บันได

เรื่องน่ารู้ในการเลือกซื้อ บันได แต่ละประเภทเหมาะสำหรับการใช้งานแบบไหน?

สำหรับคนทั่วไปแล้ว การจะเลือกซื้อ บันได สักอันหนึ่งคงไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย เพราะเป็นอุปกรณ์ช่างที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้งาน หากเลือกใช้งานไม่ถูกวิธีอาจทำให้เกิดอันตรายขึ้นได้ ในการเลือกซื้อก็เช่นเดียวกันที่ควรเลือกคุณสมบัติให้ตรงกับการใช้งานเพื่อความสะดวกในการหยิบใช้และเพื่อความปลอดภัยตลอดการใช้งาน

ความแตกต่างของ บันได แต่ละประเภท

· บันไดอเนกประสงค์ เป็นบันไดที่ออกแบบมาสำหรับใช้งานทั่วไป เลือกใช้งานได้แบบอเนกประสงค์ เหมาะสำหรับการใช้งานตามบ้าน เช่น การใช้หยิบของ เปลี่ยนหลอดไฟ เปลี่ยนถ่านนาฬิกา ทำความสะอาดเพดาน หรืออื่น ๆ เป็นประเภทที่สามารถปรับใช้งานได้หลายรูปทรง

· บันไดทรง A เป็นแบบกางพับได้ที่มีลักษณะคล้ายกับรูปทรงตัว A เหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไป ออกแบบมาให้มีขนาดไม่สูงมาก ข้อดีคือ สามารถกระจายการรับน้ำหนักได้ดี

· บันไดยืดหดได้ เป็นบันได 2 ขาที่ออกแบบมาให้ยืดหดได้ สามารถปรับความสูงได้ตามต้องการ บางรุ่นมีความสูงถึง 3.4 เมตร มีล็อกเพื่อความปลอดภัยในทุกขั้น เป็นประเภทที่เหมาะสำหรับงานช่างหรือมืออาชีพที่ต้องปีนขึ้นไปในที่สูง 

· บันไดพับได้ เป็นประเภทที่นิยมใช้งานตามบ้าน เพราะช่วยประหยัดพื้นที่จัดเก็บได้ดี เมื่อใช้งานเสร็จแล้วก็พับเก็บได้

สิ่งที่ควรรู้ในการเลือกซื้อบันไดแบบไหนที่ตรงกับการใช้งาน?

· เลือกวัสดุที่มีความแข็งแรง ทนทาน ควรเลือกบันไดที่มีโครงสร้างที่แข็งแรง ผลิตจากวัสดุคุณภาพดี เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม สแตนเลส

· ความสูงในการใช้งาน ก่อนอื่นควรทราบก่อนว่าต้องการนำไปใช้สำหรับทำอะไร เช่น ใช้สำหรับงานช่างหรืองานก่อสร้าง ควรเลือกบันไดที่รองรับความสูงได้หลายเมตร เช่น สูง 10 เมตร, สูง 3 เมตร 

· น้ำหนักที่รองรับได้ โดยส่วนมากแล้วบันไดจะสามารถรองรับน้ำหนักได้ประมาณ 150 กิโลกรัม แต่ก็มีบางรุ่นที่ออกแบบมาให้รองรับน้ำหนักได้สูงถึง 200 กิโลกรัม

· ความกว้างของแผ่นบันได เป็นบริเวณที่ใช้เหยียบ แผ่นบันไดควรมีขนาดที่เหยียบได้พอดีเท้า ไม่เล็กหรือแคบจนเกินไป และควรมีแถบกันลื่น เพื่อป้องกันการลื่นตกลงมาด้วย

· มีตัวล็อกเมื่อกางบันไดออก เพื่อป้องกันบันไดพับกลับเข้าหากันหรือเลื่อนหดลงมา เพราะจะทำให้เกิดอันตรายได้ 

· พับเก็บได้ บันไดหลายรุ่นออกแบบมาให้พับเก็บได้เพื่อความสะดวกในการใช้งาน เช่น บันไดอลูมิเนียม

· ยางกันลื่น ที่ขาบันไดด้านล่างควรมีการติดตั้งยางกันลื่นมาให้ด้วย เพื่อป้องกันบันไดเลื่อนไปมาขณะใช้งาน โดยเฉพาะบนพื้นที่ลื่น เพราะจะทำให้ตกลงมาจนเกิดอุบัติเหตุได้

· มีที่จับพยุงตัว เพื่อป้องกันไม่ให้ตกหล่นลงมา โดยจะช่วยพยุงในช่วงขาหรือหลังเมื่อขึ้นไปในที่สูง หรือใช้เป็นที่จับได้

· ฟังก์ชันเสริม เช่น ล้อสำหรับใช้เป็นรถเข็น บางรุ่นออกแบบขาบันไดมาให้เป็นล้อสำหรับเลื่อนใช้งานได้ เช่น การใช้ในการจัดเรียงสินค้า ที่ไม่ต้องขึ้น ๆ ลง ๆ เพื่อเปลี่ยนตำแหน่ง แต่สามารถให้เพื่อนร่วมงานช่วยเข็นเลื่อนตำแหน่งได้ เป็นฟังก์ชันที่ช่วยประหยัดเวลาในการทำงานได้ดี ล้อออกแบบมาให้พับเก็บได้เพื่อใช้งานแบบไม่มีล้อ นอกจากนี้บางรุ่นยังออกแบบมาพร้อมกับถาดใส่อุปกรณ์ด้านบน เพื่อให้หยิบจับเครื่องมือได้อย่างสะดวก ไม่ต้องลงมาหยิบเอง 

ข้อควรระวังในการใช้ บันได ใช้อย่างไรให้ปลอดภัย?

· เลือกใช้บันไดให้ถูกประเภท

· ตั้งบนพื้นรีบเสมอกัน

· ไม่ขึ้นพร้อมกันหลายคน

· ไม่ขึ้นขณะที่เท้าเปียก

· ไม่ควรเอี้ยวตัวหรือเอื้อมไปหยิบของขณะที่อยู่บนบันได เพราะจะทำให้น้ำหนักถ่ายเทไปทางใดทางหนึ่งและตกลงมาได้

· กางบันไดออกให้ตัวล็อกทำงานก่อนเริ่มใช้ทุกครั้ง

· ไม่ขึ้นไปนั่งเล่นโดยไม่จำเป็น

· ไม่ควรนำบันไดที่ชำรุดมาใช้

· ควรใช้งานด้วยความระมัดระวังอยู่เสมอ

บันไดเป็นอุปกรณ์ช่างประจำบ้านที่หลายคนมีติดบ้านไว้ เพราะเป็นอุปกรณ์ที่มีการหยิบมาใช้ในหลาย ๆ โอกาส หากใครที่ต้องการซื้อติดบ้านควรเลือกรุ่นที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานการผลิตและมีเครื่องหมาย มอก. เพื่อความปลอดภัยในการใช้งานและอายุการใช้งานที่นานขึ้น ส่วนการเก็บรักษาควรเก็บไว้ในแนวนอนเพื่อป้องกันบันไดหล่นลงมาทับจนทำให้เกิดอันตรายได้

บันได

ไฟฉาย

รู้จักประเภทของ ไฟฉาย และการใช้งาน แบบไหนที่เหมาะสำหรับสายเดินป่า แคมป์ปิ้ง?

ไฟฉาย เป็นอุปกรณ์ให้ความแสงสว่างที่มีความจำเป็นในหลาย ๆ ด้าน ทั้งด้านการใช้งานทั่วไป การท่องเที่ยว และการใช้ในการทำงานบางประเภท นอกจากนี้ยังเป็นอุปกรณ์ช่วยเหลือและอุปกรณ์ขอความช่วยเหลือได้ด้วย เป็นของที่นิยมมีติดบ้านไว้เพื่อใช้งาน แต่ทราบหรือไม่ว่าไฟฉายที่วางขายในท้องตลาดนั้นมีให้เลือกหลายประเภท โดยแต่ละประเภทจะมีประโยชน์การใช้งานที่ต่างกัน วันนี้เราจึงจะพาเพื่อน ๆ ไปทำความรู้จักไฟฉายแต่ละประเภทกันว่าเหมาะสำหรับการใช้งาน และสายเดินป่า แคมป์ปิ้งควรเลือกใช้แบบไหนดี?

รูู้หรือไม่ ไฟฉาย แต่ละประเภทต่างกันอย่างไร?

· ไฟฉายพกพา เป็นไฟฉายที่มีขนาดเล็กกะทัดรัด น้ำหนักเบา ออกแบบมาให้ง่ายต่อการพกพา เป็นชนิดที่เหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไป เช่น การส่องหาของ ใช้งานได้หลายฟังก์ชัน แต่จะให้ความสว่างได้ไม่มาก ส่วนมากแล้วจะออกแบบมาให้มีห่วงสำหรับห้อยพวงกุญแจ หรือขาไว้สำหรับหนีบติดกับกระเป๋า

· ไฟฉาย LED เป็นประเภทที่นิยมใช้ในปัจจุบัน เพราะมีความทนทานสูง ใช้พลังงานต่ำ แต่ให้ความสว่างได้มากกว่าหลอดชนิดอื่นและมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน สามารถใช้งานได้นานถึง 50,000 ชั่วโมงเลยทีเดียว

· ไฟฉายคาดศีรษะ เป็นประเภทที่สายเดินป่าหรือสายแคมป์ปิ้งควรพกติดตัวไว้ ออกแบบมาให้ใช้งานง่ายแบบคาดศีรษะ สายปรับระดับได้ตามความต้อง ให้ความสว่างได้หลายระดับ ใช้สำหรับคาดศีรษะเพื่อเดินป่าหรือไปเข้าห้องน้ำในช่วงกลางคืน โดยไม่ต้องใช้มือจับตลอดเวลา สามารถทำกิจกรรมอื่น ๆ ได้

· ไฟฉายแรงสูง เป็นชนิดที่นิยมใช้สำหรับการเดินป่าหรือแคมป์ปิ้งเช่นกัน เพราะเป็นประเภทที่ให้ความสว่างได้สูงและมีลำแสงที่ไกล บางรุ่นออกแบบมาให้มีความสว่างมากถึง 25,000 ลูเมน และลำแสงส่องได้ไกล 1,000 เมตร แถมยังมีอายุการใช้งานที่ยาวนานถึง 50,000 ชั่วโมง

การเลือกซื้อไฟควรดูที่อะไรบ้าง?

· ประเภทการใช้งาน หากต้องการใช้งานทั่วไป ไฟฉาย LED หรือแบบพกพาก็ช่วยตอบโจทย์ได้ดี เพราะมีราคาไม่สูงมาก แต่หากต้องการใช้สำหรับงานช่างหรืองานต่าง ๆ แบบคาดศีรษะก็ช่วยให้ใช้งานได้สะดวกขึ้น แต่หากใครที่ต้องการความสว่างมากเป็นพิเศษ เหมาะสำหรับไฟฉายแรงสูง

· ความสว่าง ไฟฉายแบบทั่วไปจะมีความสว่างอยู่ที่ประมาณ 150 – 500 ลูเมน แต่ไฟฉายแรงสูงจะมีความสว่าง 1,000 ลูเมนขึ้นไป หากต้องการไฟฉายที่สว่างมากควรเลือกใช้แบบแรงสูง เพราะส่งผลต่อการใช้งานโดยตรง

· ระยะลำแสง เป็นสิ่งที่บอกถึงระยะของลำแสงว่าสามารถส่องได้ไกลแค่ไหน หากเป็นแบบทั่วไปจะมีลำแสงในระยะประมาณ 500 เมตร แต่หากแบบแรงสูงระยะของลำแสงจะส่องสว่างได้ไกลมากถึง 10 เมตร

· วัสดุและความทนทาน ควรเลือกวัสดุที่มีความทนทานสูง เช่น อะลูมิเนียม เพราะเป็นวัสดุที่ทนทานและมีน้ำหนักเบา ทำให้ง่ายต่อการพกพา

· มาตรฐานการกันน้ำกันฝุ่น สำหรับใครที่นำไปใช้ในกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการโดนน้ำหรือกิจกรรมทางน้ำ เช่น การเดินป่า ข้ามลำธาร ดำน้ำ ควรเลือกชนิดที่มีมาตรฐานการกันน้ำกันฝุ่นในระดับ IPX8 เพราะสามารถกันน้ำได้ลึก 2 เมตร และทนต่อแรงกระแทกได้ในความสูง 1.5 เมตร 

· โหมดการทำงาน แต่ละรุ่นจะมีโหมดการทำงานมาให้ไม่เท่ากัน บางรุ่นมี 3 โหมด บางรุ่นมี 5 โหมด และบางรุ่นก็มีมากถึง 11 โหมด

· ระยะในการใช้งาน สำหรับแบบทั่วไปจะใช้งานต่อเนื่องได้ประมาณ 2 – 5 ชั่วโมง และจะต้องชาร์จไฟเพื่อเริ่มใช้งานใหม่ แต่ไฟฉายแบบ Led บางรุ่นออกแบบมาให้ใช้งานได้นานมากถึง 10,000 ชั่วโมงกันเลย

· โหมดความปลอดภัย เช่น โหมด SOS ขอความช่วยเหลือ, โหมดไฟกะพริบ

· ฟังก์ชันการใช้งาน เช่น ไฟแสดงสถานะการใช้งาน ปรับระดับความสว่างโดยอัตโนมัติ ระบบจดจำระดับแสงที่ใช้งานล่าสุด โหมดซูมเข้า – ออก

· แบตเตอรี่และการชาร์จ ควรเลือกรุ่นที่แบตเตอรี่มีความจุเยอะ เพราะสามารถใช้งานได้นานกว่า และควรเลือกรุ่นที่รองรับการชาร์จผ่านสาย USB

ไฟฉายเป็นอุปกรณ์ที่มีประโยชน์และมีความจำเป็น จึงควรเลือกรุ่นที่เหมาะสำหรับการใช้งานโดยตรงเพื่อประโยชน์ที่มากกว่า และควรหมั่นดูแลทำความสะอาด เก็บเข้าที่เมื่อเลิกใช้งาน

ไฟฉาย

สีทาบ้าน

ก่อนเลือกซื้อ สีทาบ้าน ควรรู้เกี่ยวกับอะไรบ้าง เลือกอย่างไรให้ถูกใจ ไม่ถูกหลอก?

การเลือก สีทาบ้าน ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะสีทาบ้านนั้นไม่ได้ส่งผลต่อความสวยงามของตัวบ้านเพียงอย่างเดียว แต่ยังส่งผลต่อการอยู่อาศัยและอายุการใช้งานด้วย จึงควรเลือกสีที่มีคุณสมบัติที่ดีและเข้ากับประเภทของผนังเพื่อช่วยยืดอายุการใช้งาน ส่วนจะมีวิธีการเลือกอย่างไร และมีสีแบบไหนบ้าง ไปดูกัน!

ประเภทของ สีทาบ้าน แต่ละแบบเหมาะสำหรับการใช้งานแบบไหน?

· สีรองพื้น เป็นสีทาบ้านที่ใช้สำหรับทาพื้นปูนโดยเฉพาะ เป็นสีที่ใช้ทารองพื้นก่อนที่จะลงสีจริงทับ เพื่อช่วยปรับสีบนพื้นปูนให้มีความสว่างมากขึ้น สามารถใช้ทาได้ทั้งภายในและภายนอก ช่วยให้สีติดได้ดีขึ้น และให้สีที่ออกมาสวยตรงตามความต้องการ โดยแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ สีทารองพื้นปูนใหม่และสีทารองพื้นปูนเก่า

· สีทาภายนอก เป็นสีจริงที่ใช้สำหรับทาภายนอกโดยเฉพาะ ใช้สำหรับทาผนังปูน มีประสิทธิภาพในการทนแดดทนฝนสูง แต่จะมีกลิ่นที่ค่อนข้างฉุน การเลือกสีสำหรับทาภายนอกควรเลือกสีที่มีคุณสมบัติในการป้องกันเชื้อราหรือตะไคร่น้ำได้ดี ทนต่อความร้อนสูง สีไม่หลุดล่อนง่าย และสามารถปิดรอยแตกของผนังได้

· สีทาภายใน ใช้สำหรับทาภายในบนผนังปูน แผ่นยิปซัม และอื่น ๆ สีทาภายในส่วนมากแล้วจะมีคุณสมบัติ Low VOC ที่จะทำให้มีกลิ่นฉุนน้อยกว่าสีทาภายนอก เพื่อไม่ส่งกลิ่นเหม็นต่อการอยู่อาศัย การเลือกซื้อสีทาภายในควรเลือกสีที่มีคุณสมบัติในการป้องกันเชื้อราและแบคทีเรียต่าง ๆ ได้ดี เนื้อสีควรมีความละเอียดและเป็นเงา ที่สำคัญคือควรมีคุณสมบัติเช็ดล้างง่าย

· สีน้ำอะคริลิกหรือสีน้ำพลาสติก เป็นสีที่มีคุณสมบัติในการยึดเกาะผนังได้ดี หลุดล่อนยาก ทนต่อสภาพอากาศ มีทั้งประเภทที่ใช้สำหรับทาภายนอกและทาภายใน เหมาะสำหรับพื้นปูน คอนกรีต และกระเบื้อง

· สีน้ำมันหรือสีเคลือบเงา เป็นสีที่ใช้ทาไม้หรือเหล็ก ในการใช้งานจะต้องนำไปผสมกับน้ำมันสนหรือทินเนอร์ก่อนแล้วจึงนำไปผสมแม่สี เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะ

· สีทาไม้ ใช้สำหรับทาพื้นผนังหรือเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้ เพื่อให้ผิวไม้ดูสวยงามมากขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถใช้ทาเพื่อปกปิดลายไม้ และยังมีคุณสมบัติช่วยป้องกันเชื้อรา น้ำ และการผุกร่อนได้

· สีกัลวาไนซ์ เป็นสีสำหรับใช้ทาเหล็ก อะลูมิเนียม สังกะสี หรือสแตนเลส เพื่อช่วยป้องกันการเกิดสนิม และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะ

เรื่องควรรู้ในการสีทาบ้าน ทาอย่างไรให้สีติดทนสวยไม่หลุดลอก

· ควรทำความสะอาดพื้นผนังก่อนทาสี ก่อนทาสีทาบ้านทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นสีรองพื้นหรือสีจริง ควรปัดทำความสะอาดผนังให้เรียบร้อยก่อนเพื่อป้องกันเศษปูนหรือสิ่งสกปรกต่าง ๆ ติดสีบนผนังหลังทา เพราะจะทำให้ดูไม่สวยและเอาออกยาก หากทาทับลงไปจะทำให้เป็นรอยเห็นได้ชัด

· ไม่ควรทาสีบนพื้นผิวที่เปียกหรือชื้น เพราะจะทำให้สีติดไม่ทน หลุดล่อนง่าย และทำให้เกิดเชื้อราจากความชื้นได้ ควรรอให้ผนังแห้งสนิทก่อนจึงค่อยทา

· ไม่ควรทาสีบนพื้นผิวที่มีรอยแตกร้าว หากมีรอยแตกร้าวควรยาแนวเพื่อปิดรอยร้าวก่อน เพราะการทาสีโดยมีรอยแตกจะทำให้ความชื้นเข้าไปในผนังและทำให้เกิดเชื้อราได้

· ไม่ควรทาสีเกินกว่า 5 รอบ ทั้งสีทาภายนอกและสีทาภายใน ควรทา 2 – 3 รอบเพื่อให้ได้สีที่สวยงาม ไม่หนาจนเกินไป เพราะหากทาทับกันมากเกินไปจะทำให้สีหลุดล่อนง่าย

· ควรเลือกสีที่มีคุณสมบัติเช็ดล้างง่าย เพื่อง่ายต่อการทำความสะอาด

· ควรเลือกสีที่ปราศจากสารระเหย เพราะจะทำให้มีกลิ่นฉุนติดนานหลายวัน ส่งผลเสียต่อสุขภาพ 

· สังเกตวันหมดอายุก่อนเลือกซื้อ สีทาบ้านมีอายุประมาณ 5 – 10 ปี ควรเลือกชนิดที่ยังไม่หมดอายุ

สีทาบ้านแต่ละประเภทมีคุณสมบัติการใช้งานที่ไม่เหมือนกัน จึงควรเลือกสีให้เหมาะกับประเภทของพื้นผนังเพื่อประสิทธิภาพที่ดีกว่า ควรเลือกซื้อจากร้านที่น่าเชื่อถือและเลือกใช้สีของแท้ที่สามารถตรวจสอบล็อตการผลิตได้ 

สีทาบ้าน

รถเข็น

เรื่องที่ควรรู้ก่อนเลือกซื้อ รถเข็น มีกี่แบบ ควรพิจารณาจากอะไรบ้าง?

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า รถเข็น นั้นเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็น เพราะเป็นอุปกรณ์เคลื่อนย้ายที่นิยมใช้กันงานกันอย่างแพร่หลาย ทั้งการใช้งานทั่วไปและการใช้งานทางอุตสาหกรรม จึงมีผลิตออกมาอย่างหลากหลายเพื่อรองรับการใช้งานในแต่ละประเภท เป็นอุปกรณ์ที่สามารถใช้เคลื่อนย้ายสิ่งของขนาดใหญ่หรือของที่มีน้ำหนักมากได้ ในการเลือกซื้อจึงไม่ใช่ว่าจะเลือกแบบไหนก็ได้ แต่ควรเลือกประเภทที่เหมาะสำหรับการใช้งานของตัวเองด้วย

ประเภทของ รถเข็นของ และประโยชน์การใช้งาน

· รถเข็นของ 2 ล้อ เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด มีฐานด้านล่างสำหรับรองรับสิ่งของ มีล้อ 2 ข้างอยู่ทางด้านหลัง และเป็นทรงสูงขึ้นไป มีที่จับอยู่ 2 ด้านซ้าย – ขวา ใช้สำหรับเข็นของทั่วไป นิยมใช้เข็นของตามตลาดสดหรือตามร้านค้า 

· รถเข็นของ 3 ล้อ เป็นรถเข็นที่มีขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับใช้เข็นของขนาดใหญ่หรือเข็นของในปริมาณมากโดยเฉพาะ มีทรงสูง ออกแบบมาให้มี 3 ล้อ เพื่อง่ายต่อการเคลื่อนย้ายและการรับน้ำหนักอย่างทั่วถึง

· รถเข็นอเนกประสงค์ เป็นชนิดที่นิยมใช้เช่นกัน เพราะออกแบบมาให้ใช้งานได้อเนกประสงค์ เป็นรถเข็นของฐานเตี้ย ออกแบบมาให้มี 4 ล้อ เพื่อง่ายต่อการใช้งาน ใช้งานง่ายด้วยการเข็นหรือลาก รองรับน้ำหนักได้ค่อนข้างเยอะ เหมาะสำหรับของใช้ทั่วไปหรือของที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก เช่น การใช้ขนลังเครื่องดื่ม ออกแบบมาให้พับเก็บได้ในตัว นอกจากนี้ยังมีแบบที่เป็นตะกร้าใส่ของสำหรับช็อปปิ้งด้วย

· รถเข็นดอลลี่ เป็นชนิดที่มีรูปทรงต่างจากแบบอื่น เพราะออกแบบมาเป็นทรงสี่เหลี่ยมและมีล้อเลื่อนอยู่ด้านล่าง 4 ล้อ ไม่มีที่จับ ใช้สำหรับเคลื่อนย้ายพาเลทหรือเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ โดยเฉพาะ จุดเด่นคือมีล้อสามารถหมุนได้รอบทิศทาง เพื่อการเคลื่อนย้ายที่สะดวกขึ้น

· รถเข็นช็อปปิ้ง เป็นชนิดที่พบได้ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป ออกแบบมาให้ใช้ใส่ของ รองรับน้ำหนักได้เยอะ

· รถเข็นทรงสูง เป็นชนิดที่นิยมใช้ทางอุตสาหกรรม ออกแบบมาเป็นทรงสูง มีประตูเปิดปิด รองรับน้ำหนักได้หลายร้อยกิโลกรัม

· รถเข็นเสิร์ฟอาหาร มีลักษณะเป็นชั้น ๆ เพื่อใช้เก็บอาหาร นิยมใช้ในโรงแรมเพื่อเสิร์ฟอาหารหรือเครื่องดื่ม

· รถเข็นกระเป๋าโรงแรม มีลักษณะเป็นทรงสูง แต่จะไม่ได้มีตะแกรงล้อมรอบเหมือนรถเข็นทรงสูง จะมีโครงหรือที่กั้นด้านข้างเพื่อป้องกันกระเป๋าตกหล่น

· รถเข็นปูน เป็นชนิดที่ผลิตจากโครงเหล็กและมีกระบะสำหรับขนของอยู่ด้านบน สามารถกระดกเพื่อเทของจากกระบะลงได้โดยไม่ต้องเปลืองแรง ส่วนล้อจะเป็นล้อยางที่มีความแข็งแรงและใช้งานได้ทุกสภาพผิว เหมาะสำหรับการใช้งานภายนอกอาคารโดยเฉพาะ

รวมเรื่องควรรู้ก่อนเลือกซื้อ รถเข็นของ เลือกอย่างไร ควรพิจารณาจากอะไรบ้าง?

· เลือกตามประเภทใช้งาน ควรทราบก่อนว่าต้องการนำ รถเข็น ไปใช้สำหรับทำอะไร หากต้องการมีติดบ้านไว้เพื่อใช้งานต่าง ๆ เหมาะสำหรับรถเข็นแบบ 2 ล้อ หรือรถเข็นอเนกประสงค์ เพราะมีขนาดไม่ใหญ่เกินไป ไม่กินพื้นที่จัดเก็บ

· เลือกจากคุณสมบัติ เช่น สามารถพับเก็บได้ เพราะสะดวกต่อการเคลื่อนย้ายและง่ายสำหรับการจัดเก็บ ใช้งานได้ทั้งในบ้านและนอกบ้าน 

· เลือกจากการรองรับน้ำหนัก รถเข็นของแต่ประเภทจะรองรับน้ำหนักได้ไม่เท่ากัน โดยมีตั้งแต่น้ำหนัก 25 – 250 กิโลกรัมขึ้นไป หากต้องการใช้ขนของที่มีน้ำหนักมาก ควรเลือกรุ่นที่รับน้ำหนักได้เยอะ เพราะหากเลือกรุ่นที่รับน้ำหนักได้น้อยจะทำให้รถเข็นเสื่อมประสิทธิภาพเร็ว เพราะวัสดุไม่ได้ออกแบบมาสำหรับรับน้ำหนักมาก ๆ นั่นเอง

· เลือกจากล้อ มีให้เลือกทั้งชนิดที่เหมาะสำหรับใช้งานภายในและชนิดเหมาะสำหรับใช้งานภายนอก ไม่ควรนำรุ่นที่มีล้อสำหรับใช้งานภายในไปใช้ภายนอกบ่อย ๆ เพราะจะทำให้ล้อสึกหรือเสื่อมประสิทธิภาพเร็ว นอกจากนี้ยังรวมถึงองศาในการหมุนของล้อด้วย เช่น ล้อหมุนได้ 360 องศา

· เลือกจากวัสดุ วัสดุที่นำมาใช้ส่วนใหญ่คือ เหล็ก อะลูมิเนียม และสแตนเลส โดยแต่ละประเภทจะมีความทนทานและอายุการใช้งานที่ไม่เท่ากัน 

จะเห็นว่า รถเข็นของ นั้นมีหลายประเภทเลยทีเดียว โดยแต่ละประเภทจะออกแบบมาให้เหมาะสำหรับการใช้งานที่ต่างกัน หากต้องการใช้งานแบบไหนควรเลือกประเภทนั้น เพราะจะช่วยให้ใช้งานได้สะดวกและปลอดภัยมากกว่า ไม่ควรนำมาใช้ผิดประเภท เพราะจะทำให้เกิดอันตรายได้ หลังเลิกใช้งานแล้วควรเก็บเข้าที่เพื่อป้องกันเด็กมาเล่น เพราะอาจตกลงมาหรือถูกทับจนบาดเจ็บได้

รถเข็น

ขนมไดฟุกุ

สาระความรู้ครบเครื่องเรื่อง ขนมไดฟุกุ สำหรับคนรักความหวาน

ปัจจุบันนี้หากมีใครสักคนบอกว่า “ยังไม่เคยรับประทาน ขนมไดฟุกุ ” จะถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างพลาด ถึงแม้ว่าจะไม่ร้ายแรงอะไรเพราะความชอบในเรื่องรสชาติอาหารของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน แต่อย่างน้อยน่าจะได้ทดลองสัมผัสความนุ่มนิ่มและนุ่มนวลของขนมชนิดนี้สักครั้ง ว่าเป็นการพบกันครึ่งทางของรสหวานและรสจืดอย่างน่าสนใจ ส่วนใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของขนมชนิดนี้ น่าจะเคยทดลองมาหลากหลายรสชาติและสารพัดรูปแบบ จนปิดตาชิมก็สามารถรู้ได้ว่ามีส่วนผสมอะไรบ้างและไส้ทำมาจากอะไร 

ดังนั้นในบทความนี้เราจะมาเพิ่มดีเทลให้แก่สายหวานทุกคนได้ทำความรู้จักกับไดฟูกุให้มากขึ้นอีกนิด ว่ามีความเป็นมาอย่างไร จากอดีตจนถึงปัจจุบันขนมชนิดนี้ได้มีวิวัฒนาการอย่างไรบ้าง รับรองว่าถึงจะเป็นขนมหวานแต่ก็ใช้การเดินทางยาวนานกว่าจะมาถึงจุดนี้

บันทึกการเดินทางของขนมไดฟุกุ จากอดีตถึงปัจจุบัน

ขนมไดฟุกุเพียงแค่ชื่อก็บ่งบอกถึงต้นกำเนิด ว่าต้องข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลจากประเทศญี่ปุ่น ลักษณะดั้งเดิมของขนมชนิดนี้จะใช้แป้งข้าวเหนียวห่อไส้ถั่วแดงไว้ภายใน และชื่อเดิมที่ใช้เป็นชื่อแรกคือ อุซึระโมจิ ที่แปลว่าโมจินกกระทา เริ่มต้นทำครั้งแรกในท้ายสมัยมุโรมาจิ มีรูปร่างกลมรีคล้ายนกกระทา อีกทั้งรสชาติดั้งเดิมยังไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อเป็นของหวาน เพราะน้ำตาลในสมัยนั้น เป็นของหายาก ราคาแพง และฟุ่มเฟือย ดังนั้นรสเดิมของอาหารชนิดนี้จึงประกอบไปด้วยแป้งข้าวเหนียว ที่ภายในเป็นไส้ถั่วแดงและปรุงรสด้วยเกลือ

จุดประสงค์ของการคิดค้นอุซึระโมจิขึ้นมาในยุคนั้นคือ ต้องการอาหารที่สามารถรับประทานได้สะดวกรวดเร็ว และอิ่มท้องได้นาน ซึ่งต่อมาก็มีการเพิ่มรสชาติให้มีความหลากหลายขึ้นทั้งการใช้ถั่วลันเตาเป็นไส้ หรือการโรยหญ้าโยโมกิลงบนผิวแป้งข้าวเหนียว ต่อมาในสมัยเอโดะช่วงท้าย ๆ ได้มีหญิงหม้ายคนหนึ่ง คิดค้นวิธีปรุงอุซึระโมจิ ด้วยการใช้น้ำตาลปรุงรสแทนเกลือ และใช้วิธีอบบนเตาที่มีความร้อน เพื่อนำมาขายในช่วงฤดูหนาว จึงเชื่อกันว่านี่คือต้นฉบับของไดฟูกุที่เราคุ้นเคยดีในปัจจุบัน 

หลังจากนั้นมาอาหารที่สามารถเป็นได้ทั้งอาหารคาวและอาหารหวานชนิดนี้ ได้รับการเปลี่ยนชื่อใหม่ เพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องจากเป็นอาหารที่รับประทานแล้วอยู่ท้องได้นาน จึงได้เปลี่ยนมาเป็นชื่อ ขนมไดฟุกุ ที่แปลว่า “โมจิที่ทำให้โชคดี” ซึ่งชาวญี่ปุ่นจะนิยมทำขนมชนิดในงานมงคลต่าง ๆ แต่อย่างไรก็ตามอุซึระโมจิ อันเป็นต้นแบบก็ไม่ได้หายไปจากความนิยม เพราะในแถบจังหวัดไซตามะบางพื้นที่ก็ยังนิยมรับประทาน อุซึระโมจิแบบปรุงด้วยเกลือแบบเดิม เพราะให้รสชาติของความเป็นอาหารที่มีความอยู่ท้องมากกว่า อีกทั้งน้ำตาลยังเป็นสินค้าที่สื่อถึงความฟุ่มเฟือย ชาวไซตามะจึงอนุรักษ์รสชาติดั้งเดิมเอาไว้เป็นเสน่ห์ประจำท้องถิ่น 

มาทำขนมไดฟุกุด้วยมือของเราเองกันเถอะ

ขนมไดฟุกุในปัจจุบันนี้สามารถหารับประทานได้ง่าย ทั้งจากการสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งการเดินไปเลือกซื้อด้วยตนเองตามห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่ร้านสะดวกซื้อบางสาขาก็สามารถพบเจอขนมชนิดนี้ได้ไม่ยาก แต่สำหรับใครที่ต้องการทำขนมชนิดนี้รับประทานเอง ขอบอกว่ามีวิธีการที่ไม่ซับซ้อนเลย และยิ่งยุคโควิดแบบนี้ สามารถทำขายเพื่อสร้างรายได้เสริมได้เลย

เริ่มต้นจากการทำไส้ถั่วแดง ด้วยการนำถั่วแดงไปต้มจนสุกจากนั้นจะนำมาปั่นด้วยเครื่องให้ละเอียด หรือหากต้องการสัมผัสเนื้อถั่วเวลาเคี้ยว ก็สามารถใช้ช้อนหรือส้อมบี้ให้ละเอียดได้ จากนั้นให้ตั้งกระทะและใส่เนยลงไปเล็กน้อย สังเกตเมื่อเนยเริ่มละลายให้นำถั่วแดงใส่ลงไป ตามด้วยน้ำตาลทรายตามใจชอบ ขั้นตอนต่อไปออกแรงกันสักนิด ด้วยผัดให้ถั่วแดงแห้งสังเกตว่าหากถั่วแดงเริ่มไม่ติดกระทะแล้วแปลว่าใช้ได้ ให้ปิดไฟและพักถั่วแดงให้เย็น

ขั้นตอนต่อไปให้นำแป้งข้าวเหนียวและแป้งข้าวโพดที่นวดกับน้ำตาลทรายเล็กน้อย และเติมน้ำจนได้ก้อนแป้งนวลนิ่มไม่ติดมือและเข้าเตาไมโครเวฟเพื่อทำให้สุกจนเนื้อแป้งใส มาห่อไส้ถั่วแดง จับจีบแป้งให้เรียบร้อยโรยด้วยแป้งนวลสักหน่อยเพื่อความสะดวกในการหยิบ เพียงเท่านี้ก็ได้ขนมที่มาจากฝีมือตัวเองแล้ว

ขนมไดฟูกุ เป็นขนมที่มีประวัติยาวนาน พร้อมกับชื่ออันเป็นสิริมงคล สร้างกระแสนิยมให้กับคนไทยทั่วประเทศ เนื่องจากรสชาติหวานและมีกลิ่นหอมกลมกล่อม จึงสามารถซื้อเป็นของขวัญของฝากให้กับคนที่รักแทนความหวังดีได้ในทุกวาระโอกาส หรือจะซื้อเพื่อรับประทานเอง ก็เข้ากันได้ดีทั้งกับชาเขียว หรือกาแฟแก้วโปรด 

ขนมไดฟุกุ เป็นขนมที่มีประวัติยาวนาน นอกจากนั้นยังมีรสชาติหวานและมีกลิ่นหอมกลมกล่อม จึงเหมาะซื้อเป็นของขวัญหรือของฝาก หรือเพื่อรับประทานเอง

บ้านน็อคดาวน์

บ้านน็อคดาวน์ ขนาดย่อม แต่คุณภาพเยี่ยมและสร้างความประทับใจให้คนอยากมีบ้าน

หนึ่งในบ้านสำเร็จรูปที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากคือ บ้านน็อคดาวน์ ถือได้ว่าเป็นบ้านสมัยใหม่ที่ลดข้อจำกัดในการใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ ลดเวลาในการก่อสร้าง ลดปัญหาการเชื่อมต่อไฟฟ้าและประปา ข้อดีต่าง ๆ เหล่านี้ได้ถูกนำไปใช้ในประเทศที่เกิดแผ่นดินไหวหรือภัยธรรมชาติอยู่เสมอ เช่น ญี่ปุ่น และประเทศแถบยุโรป จึงเรียกได้ว่าบ้านประเภทนี้ใช้งานมานานกว่าที่ใครหลายคนรู้ หากบ้านประเภทนี้ไม่ได้เพิ่งมีตามกระแสนิยมและมีการใช้งานเพื่อประโยชน์จริงจังมาเป็นเวลานาน แสดงว่าข้อดีของบ้านประเภทนี้คงมีมากทีเดียว

เรื่องดีของบ้านน็อคดาวน์สำเร็จรูปที่เหมาะกับทุกยุคทุกสมัย

หากจะบอกว่าบ้านรูปแบบนี้เหมาะกับยุคสมัยที่รีบเร่งเพียงเพราะสร้างไว ต่อไว สำเร็จไว ก็คงไม่ถูกเท่าไรนัก เพราะข้อดีของบ้านแบบนี้ยังมีอีกหลายข้อที่ไม่ว่ายุคใดสมัยใดก็ต้องมีคนปลื้มบ้านแบบนี้อยู่เสมอ

1. ใช้เวลาประกอบบ้านได้อย่างรวดเร็ว 

ที่ใช้คำว่า ‘ประกอบ’ เนื่องจากไม่มีคานและเสา แต่อย่าเพิ่งหวั่นใจว่าจะไม่มีอะไรมารับน้ำหนัก เพราะผนังบ้านจะเป็นชิ้นส่วนในการรองรับน้ำหนักแทนนั่นเอง เมื่อนำส่วนประกอบต่าง ๆ ของบ้านมาติดตั้งเข้าด้วยกัน ก็ใช้เวลาไม่นานเท่าการสร้างบ้านหนึ่งหลัง ดังนั้น ข้อดีนี้จึงเป็นที่ถูกอกถูกใจเจ้าของบ้านที่อยากย้ายเข้าบ้านเร็วหรือมีความจำเป็นต้องเข้าอยู่ในเวลาจำกัด

2. บ้านสำเร็จรูปที่ไม่จำเจ

หลายคนอาจได้ยินชื่อแล้วเข้าใจว่าบ้านประเภทนี้คงจะมีรูปแบบที่จำเจและเลือกบ้านที่ต้องการไม่ได้มากนัก แต่ในความจริงรูปแบบบ้านขนาดย่อมยังมีอะไรน่าสนใจให้เลือกตามความชื่นชอบอีกมาก ทั้งดาดฟ้าที่จะเพิ่มพื้นที่สูดอากาศ ทั้งระเบียงเล็ก ๆ ไว้ชื่นชมสวนหน้าบ้าน หรือแม้แต่สไตล์บ้านแบบอังกฤษ สไตล์ Loft ก็มีมาให้เลือกตามรสนิยมของผู้อยู่ เพียงแต่ต้องเลือกให้เหมาะกับประโยชน์ใช้สอยของตัวเอง และไม่ทำให้การจัดวางสิ่งของภายในบ้านอึดอัดมากจนเกินไปนัก

3. บ้านหลังน้อยราคาประหยัด

ความกังวลใจของคนที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัว หรือคนที่อยากมีบ้านเป็นของตัวเองแต่งบมีจำกัด การเลือกบ้านน็อคดาวน์คงช่วยให้ไม่ต้องเก็บเงินนานหรือใช้เงินเกินตัวเพื่อมาซื้อบ้าน เพราะเพียงมีที่ดินสักผืนเพียงพอให้ประกอบบ้านได้ และมีงบประมาณหลักหมื่นจนถึงหลักแสนก็เพียงพอให้ชีวิตมีทางเลือกซื้อบ้านขนาดเล็กและงบประมาณพอเหมาะแล้ว หรือถ้าภายหลังสามารถเก็บเงินเพิ่มเติมงบเพื่อนำมาปรับปรุงได้ก็คงทำให้บ้านที่อยู่กลายเป็นบ้าน ‘น่าอยู่’ ในที่สุด

4. ประกอบง่าย เคลื่อนย้ายสะดวก

‘ประกอบได้ก็รื้อได้’ คำพูดนี้ถือว่าเหมาะกับบ้านประเภทนี้มาก จากที่เกริ่นในตอนต้นว่าบ้านประเภทนี้เป็นที่นิยมในประเทศที่มักจะมีภัยพิบัติ จึงทำให้ต้องเคลื่อนย้ายที่อยู่อาศัยอยู่บ่อย ๆ ข้อดีนี้ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ อย่างแพร่หลายมากขึ้น เช่น การเปลี่ยนถิ่นที่อยู่ การย้ายที่พักในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งชั่วคราว

เมื่อทราบข้อดีของบ้านประเภทนี้แล้วคงอยากรู้ว่าจะมองหาบ้านดี ๆ สักหลังต้องใช้เหตุผลอะไรมาพิจารณาก่อนเลือกซื้อ วิธีเลือกด้านล่างนี้จะช่วยให้เจอบ้านในฝันที่ทั้งราคาดี คุณภาพเยี่ยม และไม่ทำให้เจ้าของบ้านปวดหัวภายหลัง

บ้านน็อคดาวน์คุณภาพคุ้มราคาจะตามหาเจอได้อย่างไร

1. ตกลงทั้งราคา เวลาก่อสร้าง วิธีติดตั้งที่เหมาะสมก่อนเซ็นสัญญาซื้อบ้าน เพราะบ้านที่กำลังจะได้รับนั้นถือว่าไม่ต่างอะไรจากบ้านทั่วไป แม้จะใช้เวลาและงบประมาณที่น้อยกว่า แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะละเลยเรื่องสำคัญเหล่านี้ไปได้

2. อย่าลืมดูวัตถุประสงค์ในการใช้บ้าน เพราะบางคนอาจไม่ได้ใช้แค่การอยู่อาศัย แต่อาจใช้เพื่อจุดประสงค์อื่น เช่น การค้า สำนักงาน ฯลฯ ผู้ซื้อบ้านจึงควรคำนวณน้ำหนักร่วมกับผู้ขายบ้านด้วยว่าจะใช้รับน้ำหนักเท่าไร เพื่อให้เลือกใช้บ้านได้เหมาะกับการใช้งาน

3. ควรเลือกแหล่งซื้อบ้านที่น่าเชื่อถือและติดต่อหลังการขายได้ เผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉินระหว่างที่อยู่อาศัย หรือจำเป็นต้องซ่อมแซมสิ่งไหนเพิ่มเติมจะได้สอบถามไปจนถึงแจ้งให้ช่างผู้เชี่ยวชาญมาทำการปรับปรุงแก้ไข

คนที่ฝันอยากจะมีบ้านแต่ติดเรื่องงบประมาณคงสามารถหาทางออกได้แล้ว หรือแม้แต่คนที่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่สร้างบ้านก็คงหาวิธีแก้ไขได้เช่นกัน เพียงเลือกบ้านน็อคดาวน์มาก็จะทำให้เรื่องยากในชีวิตกลายเป็นเรื่องง่ายได้ทันที

บ้านน็อคดาวน์ ถือได้ว่าเป็นบ้านสมัยใหม่ที่ลดข้อจำกัดในการใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ ลดเวลาในการก่อสร้าง ลดปัญหาการเชื่อมต่อไฟฟ้าและประปา

แอร์ 9000 Btu Inverter

แอร์ 9000 Btu Inverter ประหยัดไฟแถมได้ใจคนไทยสุด ๆ

ต้องยอมรับว่ากระแสความสนใจในเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่าง แอร์ 9000 Btu Inverter ในตอนนี้ถือว่ามาแรงมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัจจัยเรื่องของโควิดที่ทำให้คนอยู่บ้านมากขึ้น จึงต้องมีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ อีกส่วนหนึ่งที่ถือเป็นปัจจัยสำคัญก็คือสภาพอากาศในบ้านเราที่ร้อนมากขึ้น จากปกติก็ร้อนอยู่แล้ว ยิ่งมาเจอกับภาวะโลกร้อนที่ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นตลอดทุกปีแบบนี้ บ้านไหนไม่มีแอร์ติดตั้งไว้ก็ต้องบอกว่าอยู่ยากเลยทีเดียว เชื่อว่าหลายคนอาจจะกำลังจะติดตั้งแอร์ใหม่ที่บ้านและคงกำลังคิดว่าแอร์ประมาณ 9000 Btu น่าจะเหมาะสมพอดี แต่ก่อนตัดสินใจมาดูเรื่องที่ควรรู้กันก่อนดีกว่า จะได้ตัดสินใจง่ายมากขึ้น

แอร์9000 Btu Inverterแน่ใจหรือว่าเหมาะกับคุณ

สิ่งที่คุณควรตระหนักก่อนที่จะตัดสินใจซื้อแอร์บ้านสักเครื่องมาติดตั้งก็คือ แอร์แต่ละรุ่นแต่ละขนาด จะถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับขนาดพื้นที่ใช้งานที่แตกต่างกันไป นั่นหมายความว่าแอร์ขนาด 9000 Btu ไม่ได้เหมาะกับที่หักอาศัยทุกขนาดหรือห้องทุกห้องเสมอไป หลายคนคงอยากรู้ว่าแล้ว แอร์ 9000 Btu นี้เหมาะสมกับขนาดไหนหรือห้องลักษณะไหนบ้าง มาดูกันเลย

· ห้องขนาด 12-15 ตารางเมตร: แอร์ 9000 Btu Inverterเหมาะสมกับการใช้งานในห้องที่มีขนาดประมาณนี้ที่สุด 

· ห้องรับแดดขนาด 11 – 14 ตารางเมตร: ถ้าหากห้องนั้นมีขนาดดังที่กล่าวมาและเป็นห้องที่ต้องรับแดดเช้าหรือแดดบ่ายด้วยแอร์ 9000 Btu ก็ยังรับไหว แต่ขนาดห้องต้องไม่เกินจากนี้ เพราะถ้าห้องขนาดใหญ่กว่านี้แอร์จะเริ่มทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ หรือหากเปิดเต็มที่แอร์ก็จะต้องทำงานหนักขึ้นส่งผลให้กินไฟเพิ่มขึ้นนั่นเอง 

สิ่งสำคัญที่ทุกคนจะมองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือ เรื่องของค่า Btu ตัวเลขค่า Btu นั้นควรจะต้องสัมพันธ์กับขนาดพื้นที่ของห้อง หากห้องเล็กกว่าที่กล่าวมาข้างต้นการใช้ 9000 Btu ก็อาจจะกินไฟโดยใช่เหตุ ถึงจะมีระบบ Inverter ที่ช่วยปรับรอบการทำงานของเครื่องปรับอากาศให้สัมพันธ์กับอุณหภูมิของห้องแล้วก็ตาม ถึงอย่างไรก็ยังจัดว่าใช้ไฟมากเกินไปอยู่ดี ก็เช่นกันถ้าห้องมีขนาดใหญ่กว่าที่กล่าวมาแล้วเราเลือกค่า Btu น้อย แอร์ก็จะเย็นช้าหรือจะต้องทำงานหนักมากขึ้นก็กินไฟอีกเช่นกัน ดังนั้น ก่อนจะเลือกแอร์และตกลงใจว่าจะใช้ 9000 Btu ก็ควรพิจารณาขนาดของห้องและปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ ให้ดี

เลือกแอร์ 9000 Btu Inverterอย่างไรถึงจะตอบโจทย์ตรงใจ

เมื่อมั่นใจแล้วว่า ห้องที่เราจะติดตั้งแอร์นั้นมีขนาดที่เหมาะสมลงตัวกับแอร์ติดผนัง 9000 Btu สิ่งที่ต้องรู้ต่อไปก็คือ จะเลือกซื้อแบบไหนถึงจะได้แอร์ที่ตอบโจทย์ตรงใจกับการใช้งาน มาดูคำแนะนำกัน

1.แบรนด์ยังเป็นสิ่งสำคัญ

ปัจจุบันมีเครื่องปรับอากาศราคาถูกออกมาจำหน่ายกันเยอะมาก ซึ่งบางรุ่นก็เป็นแบรนด์ที่แทบไม่มีใครรู้จักเลย แบบนี้ไม่มีประกัน ไม่มีอะไรการันตีคุณภาพได้ ถ้าเสียหรือมีปัญหาขึ้นมาก็หาอะไหล่มาซ่อมยากด้วย ดังนั้นหากจะเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศสักเครื่องจึงแนะนำว่าควรเลือกแบรนด์ที่ทุกคนรู้จักกันดีจะเป็นการดีที่สุด เพราะเครื่องใช้ไฟฟ้าถ้าซื้อแบบที่มีแบรนด์ก็จะมั่นใจได้ในประสิทธิภาพ เทคโนโลยีและความทนทาน นั่นทำให้เราได้ความคุ้มค่าตามที่เราต้องการ

2.คุณสมบัติพิเศษก็สำคัญ

อีกจุดหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้เช่นกันก็คือ ฟังก์ชันการทำงานต่าง ๆ ของเครื่องปรับอากาศ รุ่นใหม่ ๆ ก็จะมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์การใช้งานมากขึ้น อย่างการปรับอุณหภูมิแบบอัตโนมัติ การจับความเคลื่อนไหว ระบบกรองอากาศอัจฉริยะต่าง ๆ การมีฟังก์ชันเสริมเหล่านี้เข้ามาก็ถือเป็นความคุ้มค่าอีกประการหนึ่งที่เราควรจะได้รับด้วย 

3.ประหยัดไฟยังไงก็สำคัญ

หัวใจอีกอย่างที่ข้ามผ่านไปไม่ได้เลยในการเลือกซื้อแอร์ก็คือ เรื่องของคุณสมบัติในการช่วยประหยัดไฟ ไม่ว่าจะแอร์นั้นจะมีเทคโนโลยีทันสมัยแค่ไหน ถ้าใช้แล้วกินไฟมากก็คงไม่ดีแน่นอน ดังนั้น ฉลากเบอร์ 5 ยังเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจอยู่เสมอ

ใครที่สนใจแอร์ 9000 Btu Inverterอยู่ลองพิจารณาสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ดู เชื่อว่าคุณคงจะได้คำตอบว่าแอร์ที่คุณกำลังหมายตา เหมาะกับคุณหรือไม่ และควรจะเลือกซื้อแบบไหนถึงจะได้ความคุ้มค่ามากที่สุด

สำหรับบ้านไหนที่กำลังคิดจะติดตั้งแอร์ใหม่ที่บ้านและกำลังคิดว่าเครื่องปรับอากาศ แอร์ 9000 Btu Inverter น่าจะเหมาะสมพอดีไหมที่นี่มีคำตอบ

Hatari พัดลม

ลมเย็นถึงอกถึงใจฤดูไหนก็เลือก Hatari พัดลม ของทุกครอบครัว

แม้ช่วงนี้จะเป็นฤดูฝน แต่ไม่ได้แปลว่าประเทศไทยจะอากาศเย็นในทุก ๆ วัน ดังนั้น Hatari พัดลม ยอดนิยมจึงกลายเป็นไอเท็มเด็ดของทุกบ้านในทุกฤดู มีความเป็นมาที่น่าสนใจที่ไม่เพียงแต่จะทำให้แปลกใจที่ชื่อแบรนด์เป็นญี่ปุ่น แต่กลับเป็นบริษัทของคนไทยเท่านั้น แต่ยังมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องยาวนาน ถ้าหากได้รู้ความเป็นมาของHatariแล้วทุกคนจะชื่นชอบและชื่นใจที่แบรนด์ไทยสามารถเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งได้

ฮาตาริพัดลมที่ผลิตโดยคนไทย เพื่อคนไทย

เชื่อหรือไม่ว่า Hatari สามารถเป็นแบรนด์พัดลมอันดับหนึ่งในไทย ครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับหนึ่งมากว่า 20 ปีแล้ว ผู้ก่อตั้ง คือ คุณจุน วนวิทย์ ที่ถือเป็นผู้เก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงานจนเชี่ยวชาญอย่างแท้จริง โดยเริ่มตั้งแต่เรียนรู้การทำงานที่หลากหลายจนสามารถผลิตกรอบพัดลมที่ทำจากพลาสติกเป็นครั้งแรก ต่อจากนั้นก็รับจ้างผลิตพัดลมให้แบรนด์ญี่ปุ่น แต่แล้วการรับจ้างผลิตก็เปลี่ยนเป็นผู้ผลิตและเติบโตมาจนถึงปัจจุบัน

พัดลมของHatariมีหลายรุ่นหลายขนาด ทั้งพัดลม 16 นิ้ว พัดลม 18 นิ้ว หรือพัดลมตั้งโต๊ะทั้ง 12 , 14 และ 16 นิ้ว ไม่ว่าจะขนาดไหนก็มีให้เลือกใช้ตามความต้องการ แต่พัดลมจากHatariไม่ได้หยุดอยู่แค่พัดลมในบ้านเท่านั้น แต่ยังมีพัดลมติดตั้ง พัดลมอุตสาหกรรม พัดลมระบายอากาศ พัดลมไอเย็น รวมถึงเครื่องฟอกอากาศ 

นอกจากความหลากหลายในการผลิตพัดลมรูปแบบต่าง ๆ แล้ว ยังมีโฆษณาที่ออกมาสู่สายตาคนดูกี่ครั้งก็เป็นที่จดจำอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าพัดลมจะเป็นสิ่งที่ทุกบ้านมีก็ตามแต่โฆษณาจะทำให้เป็นที่จดจำและเข้าถึงง่ายกว่าการบอกปากต่อปาก เพื่อโฆษณาโดนใจไม่ว่าใครก็อยากใช้และอยากได้มาเป็นเจ้าของ

Hatari พัดลมแรงดี อะไหล่พร้อม บริการหลังการขายได้มาตรฐาน

ไม่ว่าจะเป็นพัดลมตั้งโต๊ะขนาดเล็ก 12 นิ้ว หรือจะเป็นพัดลมขนาดใหญ่ขึ้นอย่างพัดลม 18 นิ้ว ต่างก็จำเป็นต้องมีการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนอะไหล่หากเกิดข้อขัดข้อง ซึ่งHatariที่มีความเชี่ยวชาญด้านพัดลมก็สามารถผลิตอะไหล่ได้เองและถือได้ว่าเป็นบริษัทที่ผลิตแบบครบวงจร ไม่ต้องตามหาอะไหล่ให้วุ่นวาย เพราะที่Hatari มีครบจบในที่เดียว นอกจากนี้ยังประกอบพัดลมเองทุกขั้นตอน ทำให้ไม่ต้องกังวลใจเมื่อต้องส่งซ่อม เพราะมีผู้เชี่ยวชาญดูแลและทราบกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบ

อย่างไรก็ตามหากซื้อพัดลมตรวจสอบศูนย์บริการด้วยว่าศูนย์ใดอยู่ใกล้บ้านมากที่สุด เพื่อจะได้ไม่ต้องเดินทางไกลไปส่งสินค้าซ่อมเมื่อจำเป็น หรือถ้าไม่ต้องการส่งซ่อมและอยากตรวจสอบพร้อมซ่อมแซมด้วยตนเองก็สามารถสอบถาม Call Center เพื่อส่งต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำแนะนำได้ ไม่ว่าจะเป็นวิธีใดก็ควรพิจารณาดูว่าผู้ซื้อสะดวกแบบไหน เพราะเมื่อเกิดปัญหาตรงหน้าจะได้จัดการได้โดยไม่ต้องกังวลใจมากนัก

ก่อนซื้อHatariพัดลมคุณภาพล้ำต้องทำอย่างไร?

อย่าเพิ่งคิดว่าซื้อพัดลมเป็นเรื่องง่าย ๆ ออกไปซื้อตามความชอบแล้วจบ เพราะการเลือกพัดลมต้องดูขนาดพื้นที่ในที่พักอาศัยด้วยว่าเหมาะสมกับพัดลมประเภทใด ขนาดใด และส่ายได้รอบวงกว้างขนาดไหน หากมีพื้นที่แคบก็ไม่ควรเลือกพัดลมขนาดใหญ่เกินไปนัก เพราะนอกจากพื้นที่จะไม่พอตั้งพัดลมแล้ว ยังอาจทำให้กระแสลมจากพัดลมแรงเกินไปจนพัดของที่อยู่ใกล้เคียงตกหล่นได้ ขณะเดียวกันหากเลือกใช้พัดลมขนาดเล็กกับพื้นที่ขนาดใหญ่ก็จะส่งแรงลมได้ไม่ทั่วถึง และยังทำให้พัดลมทำงานหนักเกินไปอีกด้วย หรือถ้ากังวลใจทั้งเรื่องพื้นที่และความแรงลมก็อาจจะเลือกพัดลมไอเย็น ที่มีลมพัดเย็นสบายแต่กระแสลมไม่แรงมากนัก เอาเป็นว่าการซื้อพัดลมให้เหมาะสมกับพื้นที่และดีไซน์ที่สวยถูกใจเป็นเรื่องที่ต้องคิดก่อนซื้ออยู่เสมอ

ไม่ว่าประเทศไทยจะอยู่ในฤดูไหน หรือผู้อยู่อาศัยจะแออัดอย่างไร แต่ฮาตาริพัดลมคุณภาพดี ก็จะเป็นตัวเลือกแรก ๆ ของผู้ซื้อที่จะตัดสินใจเลือกมาติดบ้านอยู่เสมอ ไม่ใช่เพียงเพราะแบรนด์ติดอันดับขายดี แต่ยังคุณภาพดีพร้อมกับไว้วางใจเรื่องอะไหล่และบริการหลังการขายได้อย่างสบายใจหายห่วงอีกด้วย

Hatari พัดลม ยี่ห้อพัดลมยอดนิยมแบรนด์อันดับหนึ่งในประเทศไทย ไอเท็มเด็ดสู้ความร้อนของทุกๆบ้าน เย็นสบายในทุกๆฤดู

แท้งค์น้ำ

แท้งค์น้ำ ประจำบ้าน เลือกซื้อแบบไหนถึงตรงใจและคุ้มค่า

สิ่งหนึ่งที่ถือว่าจำเป็นมีติดตั้งประจำบ้านไว้ก็ไม่เสียหายก็คือ แท้งค์น้ำ ซึ่งก็คือถังเก็บน้ำบนดินที่ต้องมีไว้เพื่อการสำรองน้ำในกรณีที่บางครั้งเกิดน้ำประปาไม่ไหล หรือน้ำไหลอ่อนในช่วงที่มีการซ่อมท่อประปา ซึ่งจะช่วยให้บ้านเรายังคงมีน้ำใช้ไปได้ต่อเนื่องในระยะหนึ่ง สำหรับใครที่เพิ่งจะปลูกบ้านหรือกำลังซ่อมแซมบ้าน ก็คงกำลังวางแผนเรื่องระบบน้ำภายในบ้านกันอยู่แน่ ๆ และถังเก็บน้ำบนดินก็เป็นสิ่งหนึ่งที่จะต้องตัดสินใจเลือกซื้อเลย แล้วจะเลือกอย่างไรถึงจะได้ถังเก็บน้ำที่ตรงใจตอบโจทย์การใช้งาน ได้ความคุ้มค่าสูงสุดมาดูคำแนะนำกัน

รู้จักประเภทแท้งค์น้ำก่อนเลือกซื้อ

บ้านเรือนในยุคปัจจุบันส่วนใหญ่จะเลือกใช้แท้งค์หรือถังเก็บน้ำบนดินกันแถบทั้งหมดแล้ว เพราะถังเก็บน้ำแบบใต้ดินนั้นมีขั้นตอนการติดตั้งที่ยุ่งยาก ส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะใช้ถังเก็บน้ำบนดิน ซึ่งแท้งค์น้ำหรือถังเก็บน้ำบนดินในปัจจุบันก็มีวัสดุหลากหลาย ทำให้ถังเก็บน้ำแบบนี้มาหลายประเภทให้เลือก 

  1. ถังเก็บน้ำสเตนเลส

ถังเก็บน้ำแบบนี้ถือว่าได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะวัสดุที่เป็นสเตนเลสนั้นมีความทนทานสูง สามารถใช้งานได้ยาวนาน อีกทั้งยังแลดูสะอาด การดูแลรักษาก็ง่าย ไม่เกิดตะไคร้น้ำง่าย น้ำหนักก็เบาสามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก แม้ว่าจะมีจุดเด่นมากมาย แต่อย่างไรก็ดีถังเก็บน้ำแบบนี้หากผลิตหรือมีการเชื่อมไม่ดีก็อาจทำให้เกิดสนิมตามขอบได้ อีกทั้งในเรื่องของราคาถังเก็บน้ำแบบนี้ก็จะมีราคาสูงกว่าถังเก็บน้ำประเภทอื่น ๆ 

2. ถังเก็บน้ำโพลิเมอร์ทึบแสง

ถังเก็บน้ำแบบนี้เรียกว่าได้ว่ากำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน ด้วยเพราะถังประเภทนี้ดูสะอาดปลอดภัย มีความทึบแสง ช่วยป้องกันUVได้ มีเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย ทำให้ถูกแดดซีก็ไม่ซีดจาง จึงไม่ต้องกังวลเรื่องสีจะหลุดแล้วเจือจางปะปนไปกับน้ำ ไม่เกิดตะไคร้ง่าย ที่มั่นใจได้เลยก็คือปราศจากสารตะกั่วและปรอท ที่สำคัญราคาก็ไม่แพง แต่อย่างไรก็ดี ถังเก็บน้ำแบบนี้ก็มีโอกาสเกิดรอบแตกร้อยร้าวได้ง่ายอยู่ อีกทั้งในส่วนของก้นถังจะเรียบทำให้ทำความสะอาดยาก

3. ถังเก็บน้ำโพลิเมอร์(PE)

ถังเก็บน้ำแบบนี้ก็มีผู้ใช้งานไม่น้อย จุดเด่นอยู่ตรงที่เป็นถังเก็บน้ำราคาถูกที่สุดในกลุ่ม สามารถใส่น้ำได้หลายแบบไม่ใช่เพียงแค่น้ำประปาทั่วไป มีหลายขนาดให้เลือกตั้งแต่ขนาดทั่วไปสำหรับบ้านเรือนไปจนถึงขนาดใหญ่ที่เหมาะสมกับภาคอุตสาหกรรม แม้จะน่าสนใจแต่ถังเก็บน้ำแบบนี้ไม่เหมาะกับการติดตั้งหรือวางไว้กลางแจ้ง เพราะตัววัสดุที่เป็นพลาสติกไม่ทึบแสง อาจทำให้แสงลอดผ่านไปสัมผัสกับน้ำจนทำให้เกิดตะไคร้น้ำได้ง่าย รวมถึงโอกาสที่สีจะซีดจากไปเพราะแดดและกาลเวลาก็มีไม่น้อยเช่นกัน

เลือกแท้งค์น้ำ ควรเลือกความจุเท่าไหร่ถึงจะดี

หลังจากที่รู้จักประเภทของถังเก็บน้ำบนดินแต่ละประเภทแล้ว จุดต่อมาที่ต้องพิจารณาก็คือ เรื่องของปริมาณความจุของตัวถังเก็บน้ำ เชื่อว่าหลายคนเลือกไม่ถูกว่าควรจะเลือกซื้อขนาดความจุเท่าไหร่ โดยผู้เชี่ยวชาญได้ให้แนะนำไว้เป็นสูตรสำหรับการประมาณการไว้ดังนี้ สมาชิกในบ้าน 1 คนจะใช้น้ำในปริมาณ 200 ลิตร/วัน ซึ่งถ้าต้องการรู้ว่าความจุของถังเก็บน้ำต้องมีขนาดเท่าไหร่ถึงจะเพียงต่อการใช้น้ำของสมาชิกในบ้านก็ให้เขา อัตราการใช้น้ำต่อคนของสมาชิกในบ้าน X จำนวนสมาชิกในบ้าน จากนั้นก็คูณด้วยจำนวนวันที่ต้องการสำรองน้ำให้เพียงพอต่อการใช้ ยกตัวอย่างเช่น

ในบ้านมีสมาชิกในบ้านอยู่กันทั้งหมด 4 คน ก็ให้เอา 200 x 4 ก็จะได้เท่ากับ 800 ลิตร ต้องการสำรองน้ำให้ได้ 2 วัน ก็จะได้เป็น 800 x 2 ผลลัพธ์ความจุของถังเก็บน้ำบนดินที่คุณควรเลือกใช้ก็คือ 1,600 ลิตร อย่างนี้เป็นต้น อย่างไรก็ดีนี่เป็นเพียงสูตรการประมาณการคร่าว ๆ การใช้น้ำจริง ๆ ของคนในบ้านอาจจะมากหรือน้อยกว่านี้ แต่แนะนำว่าให้ซื้อความจุเผื่อไว้จะมั่นใจได้มากกว่านั่นเอง

ในตอนนี้เชื่อว่าทุกคนคงจะมีแนวทางในการเลือกซื้อแท้งค์น้ำเอาไว้ติดตั้งเพื่อสำรองน้ำไว้ใช้กันแล้ว เลือกตามแนวทางนี้รับรองคุณจะได้ถังเก็บน้ำที่ถูกใจและได้ความคุ้มค่าไปแบบเต็ม ๆ แน่นอน

แท้งค์น้ำ หรือถังเก็บน้ำบนดินที่ต้องมีไว้เพื่อการสำรองน้ำในกรณีที่บางครั้งเกิดน้ำประปาไม่ไหล รู้จักประเภทแท้งค์น้ำก่อนเลือกซื้อ

หมอนผ้าห่ม

หมอนผ้าห่ม เพื่อนคู่ใจข้างกาย พึ่งได้ สบายใจทุกเวลา

สำหรับการเดินทางท่องเที่ยว การนั่งทำงานในออฟฟิศที่มีอากาศหนาว หรือแม้แต่การนอนเล่นเพื่อการพักผ่อนภายในบ้าน อุปกรณ์สำคัญอย่าง หมอนผ้าห่ม เป็นอะไรที่เราจะขาดหรือลืมไปไม่ได้เลย เพราะไม่ใช่ทุกที่ที่จะมีหมอนใบโตให้เราได้หนุนนอนเล่นสบาย ๆ และเราเองก็ไม่ค่อยสะดวกที่จะหอบหมอนใบใหญ่กว่าตัวติดตัวเดินทางไปไหนมาไหนเท่าไรนัก แต่เรื่องของความง่วงและอาการอยากเอนกายพักผ่อนมันกลับเกิดขึ้นได้ทุกทุกเวลานี่สิ ปัญหานี้จึงต้องถูกแก้ไขด้วยการเลือกใช้ผู้ช่วยคนสำคัญอย่างหมอนใบเล็กที่แปลงร่างเป็นผ้าห่มสบาย ๆ ให้เราได้พึ่งพาเวลาอยากพักผ่อนยามฉุกเฉิน

ทำความรู้จักหมอนผ้าห่ม เพื่อนคู่ใจที่ขาดไม่ได้

· หมอนไซส์เล็ก ขนาดกะทัดรัด เหตุผลหลัก ๆ ที่ทำให้หมอนผ้าห่มกลายมาเป็นไอเทมช่วยเรื่องการงีบหลับของใครหลายคนก็คือเรื่องของขนาดของเจ้าหมอนตัวนี้ ด้วยการออกแบบเพื่อมาตอบโจทย์ความสะดวกสบายในแง่ของการพกพาและใช้เป็นหมอนประดับ หมอนจึงมีขนาดที่เล็กเป็นพิเศษ สามารถนำมาใช้เป็นหมอนเสริมในเตียงใหญ่ หรือจะเป็นหมอนหลักบนโซฟา ในรถ กับความกะทัดรัดที่ใช้พื้นที่น้อย น้ำหนักเบา นุ่มสบาย จึงไม่แปลกใจเลยที่เพื่อนคนนี้จะเป็นคนที่มีแต่คนรัก และจำเป็นที่จะต้องถูกวางเอาไว้ตามจุดต่าง ๆ เสมือนเป็นผู้ช่วยที่มือและหัวว่าง ๆ ของเราจะขาดเขาคนนี้ไปอย่างเสียมิได้

· แปลงร่างได้ ใช้งานหลากหลาย เพราะไม่ใช่แค่เพียงเรื่องของขนาดที่เล็กกะทัดรัดเพียงอย่างเดียวที่เป็นข้อดีของเพื่อนของเราคนนี้ แต่หมอนเสริมใบจิ๋วใบนี้ยังมีคุณสมบัติในการใช้งานที่ตอบโจทย์หลายอย่างด้วย อย่างแรกเลยกับการเป็นหมอนนุ่ม ๆ ใช้นอนหนุนได้สบายหัว หรือบางรุ่นอาจสามารถที่จะสอดมือของเราเข้าไปซุกข้างในให้อุ่น ๆ นอนสบายได้ และที่เจ๋งที่สุดเลยก็คือการหมอนสามารถแปลงร่างเป็นผ้าห่มนุ่มสบายให้เราได้ใช้ในเวลาที่ต้องการ และก็สามารถแปลงร่างกลับไปเป็นหมอนสำหรับเก็บได้อย่างเดิม แถมในหลายรุ่นยังถูกออกแบบมาให้เป็นรูปตุ๊กตาน่ารัก ๆ สามารถเอาไปใช้วางประดับในที่ต่าง ๆ ได้อย่างสวยงามด้วย

หมอนผ้าห่มแต่ละแบบเลือกใช้ตอนไหนถึงจะเหมาะ

· หมอนสำรองเวลาอยู่บ้านหรือที่ทำงาน เพราะความง่วงและความเหนื่อยล้าไม่เคยปราณีใคร โดยเฉพาะเวลาอยู่บ้านว่าง ๆ หรือตอนทำงานเหนื่อย ๆ เราเองก็อยากที่จะพักสายตาบ้างเป็นครั้งคราว สำหรับคนที่มีอยากหมอนผ้าห่ม จะแนะนำให้เลือกก็คือหมอนรูปทรงมาตรฐาน อย่างทรงสี่เหลี่ยมหรือทรงกลมสีสันแบบ Standard เพราะจะสามารถวางประดับไว้ได้สะดวกกว่าแถมยังสามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลายมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นการหนุนหัว หนุนหลัง หรือวางไว้ที่ตักก็จะง่ายกว่าทรงอื่น หรือในเวลาที่รู้สึกหนาว ๆ ก็สามารถที่จะเอามากางเป็นผ้าห่มให้ความอบอุ่นได้อย่างสบายใจแบบไม่รู้สึกเขินอะไร

· หมอนหลักติดรถ เดินทางสบายใจ เราไม่อาจรู้ได้เลยว่าในการเดินทางไปไหนมาไหนของเราจะใช้เวลานานแค่ไหน โดยเฉพาะกับการเดินทางไกลไปท่องเที่ยว จำเป็นมาก ๆ เลยที่เราจะต้องมีหมอนผ้าห่มติดรถเอาไว้ อันนี้พอเป็นรถตัวเราเองก็สามารถที่จะเลือกได้แบบสบายใจเลยว่าจะเอาหมอนแบบไหน จะเลือกแบบตุ๊กตาน่ารัก ๆ ไว้เป็นของประดับรถก็ได้ หรือจะเป็นหมอนทรงยาวที่สามารถกอดได้แน่นสบายเต็มมือ ที่สามารถแปลงเป็นผ้าห่มได้ในเวลาที่ต้องการใช้แบบฉุกเฉิน สำหรับการใช้เป็นหมอนประจำรถนั้นขอแนะนำให้เลือกไซส์ที่พอดี ขนาดเมื่อกางเป็นผ้าห่มแล้วประมาณ 3.5 ฟุต กำลังพอดีเลย

หมอนผ้าห่ม เพื่อนคนสำคัญคนนี้ถือเป็นไอเทมที่เราจะขาดไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน จะในบ้าน ที่ทำงาน หรือในรถ ก็ควรที่จะมีเพื่อนคนนี้อยู่กับเราด้วยเสมอ และไม่ว่าสถานการณ์ไหน ๆ ของการงีบหลับและมีหมอนใบน้อยแปลงร่างได้ใบนี้ก็จะสามารถเปลี่ยนการพักผ่อนของเราให้สบายขึ้นได้อย่างแน่นอน อย่าปล่อยให้โซฟา เก้าอี้ หรือเบาะรถของเราว่างอย่างเด็ดขาด ไปเลือกเพื่อนที่ชอบมาวางประดับกันเดี๋ยวนี้เลยนะ

มาทำความรู้จัก หมอนผ้าห่ม  เพื่อนคู่ใจที่ขาดไม่ได้ ไซส์เล็ก ขนาดกะทัดรัด แปลงร่างได้ ใช้งานหลากหลาย ใช้ได้ทั้งเวลาอยู่บ้านหรือที่ทำงาน