มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า

มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เทรนด์ใหม่สำหรับคนรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ควรรู้จัก!

เชื่อว่าในช่วงนี้หลายคนคงได้เห็น มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ตามท้องถนนหรือตามตรอก ซอก ซอยต่าง ๆ กันอยู่บ่อย ๆ เพราะเป็นเทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรงในขณะนี้ ทำให้มีหลายซื้อมาใช้เป็นยานพาหนะสำหรับการเดินทางใกล้ ๆ แทนการใช้รถมอเตอร์ไซค์ แต่ทราบหรือไม่ว่ามอเตอร์ไซค์ชนิดนี้ต่างจากมอเตอร์ไซค์แบบทั่วไปอย่างไร มีข้อดีอย่างไร และทำไมหลายคนถึงเลือกใช้?

มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าทำอะไรได้บ้าง ต่างจากมอเตอร์ไซค์ทั่วไปอย่างไร?

· ใช้พลังงานไฟฟ้าแทนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าทำงานโดยใช้ไฟฟ้า ต่างจากมอเตอร์ไซค์แบบทั่วไปที่ต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อน จึงช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมันลงได้

· ไม่มีท่อไอเสีย ปราศจากควัน ไม่สร้างมลพิษทางอากาศ ด้วยความที่ระบบการทำงานเป็นระบบไฟฟ้าจึงไม่จำเป็นต้องมีไอเสียในการปล่อยควัน ทำให้เป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่ไม่สร้างมลพิษในอากาศ ปราศจากควัน ไม่มีควันเมื่อสตาร์ตหรือขับขี่ ช่วยลดการสร้างฝุ่น PM 2.5 ในอากาศ

· สตาร์ตเงียบ ขับขี่เงียบ จุดเด่นของมอเตอร์ไซค์ชนิดนี้คือเรื่องความเงียบ เพราะสตาร์ตเงียบ เพียงกดสวิตช์ระบบไฟฟ้าก็ทำงานแล้ว นอกจากนี้ในส่วนของการขับขี่เงียบไม่สร้างความรบกวนอีกด้วย

· ไม่ต้องคอยเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง เพราะไม่ต้องใช้น้ำมันในการขับเคลื่อนจึงไม่ต้องคอยเปลี่ยนน้ำมันเครื่องบ่อย ๆ ไม่ต้องกังวลว่าจะถึงระยะการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องตอนไหน

· น้ำหนักเบา ด้วยวัสดุและระบบการทำงานแล้วจึงทำให้เป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่มีน้ำหนักค่อนข้างเบาเมื่อเทียบกับมอเตอร์ไซค์แบบทั่วไป บังคับง่าย ควบคุมรถได้ง่าย เหมาะสำหรับคนทั่วไปและผู้สูงอายุ

· เครื่องยนต์ไม่ร้อน แม้จะขี่เป็นเวลานานก็ปราศจากปัญหาเครื่องยนต์ร้อน ไม่ต้องจอดพัก หรือกลัวว่าเครื่องยนต์จะลวกขาขณะใช้งาน

· ขี่ลุยน้ำได้ ด้วยเครื่องยนต์และตัวถังที่ออกแบบมาให้กันน้ำได้จึงสามารถขี่กลางฝนหรือลุยน้ำได้ แต่ในการขี่ลุยน้ำควรระวังระดับน้ำที่สูงจนเกินไป และควรขี่ลุยน้ำเมื่อจำเป็นจะดีกว่า

· ชาร์จไฟเองได้ง่าย ๆ จากที่บ้าน ไม่ต้องนำไปชาร์จไฟที่สถานีจ่ายไฟที่ไหนให้ยุ่งยากเพราะสามารถชาร์จไฟเองได้ง่าย ๆ ที่บ้านเพียงต่อเข้ากับไฟบ้าน ส่วนระยะเวลาการชาร์จไฟจะขึ้นอยู่กับรุ่นที่ใช้งาน โดยจะอยู่ที่ประมาณ 2 – 6 ชั่วโมง

· ซ่อมบำรุงง่าย เมื่อเกิดปัญหาสามารถแก้ไขและซ่อมบำรุงได้ง่ายที่ระบบไฟฟ้า เพราะเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อน 

· มีการรับประกันและศูนย์บริการ มีการรับประกันสินค้าและศูนย์บริการเหมือนกับมอเตอร์ไซค์แบบทั่วไป เพียงแต่ยังไม่ได้มีมากเท่ากับมอเตอร์ไซค์แบบทั่วไป

เรื่องควรรู้ก่อนซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า วิ่งได้ไกลไหม เหมาะสำหรับการใช้งานแบบไหน?

· มีระยะทางที่จำกัด มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าแต่ละรุ่นจะมีระยะทางการวิ่งที่จำกัด เช่น วิ่งได้ 40 – 50 กิโลเมตร แต่บางรุ่นวิ่งได้ไกลถึง 100 เมตร โดยระยะทางการวิ่งขึ้นอยู่กับขนาดของแบตเตอรี่ หากแบตเตอรี่มีความจุมากก็จะรองรับการใช้งานได้มากกว่า 

· มีความเร็วที่จำกัดไม่เท่ากัน นอกจากเรื่องระยะทางที่จำกัดแล้วความเร็วก็มีจำกัดเช่นกัน โดยรุ่นทั่วไปจะวิ่งได้ที่ความเร็วสูงสุด 40 – 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่หากเป็นรุ่นที่ผลิตมาเพื่อนักบิดหรือนักแข่งแล้วจะสามารถทำความเร็วได้สูง 321 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยทีเดียว

· มีราคาค่อนข้างสูง สำหรับรุ่นทั่วไปที่วางจำหน่ายในท้องตลาดหรือเว็บชอปปิงออนไลน์จะมีราคาอยู่ที่ประมาณหลักหมื่นต้น ๆ ไปจนถึงหมื่นกลาง ๆ แต่หากเป็นรุ่นสปอร์ตแล้วราคาจะอยู่ที่หลักแสนขึ้นไปถึงหลักล้านกันเลยทีเดียว

· ต้องชาร์จแบตเตอรี่ก่อนขับขี่ เพื่อให้มั่นใจว่าจะเดินทางได้นานขึ้นควรชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มก่อนขับขี่ทุกครั้งเพื่อประเมินระยะทางได้ง่ายขึ้นและไม่ต้องกลัวแบตหมดกลางทาง

· การขี่ด้วยความเร็วสูงจะทำให้เปลืองแบตเตอรี่มากขึ้น แม้ว่าในหลาย ๆ รุ่นจะรองรับความเร็วได้มาก แต่การขับขี่ด้วยความเร็วสูงจะทำให้เปลืองแบตเตอรี่มากขึ้น หรือทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วขึ้นนั่นเอง

· ค่อนข้างประหยัดเมื่อเทียบกับการใช้งานในระยะยาว หลังจากที่จ่ายเงินซื้อมอเตอร์ไซค์ไปแล้วจะไม่ค่อยมีค่าใช้จ่ายจุกจิกมากวนใจ ไม่ต้องเสียเงินเติมน้ำมันทุกวันหรือทุกอาทิตย์ 

มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ออกแบบมาให้ใช้งานง่ายขึ้น คนทั่วไปหรือผู้สูงอายุก็สามารถใช้ได้ เหมาะสำหรับการเดินทางระยะใกล้ เช่น ไปจ่ายตลาด หรือไปซื้อของใช้ต่าง ๆ เป็นทางเลือกใหม่ในการเดินทางสำหรับคนที่ชอบความสะดวกสบายและชื่นชอบความทันสมัย

มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เทรนด์ใหม่สำหรับคนรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ควรรู้จัก! มารู้ว่าทำอะไรได้บ้าง ต่างจากมอเตอร์ไซค์ทั่วไปอย่างไร?

เครื่องทําน้ําแข็ง

ทำน้ำแข็งทานเองที่บ้านได้ง่าย ๆ ด้วย
เครื่องทําน้ําแข็ง สะดวก สะอาด ง่าย ทำได้ใน 6 – 8 นาที!


เครื่องทําน้ําแข็ง สำหรับใครที่ชอบดื่มเครื่องดื่มเย็น ๆ ปัจจุบันนี้ก็สามารถทำน้ำแข็งได้ง่ายขึ้นแล้วผ่านเครื่องทำน้ำแข็งที่สามารถทำน้ำแข็งก้อนได้ในเวลาเพียงแค่ 6 – 8 นาทีเท่านั้นเอง ช่วยให้คุณทำน้ำแข็งทานเองที่บ้านได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องทำน้ำแข็งในตู้เย็นครั้งละหลายชั่วโมงให้เสียเวลา ส่วนเจ้าเครื่องนี้จะดีอย่างไร และควรเลือกจากอะไรบ้าง เรามีมาบอกกัน

ข้อดีของเครื่องทำน้ำแข็งที่หลายคนอาจยังไม่รู้!

· ใช้เวลาทำน้ำแข็งได้เร็ว เครื่องทำน้ำแข็งสามารถทำน้ำแข็งได้เร็วกว่าการทำน้ำแข็งในตู้เย็นหลายเท่า โดยปกติแล้วการทำน้ำแข็งในตู้เย็นจะใช้เวลาประมาณ 3 – 4 ชั่วโมงกว่าที่น้ำจะเกาะตัวกลายเป็นน้ำแข็ง แต่เครื่องผลิตน้ำแข็งสามารถทำได้น้ำแข็งได้ในเวลาเพียง 6 – 8 นาทีต่อน้ำแข็ง 1 – 2 แก้ว ซึ่งถือว่าใช้เวลาน้อยมากเลยทีเดียว

· ทำน้ำแข็งได้ครั้งละปริมาณมาก ในแต่ละครั้งสามารถผลิตน้ำแข็งได้มากตั้งแต่ประมาณสิบก้อนไปจนถึงหลายร้อยก้อนเลย ขึ้นอยู่กับความจุในการทำน้ำแข็งของเครื่องแต่ละรุ่น หากเป็นเครื่องขนาดใหญ่สำหรับใช้ในร้านอาหาร คาเฟ่โรงแรม และอื่น ๆ จะผลิตได้ในปริมาณที่มากขึ้นเพื่อเพียงพอต่อการใช้งาน

· ได้น้ำแข็งที่สะอาดถูกหลักอนามัย เพราะเป็นน้ำแข็งที่ทำเองจึงทำให้มั่นได้ว่าจะได้น้ำแข็งที่สะอาดถูกหลักอนามัย ปราศจากกลิ่นหรือสิ่งสกปรกตกค้างต่าง ๆ ที่มากับน้ำแข็งและพบได้เมื่อน้ำแข็งละลาย

· ประหยัดเวลา เพราะใช้เวลาการทำน้ำแข็งน้อยจึงช่วยประหยัดเวลาได้มากกว่า ไม่ต้องรอนาน ได้ปริมาณน้ำแข็งที่เพียงพอต่อการใช้งานในแต่ละครั้ง

· ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ในระยะยาว สำหรับร้านอาหารหรือธุรกิจที่จำเป็นต้องใช้น้ำแข็ง การซื้อน้ำแข็งในแต่ละวันนั้นมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง การซื้อเครื่องมาผลิตน้ำแข็งเองเพื่อใช้ในระยะยาวจึงช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า

สิ่งที่ควรรู้ในการเลือกซื้อเครื่องทำน้ำแข็ง ควรเลือกจากอะไรบ้าง?

· ขนาดและน้ำหนัก เครื่องทำน้ำแข็งผลิตออกมาหลายขนาด ตั้งแต่ขนาดเล็กสำหรับพกพาไปจนถึงขนาดใหญ่ การเลือกใช้จึงควรพิจารณาจากขนาดตัวเครื่องและน้ำหนักที่เหมาะสมกับการใช้งานด้วย เพื่อช่วยประหยัดพื้นที่จัดเก็บ ไม่ใหญ่จนเกินไป 

· ความจุในการทำน้ำแข็ง เครื่องขนาดเล็กจะทำน้ำแข็งได้น้อยกว่าเครื่องที่มีขนาดใหญ่ จึงควรเลือกความจุที่เหมาะสมกับการใช้งาน หากต้องการเครื่องสำหรับ 1 – 2 ท่าน เครื่องขนาดพกพาหรือขนาดเล็กประมาณ 0.6 กิโลกรัม ก็ถือว่าเพียงพอ แต่หากใช้สำหรับครอบครัวที่มีสมาชิกหลายคนควรเลือกเครื่องที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาหน่อย เช่น ขนาด 1 – 1.5 กิโลกรัม ก็ทำน้ำแข็งได้มากและเพียงพอต่อการใช้งานในแต่ละครั้ง

· ระยะเวลาในการทำงาน แต่ละรุ่นใช้ระยะในการทำน้ำแข็งไม่เท่ากัน บางรุ่นทำน้ำแข็งได้เร็ว บางรุ่นอาจต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นสักหน่อย ขึ้นอยู่กับระบบและฟังก์ชันการทำงานของแต่ละรุ่น แต่สำหรับรุ่นทั่วไปขนาดเล็ก – ขนาดกลางจะใช้เวลาการทำน้ำแข็งในแต่ละครั้งต่างกันอยู่ประมาณ 5 – 10 นาที ซึ่งก็ถือว่าไม่ต่างกันมากสักเท่าไหร่

· ฟังก์ชันการใช้งาน เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลยเพราะส่งผลต่อการใช้งานโดยตรง โดยแต่ละฟังก์ชันจะช่วยสร้างความสะดวกในการใช้งานด้านต่าง ๆ เช่น มีไฟสถานะแจ้งเตือนเมื่อน้ำแข็งเต็มหรือเตือนให้เติมน้ำเมื่อน้ำหมด, ตั้งเวลาเปิด – ปิดได้อัตโนมัติ, ต่อกับเครื่องกรองน้ำเพื่อทำน้ำแข็งอัตโนมัติได้

· ขนาดและรูปทรงน้ำแข็ง เครื่องแต่ละรุ่นจะผลิตน้ำแข็งได้ในขนาดก้อนที่ไม่เท่ากันและมีรูปทรงที่ต่างกัน จึงควรดูให้ดีก่อนว่ารุ่นนั้นผลิตน้ำแข็งขนาดก้อนตรงกับความต้องการหรือไม่ และมีรูปทรงแบบไหน เช่น ทรงสี่เหลี่ยม

· ความปลอดภัย ควรผลิตจากวัสดุที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัย ไม่เป็นสนิมง่าย และปราศจากสาร BPA หรือสารก่อมะเร็งที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

ปัจจุบันนี้เครื่องทำน้ำแข็งมีให้เลือกหลากหลายมากขึ้น มีทั้งเครื่องขนาดเล็กสำหรับพกพาที่สามารถพกพาไปทำน้ำแข็งที่ไหนก็ได้ และเครื่องขนาดใหญ่สำหรับธุรกิจ เลือกขนาดที่เหมาะสมกับการใช้งานกันได้เลย ส่วนราคาจะอยู่ที่ประมาณ 2 พันบาทไปจนถึงหลักหมื่น เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้คุณทำน้ำแข็งทานเองที่บ้านได้ง่ายขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะต้องการแบบไหน ขนาดเท่าไหร่ก็เลือกเองได้

เครื่องทําน้ําแข็ง ปัจจุบันนี้ก็สามารถทำน้ำแข็งได้ง่ายขึ้นแล้วผ่าน เครื่องทำน้ำแข็ง ที่สามารถทำน้ำแข็งก้อนง่ายๆได้ในเวลาไม่กี่นาทีเท่านั้น

สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า

สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า เพื่อนเดินทางสำหรับคนรุ่นใหม่ ใช้งานง่าย เลือกได้ในแบบที่ชอบ

ในช่วงนี้เราคงได้เห็น สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ตามวิ่งตามถนนตรอกซอกซอยกันมากขึ้น เพราะเป็นยานพาหนะรูปแบบใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ได้เดินทางได้สะดวกขึ้นในระยะทางใกล้ ๆ เช่น ซื้อของหน้าปากซอย แทนการเดินหรือการใช้ยานพาหนะที่ต้องเติมน้ำมัน สกู๊ตเตอร์ทำงานโดยใช้ไฟฟ้า ชาร์จไฟหนึ่งครั้งสามารถขับขี่ได้ไกลหลายกิโลเมตร สำหรับใครที่สนใจหรือมีแพลนจะซื้อแต่ไม่รู้ว่าควรเลือกซื้อแบบไหนดีเราก็มีมาบอกกัน 

การเลือกซื้อสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าต้องดูที่อะไรบ้าง? 

· ขนาดและน้ำหนัก หลายคนมองข้ามเพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นในการเลือกซื้อสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแต่ความจริงแล้วจำเป็นมากกว่าที่คิด เพราะขนาดและน้ำหนักนั้นมีผลต่อการใช้งานโดยตรง หากมีน้ำหนักมากเกินไปจะทำให้เคลื่อนย้ายไม่สะดวกได้ โดยเฉพาะคนที่ใช้ร่วมกับการเดินทางด้วยระบบโดยสารแบบอื่น ๆ 

· ความเร็วสูงสุด เพื่อได้รุ่นที่ทำความเร็วได้ตรงกับความต้องการ โดยส่วนมากแล้วความเร็วในการวิ่งสูงสุดจะอยู่ที่ประมาณ 25 – 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หากเป็นรุ่นทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 18 – 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นความเร็วในระดับที่ปลอดภัย สามารถหยุดรถได้ง่าย และความเร็วประมาณ 35 – 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่ถือว่าเดินทางได้ค่อนข้างเร็วเมื่อเทียบกับการปั่นจักรยาน

· ระยะทางในการขับขี่ เพื่อดูว่าสกู๊ตเตอร์รุ่นนั้น ๆ สามารถวิ่งได้ไกลแค่ไหนต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง เพื่อคำนวณการเดินทางได้อย่างถูกต้องทั้งไปและกลับ โดยระยะทางในการเดินทางจะอยู่ที่ประมาณ 40 – 65 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้ง หากคำนวณระยะทางไม่ดีอาจทำให้แบตเตอรี่หมดก่อนถึงจุดหมายได้

· เวลาการชาร์จ ควรเลือกรุ่นที่ใช้เวลาชาร์จไม่นานจนเกินไป โดยทั่วไปแล้วจะใช้เวลาชาร์จอยู่ที่ประมาณครั้งละ 3 – 5 ชั่วโมง หากเลือกรุ่นที่ใช้เวลาชาร์จนานเกินไปจะทำให้กินไฟและสร้างความไม่สะดวกได้

· ฟังก์ชันการใช้งาน แต่ละรุ่นจะมีฟังก์ชันการใช้งานที่แตกต่างกัน ควรเลือกรุ่นที่มีฟังก์ชันเสริมตรงกับการใช้งานเพื่อช่วยให้ใช้งานได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เช่น ปรับความเร็วได้ 3 ระดับ, มีหน้าจอแสดงผลแบบ LCD ช่วยให้มองเห็นได้ง่ายขึ้น, สามารถพับเก็บได้ ช่วยสร้างความสะดวกในการพกพาและช่วยประหยัดพื้นที่ลงได้, , มีระบบควบคุมความเร็วคงที่แบบอัตโนมัติ เพื่อช่วยให้สกู๊ตเตอร์ทำความเร็วได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องปรับระดับบ่อย เหมาะสำหรับการขี่ทางตรง

· ระบบความปลอดภัย เพื่อความปลอดภัยในการใช้งานควรมีระบบความปลอดภัยที่ดี เช่น ระบบล็อกกันขโมย, แบตเตอรี่ป้องกันความร้อน เพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร 

· ระบบเบรก เพราะเบรกเป็นสิ่งสำคัญในการขับสกู๊ตเตอร์จึงควรเลือกระบบเบรกที่ได้มาตรฐานและช่วยสร้างความปลอดภัยในการขับขี่ เช่น เบรกระบบไฟฟ้า E-ABS ที่จะช่วยป้องกันล้อล็อกเมื่อมีการเบรกกะทันหัน เพราะหากล้อล็อกจะทำให้สกู๊ตเตอร์หยุดและเกิดการกระชากได้ ทำให้เสียการทรงตัวและมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุง่าย, ระบบเบรกคู่ ที่จะช่วยเบรกได้อย่างนุ่มนวลทั้งล้อหน้าและล้อหลังเมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน

· รองรับน้ำหนักได้สูงสุด แต่ละรุ่นมีการเลือกใช้วัสดุที่ต่างกันทำให้มีความแข็งแรง ทนทาน และมีความสามารถในการรับน้ำหนักได้ไม่เท่ากัน บางรุ่นรับน้ำหนักได้สูงสุด 100 กิโลกรัม แต่บางรุ่นรองรับน้ำหนักได้สูงถึง 200 กิโลกรัม

เรื่องควรรู้ในการขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ปลอดภัยหรือไม่ ควรปฏิบัติอย่างไร?

· สวมอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยทุกครั้งที่ขับขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ควรสวมหมวกกันน็อกและอุปกรณ์ป้องกัน เช่น สนับศอก สนับเข่า ทุกครั้งที่ขับขี่เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน 

· ไม่ควรขี่บนถนนใหญ่หรือเส้นทางจราจร เพราะตามกฎหมายแล้วการขี่สกู๊ตเตอร์บนท้องถนนนั้นถือว่าผิดกฎหมายและยังไม่มีกฎหมายรองรับโดยตรง

· ขับขี่ด้วยความเร็วที่เหมาะสม ความเร็วที่เหมาะสมอยู่ที่ 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นระดับความเร็วที่ปลอดภัยที่กฎหมายต่างประเทศระบุไว้

· หลีกเลี่ยงพื้นขรุขระหรือพื้นที่ไม่เสมอกัน เพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย เนื่องจากล้อมีขนาดเล็กและเป็นยาง อาจทำให้ยางแตกได้

ปัจจุบันนี้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามีให้เลือกมากขึ้นและมีฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้นเพื่อรองรับการใช้งานในหลาย ๆ รูปแบบ สามารถขับขี่ได้ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ

สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า เพื่อนเดินทางสำหรับคนรุ่นใหม่ ใช้งานง่าย เลือกได้ในแบบที่ชอบ

แผงโซล่าเซลล์

สารพัดประโยชน์ของการติดตั้ง แผงโซล่าเซลล์ ดีอย่างไร ทำไมถึงเป็นที่นิยมในปัจจุบัน

ปัจจุบันนี้การติดตั้ง แผงโซล่าเซลล์ เป็นที่นิยมมากขึ้น ไม่ได้เป็นอุปกรณ์สำหรับติดตั้งตามโรงงานหรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียวแต่ยังสามารถนำมาใช้กับบ้านเรือนได้ ทำให้หลายคนสนใจและหันมาใช้พลังงานโซลาร์เซลล์หรือพลังงานแสงอาทิตย์กันมากขึ้น เพราะมีข้อดีหลายอย่าง สำหรับใครที่สนใจแต่ยังเป็นกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายหรือยังไม่แน่ใจว่าพลังงานโซลาร์เซลล์นั้นจะดีจริงไหม? วันนี้เราจะพาไปดูข้อดีของการติดโซลาร์เซลล์กัน

ประโยชน์ของการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ไว้ที่บ้าน ดีอย่างไร ช่วยประหยัดไฟได้จริงไหม?

· เป็นพลังงานที่ไม่มีวันหมด แผงโซล่าเซลล์ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นพลังงานที่ไม่มีวันหมดไปและสามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ตลอด จัดเป็นพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือกแทนการใช้พลังงานไฟฟ้า

· เป็นพลังงานที่ใช้ได้ฟรี ด้วยความที่เป็นพลังงานจากธรรมชาติจึงสามารถใช้งานได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ต้องเสียค่าไฟรายเดือน เสียเพียงค่าใช้จ่ายในการติดตั้งครั้งแรกเท่านั้น 

· ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าลงได้ในระยะยาว เพราะเป็นพลังงานที่ใช้งานได้ฟรีจึงช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้ในระยะยาว ไม่มีค่าบริการรายเดือน จ่ายครั้งเดียวก็ใช้งานต่อได้ยาว ๆ 

· เป็นพลังงานสะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โซลาร์เซลล์คือการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใช้กระบวนจากธรรมชาติที่ไม่เป็นอันตรายต่อคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังรวมถึงชั้นบรรยากาศของโลกด้วย จึงทำให้เป็นพลังงานที่สะอาดและดีต่อโลก ต่างจากการสร้างกระแสไฟฟ้าที่มีการก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศโลกและส่งผลเสียต่อคนและสัตว์

· สามารถติดตั้งได้ทุกที่ เพราะแสงอาทิตย์สามารถเข้าถึงได้ทุกพื้นที่จึงสามารถติดตั้งได้ทุกที่ ไม่ว่าจะต้องการนำไปติดตั้งบนพื้นดิน หลังคาบ้านเรือน แหล่งน้ำ เขื่อน หรือทะเลก็สามารถทำได้

· ทนต่อสภาพอากาศ อุปกรณ์ติดตั้งเป็นอุปกรณ์ที่มีความทนทานสูง นอกจากจะทนต่อแสงแดดเป็นอย่างดีแล้ว ยังทนต่อน้ำและฝนด้วย 

· มีอายุการใช้งานหลายปี อายุการใช้งานโดยเฉลี่ยแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 10 – 25 ปี ซึ่งถือว่ามีอายุการใช้งานที่นานเลยทีเดียว หากเทียบกับค่าใช้ที่ต้องจ่ายในช่วง 10 – 25 ปีแล้วเชื่อว่าคุ้มกับค่าติดตั้งไม่น้อยเลย

เรื่องควรรู้ในการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์และการดูแลเพื่อให้มีประสิทธิภาพที่ดีอยู่เสมอ 

· ควรติดตั้งโดยผู้เชี่ยวชาญ การติดตั้งแผงโซล่าเซลล์บางประเภทควรติดตั้งโดยผู้เชี่ยวชาญ เพราะต้องมีระบบที่ดีและปลอดภัยในการติดตั้ง แต่สำหรับโซลาร์เซลล์บางชนิดแล้วสามารถติดตั้งเองได้

· ติดตั้งในพื้นที่โล่งแจ้ง ไม่มีอะไรมาบัง ควรเลือกติดตั้งไว้ในบริเวณที่มีแสงแดดส่องถึงตลอดวันเพื่อรับพลังงานแสงอาทิตย์ได้อย่างเพียงพอ หากมีแสงแดดส่องถึงไม่เพียงพอก็จะทำให้ชาร์จพลังงานได้น้อยและมีอายุการใช้งานที่สั้นลง

· ติดตั้งให้พ้นจากสุนัข โดยธรรมชาติแล้วสุนัขเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างซุกซน การติดตั้งไว้ในระดับต่ำ เช่น พื้น อาจเสี่ยงต่อการที่สุนัขไปกัดสายไฟเล่นได้

· หมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอ ควรทำความสะอาดอย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 – 3 ครั้ง และไม่ควรปล่อยให้คราบสกปรกต่าง ๆ เลอะบนแผง เช่น ขี้นก คราบฝุ่น คราบน้ำมัน ฯลฯ เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพในการรับพลังงานแสงอาทิตย์ลดลงได้ อีกทั้งหากปล่อยไว้นาน ๆ ยังทำให้ทำความสะอาดออกยากด้วย

· ตรวจสอบสายไฟ แผงวงจร และอุปกรณ์ให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์อยู่เสมอ เพื่อป้องกันอุปกรณ์ชำรุดจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น หนูกัดสายไฟ กระจกบนแผงวงจรแตก หรืออื่น ๆ 

จะเห็นว่าประโยชน์ของการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์นั้นมีไม่น้อยเลย เป็นทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการประหยัดพลังงานและอยากลดค่าใช้จ่ายลงในระยะยาว ช่วยให้มีไฟฟ้าใช้ในยามค่ำคืนโดยไม่ต้องเสียค่าไฟฟ้า โดยพลังงานโซลาร์เซลล์จะสามารถใช้ได้ประมาณ 7 – 8 ชั่วโมงต่อการชาร์จพลังงาน 1 ครั้ง เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นจะเริ่มชาร์จพลังงานแสงอาทิตย์ และจะเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน หากใครสนใจก็สามารถติดตั้งไว้ใช้งานกันได้ ส่วนการเลือกซื้อควรเลือกชนิดที่เหมาะกับการใช้งานและมีกำลังการผลิตที่เพียงพอต่อการใช้งาน วัสดุและอุปกรณ์มีความทนทาน แข็งแรงและมีคุณภาพสูง ที่สำคัญควรมีการรับประกันเพื่อความมั่นใจตลอดการใช้งาน

สารพัดประโยชน์ของการติดตั้ง แผงโซล่าเซลล์ ดีอย่างไร ทำไมถึงเป็นที่นิยมในปัจจุบัน

หม้อทอดไร้น้ำมัน

รวมสารพัดเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการใช้ หม้อทอดไร้น้ำมัน สิ่งไหนควร – ไม่ควรทำ มีเรื่องอะไรที่ควรรู้บ้าง?

ต้องยอมรับว่ากระแสของ หม้อทอดไร้น้ำมัน นั้นแรงดีไม่มีตกจริง ๆ เพราะยังคงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอยู่เสมอในช่วง 1 – 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้หลายคนเกิดความสับสนว่าจะซื้อมาใช้ดีไหม ใช้ทำอะไรได้บ้าง และมีวิธีการใช้งานอย่างไร วันนี้เราจึงรวมสารพัดเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับหม้อทอดมาบอกกันเพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจกันได้ง่ายขึ้นว่าควรซื้อมาใช้บ้างดีไหม?

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับหม้อทอดไร้น้ำมันและฟังก์ชันดี ๆ ในการใช้งาน

· มีให้เลือกทั้งแบบหมุนและแบบดิจิทัลหม้อทอดไร้น้ำมันมีให้เลือก 2 ระบบ ได้แก่ แบบหมุนใช้งาน และแบบดิจิทัล โดยแบบหมุนจะมีปุ่มสำหรับหมุนปรับอุณหภูมิและเวลา ส่วนแบบดิจิทัลจะทำงานด้วยระบบสัมผัส

· มีหลายขนาดให้เลือก ปัจจุบันนี้มีขนาดให้เลือกหลากหลายมากขึ้น โดยมีตั้งแต่ขนาด 1 ลิตร ไปจนถึงขนาดใหญ่ประมาณ 10 ลิตรกันเลยทีเดียว

· มีโปรแกรมทำอาหารให้อัตโนมัติ ใช้งานง่ายด้วยโปรแกรมทำอาหารอัตโนมัติ จะเมนูไหนก็สุกง่าย ทำได้ทุกเมนู

· มีระบบตัดไฟอัตโนมัติเมื่อดึงหม้อทอดออก เมื่อดึงหม้อทอดออกเครื่องจะหยุดทำงาน และจะเริ่มทำงานใหม่เมื่อใส่หม้อกลับเข้าไปอีกครั้ง

· มีไฟแสดงสถานะการทำงาน ช่วยให้ทราบว่าเหลือเวลาการทำอาหารกี่นาที และโปรแกรมที่เลือกใช้ในปัจจุบัน

· มีเสียงแจ้งเตือนเมื่อทำอาหารเสร็จ เพื่อให้ทราบว่าขณะนี้เครื่องได้ทำอาหารเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

7 เคล็ดลับการใช้หม้อทอดไร้น้ำมันและข้อควรระวังในการใช้งาน ที่จะช่วยให้คุณใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้น!

เคล็ดลับการใช้หม้อทอดไร้น้ำมัน

1. ใช้ทำอาหารได้ทั้งเมนูคาวและหวาน เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ออกแบบมาให้ใช้ทำอาหารได้ทั้งคาวและหวาน ไม่ว่าจะเป็นอุ่น ปิ้ง ย่าง หรืออบก็สามารถทำได้ อาทิ ไก่ย่าง หมูกรอบ กล้วยปิ้ง บราวนี่ เค้กกล้วยหอม ฯลฯ

2. เลือกขนาดหม้อทอดที่เหมาะสมกับการใช้งาน ควรเลือกหม้อที่มีความจุเหมาะสมกับการใช้งาน เช่น หากใช้ทำอาหารในปริมาณไม่มาก หรือทำอาหารสำหรับ 1 ที่ เหมาะสำหรับหม้อทอดขนาด 1 – 1.5 ลิตร แต่หากใช้ทำอาหารปริมาณมาก หรือสำหรับ 3 คนขึ้นไปเหมาะสำหรับหม้อทอดที่มีขนาด 3 ลิตรขึ้นไป เพื่อให้เพียงพอต่อปริมาณการทำอาหารในแต่ละครั้งและช่วยลดเวลาการทำอาหารลงได้

3. เลือกอุณหภูมิที่เหมาะสมกับอาหารแต่ละประเภท โดยส่วนมากแล้วแต่ละรุ่นจะออกแบบมาให้มีโปรแกรมการทำอาหารเมนูต่าง ๆ ไว้ให้อยู่แล้วเพื่อให้กดใช้งานได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องตั้งเวลาเอง

4. เปิดดูเพื่อความมั่นใจ ในระหว่างที่หม้อทอดทำงานแต่ไม่มั่นใจว่าอาหารจะเริ่มสุกหรือยังก็สามารถดึงหม้อออกเพื่อดูอาหารด้านในหรือพลิกกลับด้านและใส่หม้อกลับเข้าไปเพื่อทำงานต่อได้โดยไม่ต้องเริ่มทำงานใหม่

5. เปิดเทน้ำมันออกเพื่อป้องกันน้ำมันกระเด็น สำหรับอาหารที่มีน้ำมันมาก เช่น ขาหมู อาหารทอด กากหมู สามารถเปิดหม้อออกเพื่อน้ำมันออกก่อนได้ เพื่อป้องกันไม่ให้มีน้ำมันมากเกินไปเพราะจะล้นขึ้นมาโดนอาหารบนตะแกรงได้

6. หมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอ ไม่ควรทิ้งไว้ข้ามวันเพราะจะทำให้คราบอาหารติดแน่นและทำความสะอาดยาก อีกทั้งยังอาจส่งกลิ่นต่ออาหารที่นำเข้าไปทำใหม่ได้

ข้อควรระวังในการใช้งาน

· ไม่ควรนำวัสดุที่ติดไฟง่ายเข้าในหม้อทอด เช่น กระดาษ พลาสติก สังกะสี 

· ไม่ควรเทอาหารออกจากหม้อทอดโดยตรง เพราะจะทำให้ตะแกรงด้านล่างหล่นมาถูกผิวหนังได้ หรืออาจทำให้น้ำมันไหลมาลวกผิวหนังได้

· ไม่ใส่อาหารมากจนเกินไป ควรใส่อาหารในปริมาณที่พอดี ไม่มากจนเกินไป เพื่อให้อาหารสุกอย่างทั่วถึง

· ตั้งหม้อทอดให้ห่างจากผนังอย่างน้อย 15 เซนติเมตร ควรตั้งไว้ในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวกเพื่อการระบายความร้อนที่ดีของหม้อทอด ช่วยให้ตัวหม้อไม่ร้อนจนเกินไป เนื่องจากตัวเครื่องส่วนใหญ่ผลิตจากพลาสติก

· ไม่ควรใช้วัสดุมีคมทำความสะอาดหม้อทอด เพราะจะทำให้เทฟลอนที่เคลือบผิวหม้อทอดหลุดล่อนและเป็นสนิมง่าย

ด้วยคุณสมบัติการใช้งานที่หลากหลายจึงทำให้หม้อทอดไร้น้ำมันยังคงกลายเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวประจำบ้านของหลาย ๆ อยู่เสมอ เพราะใช้งานง่าย มีน้ำหนักเบา ทำอาหารได้หลากหลาย ทำได้ในปริมาณมาก และมีราคาที่จับต้องได้

หม้อทอดไร้น้ำมัน เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ขาดไม่ได้ในครัว

ไฟแช็ค

ไฟแช็ค กับข้อควรรู้ในการใช้งาน ใช้แบบไหนที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอันตราย

ไฟแช็ค เป็นอุปกรณ์ติดไฟที่เชื่อว่าทุกบ้านจะต้องมีไว้ใช้งานกันอยู่แล้ว เพื่อใช้สำหรับจุดเตาแก๊สเพื่อประกอบอาหาร รวมถึงการใช้งานแบบอเนกประสงค์ และด้วยความที่เจ้าอุปกรณ์ชนิดนี้ก่อให้เกิดประกายไฟได้ในการใช้งานจึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะหากใช้งานผิดวิธีก็อาจทำให้เกิดไฟไหม้ได้ในพริบตาเดียวเลย

ประเภทของไฟแช็กและความแตกต่าง แบบไหนตอบโจทย์การใช้งานของคุณ?

· ไฟแช็กแบบทั่วไป เป็นชนิดที่เราใช้งานกันอยู่ทั่วไปที่ใช้มือหมุนแช็ก ๆ แล้วมีไฟติด ลักษณะของไฟแช็คประเภทนี้คือ ไฟแช็กแก๊ส จะมีน้ำใส ๆ บรรจุอยู่ด้านใน โดยน้ำใส ๆ ที่เราเห็นกันนั้นคือแก๊สแนฟทาหรือบิวเทน เมื่อหมุนลูกกลิ้งโลหะแก๊สแนฟทาหรือบิวเทนจะถูกปล่อยออกมาผ่านกลไกการทำงานเพื่อทำให้เกิดไฟ

· ไฟแช็กไฟฟ้า ทำงานโดยใช้แบตเตอรี่โดยอาศัยประจุไฟฟ้าในการทำให้เกิดความร้อนผ่านขดลวดจนทำให้เกิดประกายไฟ ข้อดีของไฟแช็กประเภทนี้คือ ใช้งานง่าย เมื่อไฟหมดก็สามารถชาร์จผ่าน Micro USB ได้ ใช้งานได้นาน

การเลือกซื้อไฟแช็ก ดูที่อะไรบ้าง แบบไหนที่เหมาะกับการใช้งาน?

· เลือกประเภทที่เหมาะสมกับการใช้งาน หากต้องการใช้งานแบบทั่วไป ไฟแช็คแบบธรรมดาก็ถือว่าใช้งานได้ดี เพราะมีราคาไม่แพง อยู่ที่ประมาณอันละ 7 – 10 บาทเท่านั้นเอง แต่ใช้งานได้ไม่นานเท่าไหร่ ต้องคอยเปลี่ยนหรือคอยเติมแก๊ส แต่หากชอบความสะดวก และต้องการใช้งานในระยะยาวไฟแช็กไฟฟ้าก็ถือว่าใช้งานได้คุ้มค่ากว่า

· ขนาด มีให้เลือกหลายขนาด ซึ่งที่เป็นที่นิยมคือ ขนาดใหญ่พิเศษ ที่สามารถจุดใช้งานได้มากถึง 1,000 ครั้งเลยทีเดียว

· วัสดุ หากต้องการใช้งานยาว ๆ แบบไม่ต้องเปลี่ยนบ่อยแนะนำว่าควรเลือกชนิดที่เลือกใช้ชนิดที่ผลิตจากวัสดุที่มีคุณภาพสูง เช่น ผลิตจากทองเหลืองเพราะมีความแข็งแรง ทนทาน และต่อสภาพอากาศร้อน ๆ หรืออุณหภูมิสูง ๆ ได้เป็นอย่างดี แต่ราคาก็จะสูงขึ้นด้วย อยู่ที่ประมาณ 600 – 2,000 บาท

· เติมแก๊สได้ บางรุ่นออกแบบมาให้เติมแก๊สได้ในตัว เมื่อแก๊สหมดก็ไม่ต้องซื้ออันใหม่ แต่นำแก๊สมาเติมแล้วใช้งานต่อได้เลย

· ปรับระดับแก๊สได้ เลือกความแรงของไฟได้ให้เหมาะกับการใช้งานต่าง ๆ ได้ เพื่อความสะดวกในการใช้งาน

· กันลมได้ เพื่อป้องกันลมพัดไฟดับเวลาใช้งานกลางแจ้ง

· มีการรับรองมาตรฐานจาก มอก. เป็นมาตรฐานการผลิตที่เป็นเครื่องหมายของความปลอดภัย ทำให้มั่นใจได้ว่าจะใช้งานได้อย่างปลอดภัย

· มีการรับประกัน หากเป็นรุ่นที่มีราคาสูงหน่อยก็จะมีการรับประกันการใช้งานมาให้ด้วย 

ข้อควรระวังในการใช้งาน

· ไม่ควรจุดทิ้งไว้นานเกินไป เพราะหากจุดค้างไว้นานเกินไปจะทำให้หัวไฟแช็คเกิดความร้อน และทำให้เกิดอันตรายได้

· ไม่ควรเก็บไว้บนรถยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์ที่จอดอยู่กลางแจ้ง เพราะในรถยนต์มีอุณหภูมิค่อนข้างสูง อยู่ที่ประมาณ 60 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว การเก็บไฟแช็กไว้ในรถยนต์จะทำให้เกิดที่ว่างในการสะสมแก๊สและเกิดการขยายตัวออกจนทำให้เกิดการระเบิดขึ้น ทำให้เกิดไฟไหม้รถได้

· ไม่ควรนำมาจุดใกล้กับใบหน้าหรือผิวหนัง เพราะประกายไฟอาจลุกใส่ใบหน้าหรือผิวหนังได้

· ไม่จุดไฟใกล้สารเคมี เพราะสารเคมีก่อให้เกิดประกายได้ง่าย หากนำไปจุดในบริเวณที่มีสารเคมีจะทำให้ไฟติดและลุกไหม้ได้

· ใช้งานด้วยความระมัดระวัง ขึ้นชื่อว่าไฟแล้วไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ควรวางใจ เพราะสามารถทำให้เกิดอันตรายขึ้นได้ทุกเมื่อ ควรใช้งานด้วยความระมัดระวังทุกครั้ง

· ไม่จุดเล่น ไม่ควรนำมาจุดเล่นบ่อย ๆ เพราะทำให้หัวจุดเกิดความร้อน ที่หากมีความร้อนสูงก็อาจทำให้ระเบิดได้เช่นกัน

· ไม่โยนเล่น เพราะเสี่ยงต่อการตกหล่น ทำให้เกิดความเสียหายและอาจเป็นอันตรายได้

เพียงใช้งานอย่างถูกวิธีและระมัดระวังอยู่เสมอ เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้คุณใช้ไฟแช็คได้อย่างปลอดภัยแล้ว ส่วนในการเลือกซื้อแนะนำว่าให้เลือกซื้อของที่มีคุณภาพและมีการรับรองมาตรฐานการผลิต เพราะเป็นสินค้าที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว เป็นสินค้าที่ได้มาตรฐานและปลอดภัยกว่าสินค้าทั่วไป ไฟแช็ค

เครื่องชั่งดิจิตอล

เคล็ดลับการเลือกซื้อ เครื่องชั่งดิจิตอล สำหรับมือใหม่หัดทำอาหาร 

ปัญหาที่มือใหม่หัดทำอาหารหลาย ๆ คนมักเจอคือ การทำอาหารตามสูตรแล้ว แต่กลับได้รสชาติที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละครั้ง โดยสาเหตุหลัก ๆ ที่เกิดขึ้นได้บ่อยคือ ปริมาณส่วนผสมไม่คงที่จากการกะปริมาณเอาหรือเลือกใช้เครื่องชั่งที่ไม่ถูกประเภท ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนได้ง่าย ที่ปริมาณน้อยหรือมากไปเพียงนิดก็ส่งผลต่อรสชาติของอาหารได้แล้ว เครื่องชั่งดิจิตอล จึงเป็นตัวช่วยที่ดีในการทำอาหารสำหรับมือใหม่หัดเข้าครัวที่จะช่วยให้คุณทำอาหารได้ตรงสูตรแบบเป๊ะ ๆ และได้รสชาติที่คงที่ ไม่ว่าจะทำกี่รอบก็ตาม

ประเภทของเครื่องชั่งแบบดิจิตอลที่ควรรู้ก่อนใช้ 

Compact bench scale เป็น เครื่องชั่งดิจิตอล ขนาดเล็กแบบตั้งโต๊ะ เหมาะสำหรับการชั่งส่วนผสมในการทำอาหารหรือเบเกอรี่ที่มีหน่วยเป็นกรัมหรือกิโลกรัม โดยเครื่องชั่งชนิดนี้จะมีน้ำหนักสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 60 กิโลกรัม 

Bench Scales เป็นเครื่องชั่งแบบตั้งพื้น ออกแบบมาให้รองรับน้ำหนักได้มากขึ้น รองรับน้ำหนักได้ประมาณ 650 กิโลกรัม เหมาะสำหรับใช้ชั่งน้ำหนักคน สัตว์ หรือสิ่งของ

Floor scale เป็นเครื่องชั่งตั้งพื้นขนาดใหญ่ที่รองรับน้ำหนักได้มากขึ้น นิยมใช้ในโรงงาน เหมาะสำหรับชั่งของที่มีน้ำหนักมากหรือชั่งสินค้าขนาดใหญ่ 

Crane Scales เป็นเครื่องชั่งแบบแขวนที่ออกแบบมาให้มีขอสำหรับเกี่ยวเพื่อชั่งของที่มีน้ำหนักมาก นิยมใช้ในโรงงาน สามารถรองรับน้ำหนักได้หลายร้อยกิโลกรัม

การเลือกซื้อเครื่องชั่งแบบดิจิตอลสำหรับทำอาหารที่มือใหม่ควรรู้

· ความจุสูงสุดเหมาะกับการใช้งาน สิ่งที่หลายคนพลาดเวลาเลือกซื้อเครื่องชั่งดิจิตอลคือ คิดว่ายิ่งเครื่องชั่งรองรับน้ำหนักได้มากแค่ไหนยิ่งดี แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย เพราะในการทำอาหารหรือขนมนั้นน้ำหนักที่เราใช้สูงสุดจะสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 1 – 2 กิโลกรัม การเลือกเครื่องชั่งที่ความจุสูงประมาณ 2 กิโลกรัมก็ถือว่าเพียงพอแล้ว หากเลือกเครื่องชั่งที่รองรับน้ำหนักได้มากถึง 20 กิโลกรัม จะส่งผลต่อหน่วยการอ่านค่าได้ เช่น บางรุ่นไม่สามารถอ่านค่าในปริมาณที่น้อย ๆ ได้ จึงควรเลือกความจุที่เหมาะสมกับการใช้งาน เช่น ใช้ชั่งวัตถุดิบสำหรับทำข้าวแกงขาย ขนาด 5 – 10 กิโลกรัมก็ตอบโจทย์ได้ดี

· หน่วยการอ่านค่าในการวัด ก่อนอื่นควรทราบก่อนว่าหน่วยที่ใช้นั้นเป็นแบบไหน เช่น กรัม มิลลิกรัม, กรัม, ออนซ์, กิโลกรัม, ปอนด์ เพื่อให้เครื่องชั่งอ่านค่าได้ตรงกับความต้องการ เพราะหากเลือกเครื่องชั่งที่ไม่สามารถอ่านหน่วยที่ต้องการได้จะทำให้เกิดความยุ่งยากในการแปลงค่าและมีโอกาสคลาดเคลื่อนง่าย

· มีปุ่ม Taring เป็นฟังก์ชันที่ไม่ควรมองข้าม เพราะมีประโยชน์สำหรับการใช้งานมาก ๆ โดยปุ่ม Taring จะเป็นปุ่มที่ช่วยหักลบภาชนะชั่งออกให้อัตโนมัติ โดยไม่ต้องมาลบน้ำหนักเองภายหลัง เช่น ภาชนะรองชั่งมีน้ำหนัก 200 กรัม ก็สามารถตั้งค่าให้เครื่องชั่งลบน้ำหนัก 200 กรัมออก เมื่อวางภาชนะลงไปบนเครื่องชั่งแล้วมีค่าเป็น 0 ใช้ชั่งส่วนผสมอื่นได้ตามน้ำหนักจริง

· ดีไซน์และการออกแบบ ข้อนี้ถือว่าสำคัญมาก ๆ ควรเลือกเครื่องชั่งที่มีพื้นเรียบไร้รอยต่อ ไม่ว่าจะเป็นร่องรอบตาชั่ง หรือรอยต่อรอบปุ่มกด เพราะซอกต่าง ๆ เหล่านี้จะทำให้ส่วนผสมหล่นเข้าไปได้ง่ายและทำความสะอาดยาก

· ขนาดและน้ำหนักของตัวเครื่อง เพราะค่อนข้างมีผลต่อการใช้งานจริง หากมีขนาดใหญ่เกินไปก็จะเกะกะเวลาทำอาหารได้ หากมีน้ำหนักมากเกินไปก็จะทำให้เคลื่อนย้ายลำบาก จึงควรเลือกขนาดและน้ำหนักที่พอดีและเหมาะสมกับการใช้งาน

· ทำความสะอาดง่าย ควรเลือกใช้แบบไร้ร่องไร้รอยต่อ เพราะจะทำให้ทำความสะอาดง่าย สามารถใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาดได้เลย 

· มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน เพื่อน้ำหนักที่ได้มาตรฐานควรเลือกเครื่องชั่งดิจิตอลที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานการผลิต เพื่อความแม่นยำในการใช้งาน และเกิดความคลาดเคลื่อนได้น้อยที่สุด 

· ราคา ราคาของเครื่องชั่งแบบดิจิตอลมีให้เลือกตั้งแต่ราคาหลักร้อยต้น ๆ ไปจนถึงหลักพัน 

เครื่องชั่งดิจิตอล เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นในการทำอาหาร ไม่ว่าจะเป็นอาหารคาวหรือของหวานอย่างเบเกอรี่ เค้ก คุกกี้ ขนมปัง เครื่องดื่ม และอื่น ๆ เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้คุณทำเมนูต่าง ๆ ได้ด้วยรสชาติที่แม่นยำ ไม่ผิดเพี้ยน ไม่ผิดสูตร และสามารถสร้างสูตรใหม่เป็นของตัวเองได้

เครื่องชั่งดิจิตอล

เครื่องตัดหญ้าไร้สาย

ประโยชน์ของ เครื่องตัดหญ้าไร้สาย สะดวกง่าย มือใหม่ก็ใช้ได้!

เครื่องตัดหญ้า เป็นเครื่องมือจัดแต่งสวน ที่ช่วยในการจัดแต่งสวนและทำความสะอาดสวนได้ดี ช่วยตัดหญ้าและวัชพืชต่าง ๆ ได้ในปริมาณมาก ซึ่งเครื่องตัดหญ้าในปัจจุบันนี้ก็ออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่ายขึ้นและไม่ได้เป็นเครื่องมือสำหรับผู้ชายเพียงอย่างเดียว แต่ผู้หญิงก็สามารถใช้ได้เช่นกัน การตัดหญ้าจึงไม่ใช่กิจกรรมที่ยุ่งยากอีกต่อไป และใครก็สามารถทำได้ วันนี้จึงมีเครื่องตัดหญ้าที่เหมาะสำหรับมือใหม่อย่าง เครื่องตัดหญ้าไร้สาย มาบอกกันว่าดีอย่างไร และควรเลือกซื้อแบบไหน

ประเภทของเครื่องตัดหญ้า แต่ละประเภทเหมาะสำหรับการใช้งานแบบไหน?

· เครื่องตัดหญ้าเครื่องยนต์ เป็นเครื่องตัดหญ้าที่ทำงานโดยใช้เครื่องยนต์ มี 2 แบบคือ เครื่องตัดหญ้า 2 จังหวะ และแบบ 4 จังหวะ เป็นเครื่องตัดหญ้าพลังสูงที่ใช้ตัดกิ่งไม้ได้ มีรอบความเร็วในการตัดสูง เหมาะสำหรับมืออาชีพหรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้งาน

· เครื่องตัดหญ้าไฟฟ้า ทำงานด้วยการใช้ไฟฟ้าหรือการต่อเข้ากับไฟบ้าน มีกำลังค่อนข้างสูง แต่จะมีปัญหาในเรื่องของสายไฟขณะใช้งานที่อาจรบกวนการใช้งาน ใช้ตัดหญ้าและวัชพืช

· เครื่องตัดหญ้าไร้สาย เป็นชนิดที่ได้รับความนิยม เพราะออกแบบมาให้ใช้งานง่ายแบบไร้สาย ตัวเครื่องมีน้ำหนักค่อนข้างเบาเมื่อเทียบกับชนิดอื่น ทำให้ใช้งานได้สะดวก แต่กำลังไฟจะไม่มากเท่าสองแบบแรก เหมาะสำหรับใช้ตัดหญ้าและวัชพืชต่าง ๆ 

· เครื่องตัดหญ้าแบบเข็น เป็นเครื่องตัดหญ้าขนาดใหญ่ที่ทำงานด้วยระบบเครื่องยนต์ มีใบมีดอยู่ด้านล่าง เข็นตัดหญ้าได้สะดวก ช่วยเบาแรงในการตัดหญ้าลงได้มาก

การเลือกซื้อ เครื่องตัดหญ้าไร้สาย

· เลือกใบมีดที่เหมาะกับประเภทของหญ้า ใบมีดแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ แบบโลหะ พลาสติก และแบบไนลอน โดยใบมีดแต่ละประเภทจะมีคุณสมบัติการใช้งานที่ไม่เหมือนกัน ใบมีดโลหะจะมีความคมสูง ใช้ตัดหญ้าหรือต้นไม้ขนาดเล็กได้, ใบมีดพลาสติก เป็นชนิดที่เหมาะสำหรับมือใหม่ ใช้ตัดหญ้าหรือวัชพืชต่าง ๆ ได้ดี มีความคมในระดับหนึ่ง แต่มีความปลอดภัยกว่าใบมีดชนิดอื่น, ใบมีดไนลอน เหมาะสำหรับตัดหญ้าหรือวัชพืชที่ไม่หนามาก 

· เลือกรุ่นที่หยิบจับได้พอดีมือ ด้ามจับมี 3 ประเภท ได้แก่ ด้ามจับแบบตัว U, ด้ามจับแบบห่วง และด้ามจับแบบจับ 2 มือ ควรเลือกด้ามจับที่จับใช้งานได้ถนัดมือ เพื่อความสะดวกในการใช้งาน 

· ขนาดแบตเตอรี่ เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามในการเลือกซื้อเครื่องตัดหญ้าไร้สาย เพราะความจุของแบตเตอรี่จะช่วยยืดอายุการใช้งานต่อครั้งให้ใช้งานได้นานขึ้น ส่วนมากแล้วจะใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่เป็นแบตเตอรี่ชนิดเดียวกับสมาร์ตโฟน ส่วนความจุแต่ละรุ่นจะเลือกใช้งานไม่เหมือนกัน เช่น ความจุขนาด 3,000 mAh ใช้งานได้นานต่อเนื่องประมาณ 40 นาที

· ความเร็วในการชาร์จ ควรเลือกรุ่นใช้เวลาการชาร์จต่อครั้งไม่นานจนเกินไป เช่น ชาร์จครั้งละ  1.5 – 2 ชั่วโมง

· น้ำหนักของตัวเครื่อง เพราะมีผลต่อการใช้งาน หากน้ำหนักมากเกินไปก็จะทำให้ใช้งานได้ไม่สะดวกสักเท่าไหร่

· ความเร็วรอบการตัด ยิ่งมีรอบความเร็วมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีกำลังตัดมากเท่านั้น ช่วยให้ตัดได้เร็วขึ้น เช่น ความเร็วรอบการตัด 18,000 รอบ/นาที มีรอบการตัดค่อนข้างสูง 

· ฟังก์ชันการใช้งาน เช่น ด้ามจับสามารถปรับขึ้น – ลงได้, กันน้ำได้, หัวตัดปรับองศาได้ ช่วยให้หมุนตัดในองศาต่าง ๆ ได้ ตัดตามซอกมุมได้ง่ายขึ้น

ประโยชน์ของเครื่องตัดหญ้าแบบไร้สาย

· ใช้งานง่าย สะดวก เพราะทำงานแบบไร้สายจึงไม่มีสายมากวนใจขณะใช้งาน ช่วยให้สะดวกและเคลื่อนย้ายง่าย

· พกพาง่าย ด้วยขนาดที่กะทัดรัด ด้ามจับปรับความยาวลงได้ จึงทำให้พกพาได้สะดวก 

· ราคาไม่แพง มีให้เลือกตั้งแต่ราคาหลักร้อยไปจนถึงหลักพัน สามารถเลือกใช้งานได้ตามความต้องการ แต่แนะนำให้เลือกรุ่นที่มีคุณภาพ เพื่อประสิทธิภาพที่ดีในการทำงานและความปลอดภัยในการใช้งาน

สำหรับใครที่กำลังมองหาเครื่องตัดหญ้าไว้สำหรับจัดแต่งสวน เครื่องตัดหญ้าไร้สายก็เป็นตัวเลือกที่ดี เหมาะสำหรับการตัดหญ้าและวัชพืชทั่วไป ช่วยทำความสะอาดสวนให้หญ้าเตียนลงได้ ราคาไม่สูงมาก และใช้งานง่าย สาว ๆ ก็สามารถใช้ได้ ขนาดไม่ใหญ่มาก สั่งซื้อออนไลน์ได้ เครื่องตัดหญ้าไร้สาย

เครื่องนวดแป้ง

ทำอาหารได้สารพัดเมนูด้วย เครื่องนวดแป้ง สะดวก ง่าย ใครก็ทำได้!

การทำขนมปังหรือซาลาเปาทานเองที่บ้านดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องยาก แต่ความจริงแล้วไม่ยากเลย ไม่ต้องนวดแป้งเองให้เมื่อยและเสียเวลา เพราะมี เครื่องนวดแป้ง ที่จะช่วยทุ่นแรงและประหยัดเวลาการนวดแป้งของคุณลงได้ นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันอื่น ๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย สำหรับใครที่มองหาอุปกรณ์ชิ้นนี้อยู่เรามีผลิตภัณฑ์ดี ๆ จากแบรนด์ Bear มาแนะนำให้รู้จักกัน ว่าเครื่องครัวชิ้นนี้มีการทำงานอย่างไร และมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง?

เครื่องนวดแป้ง Bear แต่ละขนาดเหมาะสำหรับการใช้งานแบบไหน ขนาดไหนที่เหมาะกับคุณ?

· ขนาด 3.5 ลิตร เป็นเครื่องนวดแป้งขนาดกะทัดรัด เหมาะสำหรับการใช้งานครอบครัว หรือทำในปริมาณไม่มาก โถผลิตจากอะลูมิเนียมอัลลอยด์ ตัวเครื่องผลิตจากพลาสติก นวดแป้งได้ไม่เกิน 1.6 กิโลกรัม ตัวเครื่องมีขนาด 257 x 221 x 280 มิลลิเมตร ใช้กำลังไฟ 120 วัตต์ 220 โวลต์ น้ำหนักตัวเครื่อง 2.7 กิโลกรัม

· ขนาด 5 ลิตร เป็นขนาดที่เหมาะสำหรับครอบครัวหรือทำทานในปริมาณมาก สามารถนวดแป้งได้ 350 – 1,600 กรัม ตัวเครื่องผลิตจากพลาสติกและโลหะ ตัวโถผลิตจากสแตนเลส 304 ที่มีความแข็งแรงและทนทานสูง ป้องกันการเกิดสนิม ใช้งานง่ายด้วยระบบดิจิทัล ปุ่มกดเป็นแบบทัชสกรีน ตัวเครื่องมีขนาด 296 x 262 x 293 มิลลิเมตร น้ำหนัก 3.5 กิโลกรัม กำลังไฟ 200 วัตต์

· ขนาด 7 ลิตร ตัวโถทำจากสแตนเลส 304 ที่มีความทนทานสูงเช่นเดียวกับเครื่องขนาด 5 ลิตร สามารถนวดแป้งได้มากถึง 2,200 กรัม เหมาะสำหรับการทำขาย โถขนาดใหญ่ ทำได้ในปริมาณมาก ตัวเครื่องมีขนาด 291 x 296 x 330 มิลลิเมตร น้ำหนัก 4.3 กิโลกรัม ใช้ไฟ 220 โวลต์

จุดเด่นของเครื่องนวดแป้ง Bear

· มีให้เลือกหลายขนาด แต่ละขนาดผลิตออกมาให้ตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน ทั้งการทำทานเองที่บ้าน ทำปริมาณมาก และการทำเพื่อประกอบอาชีพ 

· ตัวเครื่องกะทัดรัด น้ำหนักเบา ด้วยดีไซน์ที่ไม่ใหญ่จนเกินไปทำให้เคลื่อนย้ายได้สะดวก และยังเหมาะสำหรับการขนย้ายด้วย มีน้ำหนักค่อนข้างเบา

· ดีไซน์สวย ทันสมัย ดีไซน์ออกมาในแนวเรียบ ๆ แต่ดูสะดุดตาด้วยโทนสีและฟังก์ชันการใช้งานที่ทันสมัย

· ใช้งานได้ทั้งการนวดแป้งและพักแป้ง สามารถใช้นวดแป้งและพักแป้งได้ในเครื่องเดียวกัน สะดวก ไม่ต้องย้ายภาชนะบ่อย หากต้องการพักแป้งก็พักในโถได้เลย 

· นวดแป้งได้หลายระดับ หลัก ๆ แล้วสามารถนวดได้ 3 ระดับ คือ ระดับ 1 คือการนวดแบบดันก้อนแป้ง, ระดับ 2 คือการนวดแป้งแบบพลิกไปพลิกมาเพื่อให้นวดแป้งได้ทั่วถึง, ระดับ 3 คือการนวดแป้งอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้เนื้อแป้งเนียนนุ่ม

· ตั้งเวลาได้ สามารถตั้งเวลาได้ทั้งการนวดแป้งและการพักแป้ง เมื่อพักแป้งครบตามเวลาจะมีสัญญาณแจ้งเตือนให้ทราบ แต่ในรุ่น 3.5 ลิตรจะยังไม่มีฟังก์ชันนี้

· ฝาออกแบบมาให้เปิดเติมส่วนผสมได้ ที่ตัวฝาจะมีช่องให้เปิดเติมส่วนผสมเข้าไปได้ ง่ายต่อการใช้งาน

· มีรูระบายอากาศ รูระบายอากาศจะออกแบบมาให้อยู่ด้านล่างของตัวเครื่องเพื่อช่วยระบายความร้อนขณะเครื่องทำงาน ช่วยให้เครื่องไม่ร้อนจนเกินไป

· มีกันลื่นที่ด้านล่าง ที่ด้านล่างของทุกรุ่นจะมียางกันลื่นอยู่ตามมุมเพื่อยึดเข้ากับพื้น ช่วยป้องกันไม่ให้ตัวเครื่องสั่นสะเทือนเมื่อเปิดใช้งาน ไม่ต้องกลัวเครื่องดิ้นหล่น ช่วยลดเสียงเวลาเครื่องทำงานลงได้

เรื่องควรรู้ในการใช้เครื่องนวดแป้ง 

· ใส่ส่วนผสมในปริมาณที่พอดี ไม่มากจนเกินไป แต่ละรุ่นจะมีความจุบอกเอาไว้ ในการใช้งานควรใส่ส่วนผสมต่าง ๆ ไม่เกินปริมาณความจุ เพราะจะทำให้นวดแป้งได้ไม่ทั่วถึงและทำให้เครื่องทำงานหนักเกินไป

· ไม่นำของแข็งหรือโลหะใส่ในเครื่องขณะเครื่องทำงาน เช่น ช้อน มีด หรือวัสดุอื่น ๆ ลงไปขณะเครื่องทำงานเพราะจะทำให้ขีดข่วนตัวโถได้

· ควรตั้งใช้งานบนพื้นที่เรียบเสมอกัน เพื่อความสมดุลในการทำงานของตัวเครื่อง เพราะเครื่องจะออกแรงเหวี่ยงเมื่อทำงาน หากพื้นไม่เสมอกันจะทำให้ตัวเครื่องพลิกล้มได้

· ปิดเครื่องเมื่อเลิกใช้งาน เพื่อป้องกันเด็ก ๆ ไปเปิดเล่นและอาจเกิดอันตรายได้

สำหรับใครที่ชอบทำขนมปัง ซาลาเปา หรือหมั่นโถว สามารถหาซื้อเครื่องนวดแป้งไปไว้ใช้งานได้ นอกจากนี้ยังทำบะหมี่และแผ่นเกี๊ยวได้ด้วย ช่วยให้คุณทำอาหารได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องเสียเวลานวดแป้ง

เครื่องนวดแป้ง

แก้วเก็บความเย็น

สารพัดประโยชน์ของแก้วเก็บความเย็นที่มีมากกว่าแค่การเก็บความร้อน – ความเย็น

ในช่วงนี้คงได้เห็นคนพก แก้วเก็บความเย็น ติดตัวเวลาไปไหนมาไหนกันมากขึ้น เพราะกำลังเป็นที่นิยมในบ้านเรา เนื่องจากบ้านเราเป็นเมืองร้อนการเก็บเครื่องดื่มเอาไว้ให้เย็นนาน ๆ จึงตอบโจทย์การใช้งานในบ้านเราได้เป็นอย่างดี ซึ่งแก้วชนิดนี้ก็ไม่ได้เพิ่งฮิต แต่ได้รับความนิยมในต่างประเทศมานานแล้ว แต่มีราคาค่อนข้างสูง ทำให้มีของลอกเลียนแบบผลิตออกมาในราคาที่ถูกกว่า สามารถเก็บความร้อนและความเย็นได้ แต่คุณภาพต่างกัน ไปดูกันว่าแก้วที่เก็บความเย็นได้ของแท้นั้นดีอย่างไร และต่างจากแก้วความเย็นของปลอมมากน้อยแค่ไหน?

ข้อดีของ แก้วเก็บความเย็น ของแท้ต่างจากของปลอมอย่างไร?

· เก็บความเย็นได้นาน แก้วเก็บความเย็นของแท้จะสามารถเก็บความร้อนและความเย็นได้นานกว่า โดยสามารถเก็บความเย็นได้นาน 24 – 36 ชั่วโมง และเก็บความร้อนได้นาน 5 – 6 ชั่วโมง หรือบางรุ่นเก็บความร้อนได้นาน 24 ชั่วโมงเลยก็มีเช่นกัน หากซื้อมาใช้แล้วเก็บความเย็นได้เพียง 2 – 3 ชั่วโมง ก็อาจแปลว่าเป็นของลอกเลียนแบบได้ สังเกตได้จากน้ำแข็งที่ละเลย ถ้าเป็นของแท้จะใช้เวลานาน กว่าจะละลายหมด

· วัสดุคุณภาพดี แข็งแรง ทนทาน ไม่ผุกร่อนง่าย หากเป็นของแท้ส่วนมากแล้วจะเลือกใช้สแตนเลสสตีลเกรด 304 มีคุณสมบัติการกันความร้อนสูงและทนต่อความเย็นได้ดี ไม่ผุกร่อนหรือเป็นสนิมง่าย ล้างทำความสะอาดง่าย คราบไม่ฝังติดแก้ว แต่บางยี่ห้อก็เลือกใช้สแตนเลสเกรด 316 ที่มีคุณภาพสูงกว่าและมีประสิทธิภาพในการเก็บความร้อนและความเย็นนานกว่า แต่ก็มีราคาที่สูงกว่าด้วยเช่นกัน ส่วนแก้วของปลอมส่วนมากแล้วจะใช้สแตนเลสเกรด 200 เพราะมีราคาถูก แต่คุณภาพที่ได้ก็ต่ำเช่นกัน เก็บความร้อนและความเย็นได้ไม่นาน อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการผุกร่อนและเกิดสนิมด้วย เป็นเกรดที่ควรหลีกเลี่ยงเพราะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

· เก็บอุณหภูมิได้ทั้งความร้อนและความเย็น ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นแก้วเก็บความเย็นแต่ก็สามารถใช้เก็บรักษาอุณหภูมิได้ทั้งร้อนและเย็น ชอบดื่มแบบเย็นก็ใช้ได้ ชอบดื่มแบบร้อนก็ใช้ดี

· มีฉนวนกันความร้อน ช่วยป้องกันความร้อนและความเย็นขณะจับใช้งาน ไม่มีไอน้ำออกมานอกแก้ว สังเกตได้จากการจับใช้งาน ไม่ว่าจะใส่เครื่องดื่มร้อนหรือเย็น อุณหภูมิก็ไม่รบกวนออกมาด้านนอก ไม่มีไอน้ำละลายออกมาเปียกรอบแก้วด้วย

· ฝาแก้วมีซิลิโคนกันน้ำหก ที่ตัวฝาจะมีซิลิโคนเพื่อช่วยให้ปิดแก้วได้สนิทไม่ให้น้ำหกลอดออกมา และประโยชน์ของซิลิโคนยังช่วยเก็บล็อกความร้อนและความเย็นเอาไว้ด้วย บางรุ่นออกแบบมาให้มีช่องเสียบหลอดแบบเปิด – ปิดได้เพื่อช่วยปิดล็อกอีกชั้น

· ปราศจากสารตกค้าง แก้วของแท้จะต้องมีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานและมีสัญลักษณ์หรือเครื่องหมาย BPA free เพื่อยืนยันว่าปราศจากสารเคมีชนิด Bisphenol A ที่เป็นสารปนเปื้อนที่แทรกซึมเข้าไปปะปนในอาหารหรือของเหลวและส่งผลต่อการทำงานของร่างกาย  ระบบประสาท ความทรงจำ ระบบการสืบพันธุ์ และอื่น ๆ 

การเลือกซื้อแก้วเก็บความเย็น ควรดูที่อะไรบ้าง

· มาตรฐานการผลิตและคุณภาพสินค้า ก่อนอื่นควรดูก่อนว่าแก้วเก็บความเย็นที่เลือกนั้นได้มาตรฐานการผลิตหรือไม่ เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าสินค้านั้นมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และมีความปลอดภัยในการใช้งานจริง โดยเฉพาะการนำมาใส่เครื่องดื่มร้อนที่มีโอกาสปนเปื้อนสารต่าง ๆ ได้

· ขนาดที่เหมาะสมกับการใช้งาน ปัจจุบันนี้มีขนาดให้เลือกหลากหลายมากขึ้น โดยมีตั้งแต่ขนาด 10 ออนซ์ ไปจนถึงขนาด 40 ออนซ์ จึงควรเลือกขนาดที่เหมาะกับการใช้งานเพื่อความสะดวกในการพกพา ไม่ว่าจะพกติดตัวหรือการใช้งานบนรถยนต์ เพื่อให้ใส่ในช่องวางแก้วได้พอดี

· ระยะเวลาในการเก็บความร้อนและความเย็น แม้จะใช้สแตนเลสชนิดเดียวกัน แต่ละยี่ห้ออาจมีกระบวนการผลิตที่ต่างกัน ทำให้ระยะเวลาในการเก็บความร้อนและความเย็นที่ได้ต่างกัน

· ดีไซน์และการออกแบบ เช่น สี ลวดหลาย หูจับ

เพื่อประโยชน์ที่ดีในการใช้งาน ควรเลือกแก้วเก็บความเย็นที่คุณภาพดีและได้มาตรฐาน เพื่อให้ใช้งานได้ในระยะยาวและมีความปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

แก้วเก็บความเย็น