะการเปิดเพลงดัง ๆ จะทำให้หูฟังทำงานหนัก ควรเปิดเสียงให้ดังประมาณ 60% และไม่ควรเปิดเสียงดังเกิน 85%

· ลดเบสลงเพื่อช่วยยืดอายุการใช้งาน แม้ว่าบางรุ่นจะเป็นหูฟังจะมีจุดเด่นในเรื่องของเบส แต่ในการใช้งานแล้วควรเปิดเบสให้ดังในระดับที่พอดี ไม่ควรเปิดดังเกินไปเช่นกัน

· หลีกเลี่ยงการเก็บในที่ที่มีความชื้นและความร้อนสูง เพราะเป็นอุปกรณ์ที่ทำงานโดยใช้แบตเตอรี่ จึงควรหลีกเลี่ยงการเก็บในที่ที่มีความชื้น และมีความร้อนสูง 

· เป็นของใช้ส่วนตัวที่ไม่ควรใช้ร่วมกับผู้อื่น เพราะเป็นอุปกรณ์ที่ต้องใส่เข้าไปในรูหู หากใช้งานร่วมกับผู้อื่นที่เป็นโรคเกี่ยวกับหู จะมีโอกาสติดต่อกันได้ 

หูฟังไร้สายหรือหูฟังบลูทูธ เป็นที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบันนี้ เพราะใช้งานได้สะดวก และผลิตออกมาให้เหมาะกับการใช้งานต่าง ๆ มากขึ้น เช่น หูฟังออกกำลังกาย ที่มีคุณสมบัติกันน้ำได้ เนื่องจาก ปัจจุบันนี้คนสนใจออกกำลังกายกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง ปั่นจักรยาน เข้าฟิตเนส หรืออื่น ๆ การใส่หูฟังที่ช่วยกันน้ำ กันเหงื่อได้จึงถือเป็นตัวเลือกที่ดี อีกทั้งยังออกแบบมาให้สวมใส่ได้สบาย ไม่เจ็บหู และใส่ได้กระชับมากขึ้น ไม่หลุดออกง่าย ไม่ว่าจะออกกำลังกายท่าไหน หรือจะวิ่งเร็วเท่าไหร่หูฟังก็ยังไม่หลุดออกจากหูนั่นเอง

อย่าลืมติดตามบทความ เนื้อหาสาระดีๆ เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ และ เทคโนโลยี ที่จะช่วยให้คุณใช้ชีวิตได้ง่าย และ สะดวกมากขึ้น อัทเดทเทรนด์สินค้าใหม่ๆ ไปกับเราได้ตลอดทุกสัปดาห์ ที่นี่

หูฟังไร้สาย

ผ้ากันเปื้อน

ประโยชน์น่ารู้ของ ผ้ากันเปื้อน ทำไมถึงต้องใส่? ใส่แล้วดีอย่างไร?

เมื่อไปร้านอาหารหรือคาเฟ่ต่าง ๆ สิ่งที่เรามักจะได้เห็นกันอยู่บ่อย ๆ คือ การที่พนักงานใส่ ผ้ากันเปื้อน ไม่ว่าจะเป็นร้านประเภทไหนก็จะใส่กันอยู่เสมอ แต่ทราบหรือไม่ว่าจริง ๆ แล้วประโยชน์ของเอี๊ยมกันเปื้อนคืออะไร มีประโยชน์จริงหรือไม่ หรือแค่ใส่ตาม ๆ กันเฉย ๆ วันนี้เราจึงจะพาไปหาคำตอบกันว่าทำไมถึงต้องใส่และใส่แล้วดีอย่างไร

ผ้ากันเปื้อนมีประโยชน์อย่างไร ทำไมพนักงานส่วนใหญ่ถึงต้องใส่

· เพื่อภาพลักษณ์ที่ดีของร้าน การใส่ผ้าเอี๊ยมกันเปื้อนนั้น นอกจากจะช่วยป้องกันรอยเปื้อนเวลาที่ทำอาหารแล้ว ก็ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับร้านได้ โดยจะช่วยให้ร้านดูสะอาด เป็นระเบียบ เป็นการแสดงความสุภาพได้อย่างหนึ่ง และสำหรับร้านที่ไม่มียูนิฟอร์มการใส่ก็จะช่วยให้ลูกค้าทราบได้ว่าคนไหนที่เป็นพนักงานเพื่อได้เรียกใช้บริการได้ถูก เพราะหากไม่ใส่ก็จะดูเหมือนคนทั่วไปในร้าน ทำให้ลูกค้าสับสนว่าควรเลือกใช้บริการกับคนไหนดี

· ช่วยป้องกันไม่ให้เสื้อผ้าเปื้อน ประโยชน์หลัก ๆ คือ ช่วยกันเปื้อน เพราะมีโอกาสสูงที่เสื้อผ้าจะเปื้อนคราบอาหารหรือสิ่งสกปรกอื่น ๆ ได้ ทำให้ซักออกยาก อีกทั้งพนักงานหลายคนยังต้องเดินทางมาทำงานและต้องเดินทางกลับ หรือไปทำธุระอื่น ๆ ต่อ หากเสื้อผ้าเปื้อนก็ทำให้ดูไม่ดีและเสียความมั่นใจได้

· เพื่อความสะดวกสบายในการทำงาน ส่วนมากแล้วจะออกแบบมาให้มีกระเป๋าเพื่อความสะดวกในการใช้งาน มีทั้งแบบ 1 กระเป๋า, แบบ 2 กระเป๋า และแบบ 3 กระเป๋า บางรุ่นออกแบบมาให้มีซิปเพื่อป้องกันของหล่นออกจากกระเป๋าได้ ใช้เก็บเงินได้ ใช้เก็บรายการอาหาร สมุดจดเมนู ปากกา หรือของใช้อื่น ๆ ที่จำเป็นได้ ช่วยให้หยิบใช้ได้สะดวกมากขึ้น

· ใช้เป็นสื่อในการโฆษณาได้ สามารถสกรีนชื่อร้าน โลโก้ สโลแกน หรือช่องทางติดต่อต่าง ๆ ลงบนเอี๊ยมกันเปื้อนเพื่อใช้เป็นช่องทางในการโฆษณาร้าน เช่น การใส่ถ่ายรูปลงเพจต่าง ๆ ที่ทำให้ผู้อ่านได้ทราบและตามไปใช้บริการได้  

· ช่วยสร้างจุดเด่นให้กับร้าน สามารถออกแบบได้ตามสไตล์ที่ต้องการ ออกแบบให้เข้ากับคอนเซปต์ของร้านด้วยดีไซน์ต่าง ๆ ที่ดูโดดเด่น เช่น ผ้ากันเปื้อนยีนส์แต่งชายรุ่ยและสกรีนชื่อร้าน ช่วยให้ดูเก๋และสร้างความสนใจให้กับผู้พบเห็นได้ ไม่จำเป็นต้องใช้แบบเรียบ ๆ เสมอไป

ประเภทของผ้ากันเปื้อน แต่ละแบบเหมาะสำหรับการใช้งานแบบไหน

· แบบครึ่งตัว หรือแบบผูกเอว เป็นกันเปื้อนแบบสั้นที่เหมาะสำหรับงานที่มีโอกาสเปื้อนไม่มาก นิยมใช้ตามร้านกาแฟ โทนสีที่นิยมคือสีน้ำตาล ส่วนมาแล้วผลิตจากผ้า มีให้เลือกทั้งแบบมีกระเป๋าและไม่มีกระเป๋า ข้อดีคือ ทำให้ทำงานได้สะดวก ผูกรัดเข้าเอวได้พอดี

· แบบเต็มตัว เป็นชนิดที่ใช้กันมากที่สุด นิยมใช้ในร้านอาหารต่าง ๆ เพราะมีโอกาสเปื้อนง่ายและมีกระเป๋าใส่ของทำให้สะดวกในการใช้งาน

· แบบกันน้ำ ส่วนมากแล้วจะผลิตมาจาก PVC เพราะมีคุณสมบัติในการกันน้ำได้ดี นิยมใช้ในงานอุตสาหกรรมหรือการขายอาหารทะเลต่าง ๆ เช่น การขนส่งอาหารทะเลในตลาดสด เพราะมีโอกาสที่จะเปียกน้ำได้ง่าย 

การเลือกซื้อ’ ผ้ากันเปื้อน’ ควรเลือกอย่างไร

· เลือกให้เหมาะกับประเภทใช้งาน หากเป็นงานที่เกี่ยวกับน้ำควรเลือกแบบกันน้ำ แต่ถ้าใช้งานทั่วไปควรเลือกแบบผ้าเพราะระบายอากาศดี ไม่ทำให้ร้อน

· เลือกไซส์ที่ต้องการ นอกจากแบบครึ่งตัวและแบบเต็มตัวแล้วยังมีไซส์พิเศษให้เลือกด้วย เช่นกัน 

· เลือกวัสดุที่มีความทนทาน ไม่ขาดง่าย ผลิตจากวัสดุหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นผ้ายีนส์ ผ้าดิบ ผ้าโซล่อน ผ้าโทเร ผ้าคอมทวิว รวมถึงหนัง PU และอื่น ๆ โดยแต่ละชนิดจะมีความทนทานที่แตกต่างกัน

· เลือกแบบที่มีเชือกผูกด้านหลัง เพื่อให้กระชับเข้ากับลำตัว เพราะถ้าไม่ผูกไว้ผ้าจะพริ้วไปมาทำให้รบกวนการทำงานได้

ได้ทราบถึงประโยชน์ดี ๆ ของผ้ากันเปื้อนกันไปแล้ว หากใครที่ทำอาชีพค้าขายหรืออยากซื้อมาไว้ใส่เวลาทำอาหารที่บ้านก็สามารถหาซื้อมาใช้กันได้ มีราคาไม่แพง ผลิตออกมาอย่างสวยงาม มีให้เลือกหลายแบบหลายดีไซน์ นอกจากนี้ยังนิยมมอบเป็นของขวัญให้กับคู่ใหม่ปลามันได้ใช้เวลาทำอาหารด้วยกันด้วย

อย่าลืม ติดตามบทความ เนื้อหาสาระดีๆ เกี่ยวกับบ้าน และ ไลฟ์สไตล์ อัพเดทเทรนด์ใหม่ที่น่าสนใจกับเราได้ที่นี่

ผ้ากันเปื้อน

ที่นอนปิคนิค

ที่นอนปิคนิค ของดีที่ควรมีไว้ติดบ้าน สะดวกสบายได้ทุกโอกาส

นอกจากที่นอนแบบ Single Bed หรือแบบ King Size แล้ว ที่นอนปิคนิค ก็ถือว่าได้รับความนิยมไม่แพ้กันเพราะเป็นที่นอนอเนกประสงค์ขนาดเล็กที่ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย เคลื่อนย้ายสะดวก และใช้งานได้หลายโอกาส โดยจุดเด่นของที่นอนแบบปิคนิคคือ มีขนาดไม่ใหญ่ น้ำหนักเบา และพับเก็บได้ สำหรับใครที่ชอบนอนเล่นที่บ้านบ่อย ๆ แล้วกำลังมองหาที่นอนเล็ก ๆ อยู่ ลองไปดูประโยชน์ของที่นอนชนิดนี้กันเลยว่าดีอย่างไรและเหมาะกับการใช้งานของคุณหรือไม่

ประโยชน์ของที่นอนปิคนิค มีติดบ้านไว้ดีอย่างไร?

· ใช้เป็นที่นอนอเนกประสงค์ได้ เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นที่นอนแบบปิคนิคจึงสามารถเลือกใช้งานได้แบบอเนกประสงค์ สำหรับนำไปปูนอนตรงไหนก็ได้ เช่น ปูนอนเล่นในห้อง ปูนอนดูทีวีในห้องนั่งเล่น ปูนอนรับลมเย็น ๆ ที่หน้าบ้าน 

· ใช้รับแขกหรือเป็นที่นอนเสริมได้ หากมีญาติ เพื่อน หรือแขกมาบ้านแล้วที่นอนไม่พอก็สามารถใช้เป็นที่นอนเสริมสำหรับรับแขกได้ มีให้เลือกหลายขนาด 

· มีขนาดกะทัดรัด หยิบใช้งานได้สะดวก ส่วนมากแล้วจะออกแบบมาให้มีขนาดที่กะทัดรัด ไม่ใหญ่หรือหนาจนเกินไป น้ำหนักไม่มาก เคลื่อนย้ายง่าย ใช้งานสะดวก แตกต่างจากที่นอนแบบทั่วไปที่มีน้ำหนักมากและมีขนาดใหญ่

· พับได้ ม้วนได้ ไม่กินพื้นที่จัดเก็บ เมื่อใช้งานเสร็จแล้วสามารถพับหรือม้วนเก็บได้ บางรุ่นจะออกแบบมาให้พับเก็บได้เป็นทบ ๆ บางรุ่นก็ม้วนเก็บได้เลย ทำให้ไม่เปลืองพื้นที่จัดเก็บและหยิบออกมาใช้ได้สะดวก

· ใช้นอนบนรถขณะเดินทางได้ สำหรับใครที่เดินทางบ่อย ๆ หรือต้องขับรถเป็นเวลานานก็สามารถใช้เป็นที่นอนบนรถได้ ช่วยให้นอนได้สบายมากขึ้น

· ใช้เป็นที่นอนสำหรับการแคมป์ปิ้งได้ หากใครชอบไปแคมป์ปิ้งหรือชอบไปกางเต็นท์ก็สามารถใช้เป็นที่นอนปูนอนในเต็นท์หรือนอนเล่นหน้าเต็นท์ได้ 

เคล็ดลับการเลือกที่นอนปิคนิค เลือกอย่างไรให้นอนได้สบาย

· เลือกจากขนาดที่ต้องการ เมื่อพูดถึงที่นอนแบบปิคนิคแล้วหลายคนมักจะนึกถึงที่นอนปิคนิค 3.5 ฟุต เพราะเป็นขนาดที่นิยมใช้กันมากที่สุดแต่ความจริงแล้วก็ไม่ได้ผลิตออกมาเพียงแค่ขนาดเดียวแต่ยังมีขนาดอื่นด้วย เช่น ขนาด 5 ฟุต

· เลือกชนิดที่ไม่หนาหรือหนักจนเกินไป มีผลิตมาจากวัสดุหลายชนิด หากต้องการใช้งานแบบปิคนิคควรเลือกที่นอนที่ไม่หนาหรือหนักมาเกินไป เช่น ที่นอนยางพารา ที่นอนฟองน้ำอัด ฯลฯ

· ผลิตจากวัสดุคุณภาพดี ใช้งานได้นาน ควรเลือกที่นอนที่ผลิตมาจากวัสดุที่คุณภาพดีและมีอายุการใช้งานค่อนข้างนาน เพราะมีความทนทานมากกว่า ช่วยยืดอายุการใช้งานได้หลายปี เช่น ที่นอนยางพารา เพราะหลายคนก็หยิบออกมาใช้บ่อยหรือใช้นอนประจำ จึงควรเลือกของที่คุณภาพดีไว้ก่อน

· เลือกแบบที่ถอดซักทำความสะอาดได้ ควรเลือกแบบที่ถอดออกมาซักทำความสะอาดได้ เพราะดูแลง่ายกว่า

· ควรเลือกแบบที่ป้องกันไรฝุ่นได้ หากพับเก็บไว้นานเกินไปก็จะทำให้เกิดความชื้นและมีไรฝุ่นได้ จึงควรเลือกแบบที่สามารถป้องกันไรฝุ่นได้ด้วย

การดูแล ที่นอนปิคนิค ให้มีสภาพดีและน่าใช้งานอยู่เสมอ

· หมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอ หากใช้งานบ่อยควรซักผ้าปูที่นอนอย่างน้อย 2 อาทิตย์ต่อครั้ง เพื่อความสะอาดและป้องกันไรฝุ่น

· นำที่นอนออกไปตากแดดทุก ๆ 1 เดือน ควรถอดผ้าปูที่นอนออกและนำที่นอนออกไปตากแดดอยู่เสมอ หรือประมาณเดือนละ 1 ครั้ง โดยให้พลิกตากทั้งสองด้านเพื่อช่วยลดการเกิดไรฝุ่น

· สลับด้านนอนบ้าง หากใช้งานบ่อยควรสลับฝั่งที่นอนนอนบ้าง เพื่อไม่ให้ที่นอนเป็นหลุมอยู่ด้านเดียวหรือฝั่งเดียว

· ไม่นำอาหารและเครื่องดื่มมารับประทานบนที่นอน เพราะจะทำให้ที่นอนเปื้อน ทำความสะอาดยุ่งยาก และยังทิ้งกลิ่นอาหารไว้ด้วย

ที่นอนปิคนิค เป็นที่นอนอเนกประสงค์ที่หยิบออกมาใช้งานได้ทุกเมื่อ ทุกโอกาส เป็นที่นอนที่ควรมีติดบ้านไว้เพราะมีโอกาสได้ใช้งานกันอยู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะบ้านที่มีเพื่อนหรือญาติมาเที่ยวบ่อย รวมถึงคนที่ชอบออกไปแคมป์ปิ้งด้วย มีให้เลือกหลายแบบ ราคาไม่แพง เริ่มต้นอยู่ที่ประมาณหลักร้อยเท่านั้นเอง

แค่นี้เราก็รู้ประโยชน์ดีๆ ของที่นอนปิคนิคกันแล้ว อยากจะมีไว้ติดบ้านกันบ้างรึยัง ติดตามเนื้อหาสาระ และ ความรู้ดีๆ เกี่ยวกับเคล็ดลับดีๆสำหรับบ้าน และ สิ่งอำนวยความสะดวกที่จะทำให้ชีวิตของคุณ สะดวกสะบาย ดีขึ้นได้ง่ายๆ กับเราทุกอาทิตย์ ที่นี่

ที่นอนปิคนิค

หม้อทอดไร้น้ำมัน

ไขข้อข้องใจ ทำไม หม้อทอดไร้น้ำมัน ถึงได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา 

ต้องยอมรับว่าในปีนี้กระแสของ หม้อทอดไร้น้ำมัน นั้นมาแรงจริง ๆ โดยเฉพาะช่วงกักตัวที่ผ่านมาที่ใครต่างก็หันมาทำอาหารทานเองกันทั้งนั้น เพราะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ทำอาหารได้สะดวกสบาย แต่ทราบหรือไม่ว่า นอกจากจะออกแบบมาให้ใช้ทอดได้แบบไม่ใช้น้ำมันแล้ว หม้อทอดไร้น้ำมันเพื่อสุขภาพ นี้ยังสามารถทำอะไรได้อีกหลายอย่าง หากใครที่ยังลังเลอยู่ว่าจะซื้อดีไหม? เราจะมาบอกกันว่าหม้อนี้สามารถทำอะไรได้บ้าง และทำไมใคร ๆ ถึงเลือกใช้

5 เหตุผลที่ทำให้ หม้อทอดไร้น้ำมัน ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว

ใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยาก ออกแบบมาให้มีขนาดกะทัดรัด ไม่ใหญ่ หรือ หนักจนเกินไป ดีไซน์สวยงาม น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายสะดวก มีให้เลือกใช้งาน 2 แบบ ได้แก่ แบบดิจิทัล และแบบแกนหมุน มี 2 ฟังก์ชันหลัก ๆ ได้แก่ ปุ่มเพิ่ม – ลดอุณหภูมิ และปุ่มเพิ่ม – ลดเวลา นอกจากนี้ ยังมีโหมดทำอาหารชนิดต่าง ๆ ให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการทอดไก่ ทอดหมู อบกุ้ง ฯลฯ เป็นโหมดอัตโนมัติที่ช่วยให้ทำอาหารได้ง่ายขึ้น เพราะหากตั้งเวลาไม่เหมาะกับเมนู หรือตั้งอุณหภูมิที่สูงเกินไปก็จะทำให้ไหม้ได้ ช่วยให้มือใหม่ใช้งานได้ง่ายขึ้น และ เมื่อหม้อทำงานเสร็จจะมีสัญญาณดังขึ้น

ทำความสะอาดง่าย ไม่ติดตะแกรง ส่วนมากแล้ว ตะแกรงด้านในจะเคลือบด้วยเทปล่อน เพื่อให้อาหารไม่ติดตะแกรง ไม่ว่าจะคราบหนักแค่ไหนก็ทำความสะอาดได้ เพียงลูบเบา ๆ ก็สะอาดได้อย่างหมดจด ไม่เปลืองแรงขัด 

ใช้ทำอาหารได้หลายประเภท แม้ประโยชน์หลัก ๆ จะเป็นการทอด แต่นอกจากทอดแล้ว ก็ยังใช้ย่าง และอบได้ เช่น กล้วยย่าง กุ้งย่าง ปลาหมึกย่าง อบเค้ก อบเบเกอรี่ มันญี่ฝุ่นอบ ฯลฯ 

กรอบได้อย่างใจต้องการ หม้อทอดไร้น้ำมัน ทำงานด้วยระบบลมร้อนในการทำให้สุก โดยความร้อนจะกระจายไปทั่วหม้อ ทำให้อาหารสุก และกรอบได้ในแบบที่ต้องการ โดยเมนูที่นิยมคือ หมูกรอบ ไก่ทอดน้ำปลา หมูทอด กล้วยทอด ฯลฯ ให้ผิวภายนอกที่กรอบ หอม เนื้อด้านในนุ่ม น่าทาน

ใช้อุ่นอาหารประเภททอดได้ โดยทั่วไปแล้วอาหารประเภททอดจะอุ่นค่อนข้างยาก เพราะหากนำไปอุ่นผิดวิธีจะทำให้ไม่กรอบ และเสียรสชาติไปได้ แต่หม้อทอดจะช่วยให้อุ่นอาหารทอดได้ง่ายขึ้น เพราะนำลงหม้อไม่กี่นาที ก็ได้อาหารทอดที่กรอบอร่อยเหมือนเดิมแล้ว 

เคล็ดลับการใช้หม้อทอดไร้น้ำมันและการดูแล

วอร์มหม้อก่อนใช้งาน การวอร์มหม้อก่อนใช้งานจะช่วยให้หม้อร้อนได้เร็วขึ้น ทำให้อาหารสีสวย และ ช่วยลดเวลาการทำอาหารลงได้

สามารถเปิดดูระหว่างที่หม้อทำงานได้ บางรุ่นออกแบบมาให้เปิดดูระหว่างที่หม้อกำลังทำงานได้ เช่น หากไม่มั่นใจว่าตั้งเวลานานเกินไป หรือเปล่า ก็สามารถเปิดดูได้ว่าอาหารใกล้สุกหรือยัง เพื่อได้กะเวลาถูก เมื่อปิดหม้อ ระบบจะทำงานต่อตามโปรแกรมเดิมที่ตั้งไว้ แต่หากต้องการเพิ่ม – ลดเวลาหรืออุณหภูมิ ก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่ไม่ควรเปิด – ปิดบ่อย ๆ 

ใส่อาหารให้พอดีตะแกรง ไม่ใส่เยอะจนเกินไป ควรใส่อาหารให้เรียงพอดีกับตะแกรง ไม่ควรใส่ทับกันหลายชั้นจนแน่น เพราะจะทำให้อาหารสุกไม่ทั่ว และ ทำให้กรอบไม่ทั่วถึงด้วยเช่นกัน

กลับด้านเพื่อช่วยให้กรอบทั้งสองด้าน หากต้องการให้กรอบทั้งสองทาง ควรกลับด้านอาหารด้วย เช่น ใช้เวลาการทอดไก่ 30 นาที เมื่อครบ 15 นาที แล้วให้กลับด้าน แล้วทอดต่ออีก 15 นาที จะได้ไก่ที่กรอบทั้งสองด้าน

ใช้ที่คีบ คีบอาหารออก ไม่ควรเท ในการนำอาหารออกจากหม้อทอด ควรใช้ที่คีบอาหารออกทีละชิ้น ไม่ควรเท เพราะจะทำให้ตะแกรงคว่ำลงมาลวกใส่มือได้ โดยเฉพาะอาหารที่มีน้ำมัน น้ำมันจากอาหารจะไหลออกมาอยู่ที่ก้นหม้อ ที่อาจไหลลงมาลวกมือขณะที่เทได้

ทำความสะอาดเมื่อเลิกใช้งาน เมื่อเลิกใช้งานแล้ว ควรรอให้หม้อหายร้อน แล้วจึงทำความสะอาดในทันที ไม่ควรแช่ทิ้งไว้นาน หากเป็นคราบที่ออกยาก ให้ใช้แปรงขนนุ่ม ๆ แปรงเบา ๆ ไม่ควรแปรงแรง ๆ เพราะเทปล่อนอาจหลุดออกมา

ด้วยประโยชน์ต่าง ๆ นี้เองที่ทำให้ หม้อทอดไร้น้ำมัน ได้รับความนิยมในช่วงที่ผ่านมา และยังคงได้รับความนิยมอยู่ในทุกวันนี้ หากใครอยากทานอาหารแบบไร้น้ำมัน ก็สามารถหาซื้อมาใช้ ได้ง่ายๆ เพราะปัจจุบัน ก็มีหลายแบรนด์ผลิตออกมา หลากหลายดีไซน์ และ ขนาด ทั้งแบบดิจิทัล และ แบบแกนหมุน แถมยังมีร้านค้าให้เลือกซื้อได้สะดวก ทั้งร้านค้าออนไลน์ และ หน้าร้านปกติ ให้เราสามารถลองไปหยิบจับ เลือกดูสินค้าจริงกันก่อนซื้อได้เลย

หม้อทอดไร้น้ำมัน

เตาอบไฟฟ้า

เตาอบไฟฟ้า เลือกได้ไม่ยากอย่างที่คิด! ใครก็สามารถเป็นเชพได้ง่าย ๆ ที่บ้าน

การทำอาหาร เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นในสมัยนี้มาก เพราะสามารถค้นหาสูตรอาหารต่าง ๆ ได้จากเว็บไซต์ออนไลน์ ที่เพียงคลิกเข้าไปไม่กี่ที ก็สามารถ หาสูตรอาหารเมนูต่าง ๆ ได้ทั้งคาว และหวาน สำหรับใครที่ชอบทำอาหาร โดยเฉพาะอาหารประเภทอบ ก็สามารถเริ่มได้ง่าย ๆ เพียงมี เตาอบไฟฟ้า ไว้ที่บ้าน ก็เลือกทำอาหารได้ตามใจชอบหลายเมนู แต่ถ้าไม่รู้ว่าจะเลือกแบบไหนดี หรือ ไม่มั่นใจ ว่าควรเลือก เตาอบไฟฟ้ายี่ห้อไหนดี เราก็มีเทคนิคการเลือกซื้อดี ๆ มาบอกกัน

เคล็ดลับการเลือกเตาอบไฟฟ้าแบบง่าย ๆ แต่ได้ของดี

· ความจุของเตา ก่อนเลือกซื้อควรดูก่อนว่า ต้องการนำไปใช้งานในด้านไหน เช่น ใช้งานในบ้าน ใช้ทำอาหาร หรือขนมขายเล็กๆ หรือ ใช้สำหรับร้านอาหาร หรือร้านขนมขนาดใหญ่ ฯลฯ เพราะแต่ละชนิด ควรจะเลือกใช้ขนาดที่ไม่เท่ากัน หากต้องการใช้งานในบ้านก็มีให้เลือกตั้งแต่ขนาด 9 ลิตร ขึ้นไป เหมาะสำหรับการทำอาหารในปริมาณที่ไม่มาก แต่ถ้ามีสมาชิกในบ้านหลายคน ควรเลือกขนาดที่ใหญ่ขึ้นมา โดยมีให้เลือกกันมากกว่า 90 ลิตร กันเลยทีเดียว เตาอบแบบไฟฟ้ามีให้เลือก 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ เตาอบไฟฟ้า แบบตั้งโต๊ะ และ แบบบิวท์อิน โดยแบบตั้งโต๊ะจะมีขนาดไม่ใหญ่มาก ออกแบบมาให้ใช้งานได้สะดวก เคลื่อนย้ายง่าย ส่วนแบบบิวท์อิน เป็นแบบฝังติดไว้กับโต๊ะ หรือผนัง ข้อดีคือ ดีไซน์สวยงาม ประหยัดพื้นที่ มีขนาดใหญ่ และ ทำอาหารได้จำนวนมาก

· จำนวนช่องอบ โดยส่วนมากแล้ว หากเป็นเตาขนาดเล็กจะมีช่องอบอยู่ที่ 1 – 2 ช่อง ข้อดีของการมีช่องอบมากคือ สามารถทำอาหารพร้อมกันได้หลายเมนู แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความจุของเตา และความต้องการในการใช้งานด้วย หากต้องการใช้อบขนมพวกเบเกอรี่ หรือพิซซ่า แบบที่มีหลายช่อง ก็ช่วยให้อบขนมได้เยอะกว่า โดยทุก 10 ลิตร ควรมีช่องอบสำหรับวางตะแกรง 1 ช่อง

· ระดับความร้อน โดยส่วนมากแล้ว จะมีอุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 200 – 250 องศาเซลเซียส เป็นระดับความร้อนที่ใช้อบได้ทั้งของคาว และของหวาน หากจำเป็นต้องใช้ความร้อนมาก ควรเลือกรุ่นที่ทำอุณหภูมิได้สูง และ ควรเลือกจากกำลังไฟด้วย เพราะหากมีกำลังไฟมากก็จะรองรับการทำงานได้มากกว่า

· ระยะเวลาในการอบ อาหารแต่ละประเภทจะใช้ระยะเวลาการอบไม่เท่ากัน หากเป็นอาหารประเภทเนื้อสัตว์ จะใช้เวลาอบค่อนข้างนาน แต่หากเป็นของหวานจะใช้เวลาไม่ค่อยนาน จึงควรเลือกรุ่นที่สามารถตั้งเวลาการอบได้ตามที่ต้องการ เช่น ตั้งเวลาได้สูงสุด 60 นาที, ตั้งเวลาได้สูงสุด 120 นาที ฯลฯ เป็นต้น

· ระบบความปลอดภัยสูง เพราะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทำงานโดยใช้ความร้อน จึงควรมีระบบความปลอดภัยที่สูง เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน เช่น ระบบตัดไฟอัตโนมัติ ระบบป้องกันเตาอบระเบิด ฯลฯ 

· ระบบการกระจายความร้อน แม้จะเป็นเตาขนาดใหญ่ แต่หากมีระบบการกระจายความร้อนไม่ดี ก็อาจทำให้อาหารสุกไม่ทั่วถึงได้ ควรมีระบบการกระจายความร้อนในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น ระบบแยกส่วน ระบบไฟบน ระบบไฟล่าง ระบบลมร้อน ฯลฯ เพื่อให้อาหารสุกทั่วถึง

· ช่องระบายความร้อน ควรมีช่องระบายความร้อนในตัว เพราะเป็นช่องที่เตาอบจะระบายความร้อนออกมาเมื่อทำงาน เพื่อไม่ให้เตาอบร้อนจนเกินไป และด้านของเตาที่มีช่องระบายความร้อน ควรตั้งให้ห่างจากผนัง และไม่ควรนำอะไรไปบัง เพราะจะทำให้ระบายความร้อนออกมาได้ไม่ดี

· ฟังก์ชันเสริม เช่น กระจกกันความร้อน ช่วยป้องกันเวลาที่เราเผลอไปสัมผัสโดนกระจก แล้วโดนความร้อนลวกที่ผิวหนังได้ เพราะหากเป็นรุ่นที่ไม่กันความร้อน ก็อาจเผลอลวกมือได้เหมือนกัน, ไฟแสดงสถานะการทำงาน เพื่อให้ทราบว่าเตาทำงานเสร็จ หรือยัง, ขาตั้งแบบมียางรอง ช่วยป้องกันเตาลื่น และป้องกันโต๊ะเป็นรอยได้

นอกจากเทคนิคดี ๆ ในการเลือกซื้อ เตาอบไฟฟ้า เหล่านี้แล้ว ยังควรคำนึงถึงเรื่องคุณภาพเป็นหลัก โดยเฉพาะคนที่ไม่รู้ว่าควรจะเลือกซื้อ เตาอบไฟฟ้ายี่ห้อไหนดี? แนะนำให้เลือกจากคุณภาพเป็นหลัก และ ตามด้วยประโยชน์การใช้งาน เพราะหากเตาอบมีคุณภาพดี ก็จะช่วยให้ใช้งานได้นาน และ สร้างความสะดวกสบายในการใช้งานได้ ควรดูแลอย่างถูกวิธี ทำความสะอาดหลังจากเลิกใช้งานทุกครั้ง ถอดปลั๊กเมื่อเลิกใช้งาน และใช้น้ำยาทำความสะอาดเตาเช็ดให้ทั่ว

เตาอบไฟฟ้า