ตํานานสมเด็จนเรศวรมหาราชภาค 2

ตํานานสมเด็จนเรศวรมหาราชภาค 2 หนังไทยสุดยิ่งใหญ่ที่จะประกาศอิสรภาพในใจคุณ

หากจะกล่าวถึงภาพยนตร์ไทยที่มีความยิ่งใหญ่ ทุ่มทุนทั้งเรื่องงบประมาณและเวลาในการสร้าง ก็คงไม่มีเรื่องไหนจะเทียบเท่ากับ “ตำนานสมเด็จนเรศวรมหาราช” เป็นแน่ นี่คือ ภาพยนต์ แห่งสยามประเทศที่สร้างความภาคภูมิให้กับผู้สร้างสรรค์ ให้กับนักแสดง และชาวสยามที่เป็นผู้รับชมทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตํานานสมเด็จนเรศวรมหาราชภาค 2  ตอนประกาศอิสรภาพ

สำหรับตำนานสมเด็จนเรศวรมหาราชภาค 2 นี้เป็นเรื่องราวที่ต่อเนื่องมาจากตำนานสมเด็จนเรศวรมหาราชภาค 1 ตอนองค์ประกันหงสา นั่นคือ เริ่มต้นขึ้นในช่วงปีพุทธศักราช 2106 อันเป็นปีที่พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง (แสดงโดย สมภพ เบญจาธิกุล) ทรงยกพลกรีฑาทัพเข้าตีอโยธาศรีรามเทพนคร ด้วยไพร่พลทหารจำนวนมหาศาล 

แม้จะเข้าตีอโยธาไม่แตกพ่าย แต่ก็สามารถเข้ายึดครองเมืองพิษณุโลก อันเป็นเมืองรองที่สำคัญได้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งนั่นทำให้ สมเด็จพระมหาธรรมราชา (แสดงโดย ฉัตรชัย เปล่งพานิช) ต้องยอมอ่อนน้อมถ่อมตนต่อพระเจ้างหงสาบุเรงนอง และต้องส่งสมเด็จพระนเรศวรไปเป็นองค์ประกัน

เมื่อพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองสวรรคตในปีพุทธศักราช 2124 พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง(แสดงโดย จักรกฤษณ์ อำมะรัตน์) เสวยราชย์สืบแทน และได้สถาปนา “มังสามเกียด” ขึ้นเป็นรัชทายาทในนาม “พระมหาอุปราชา” ซึ่งในการสืบเสวยราชย์ในครั้งนี้ตามราชประเพณี เมืองประเทศราชทั้งหลายจะต้องมาเข้าพิธีแสดงความสวามิภักดิ์ ทุกเมืองก็มาหมดยกเว้นเจ้าฟ้าเมืองคัง

นั่นจึงเป็นเหตุให้พระเจ้านันทบุเรงไม่พอพระทัย จึงรับสั่งให้พระราชบุตร พระมหาอุปราชา พระราชนัดดานัดจินหน่อง และสมเด็จพระนเรศวร ร่วมมือกันเข้าตีเมืองคัง การรบในศึกนั้นเหมือนจะง่าย แต่เหตุการณ์หาเป็นเช่นนั้นไม่ พระมหาอุปราชาและนัดจินหน่อง ไม่ว่าจะรบตีอย่างไรก็มิอาจหักเอาเมืองคังได้ จนมาถึงสมเด็จพระนเรศวรที่พระองค์ทรงรู้จักที่จะใช้กลศึกจึงทำให้หักตีเอาเมืองคังได้สำเร็จ

การที่สมเด็จพระนเรศวรรบชนะเมืองคังในครั้งนี้ เหมือนจะเป็นเรื่องที่ดี แต่กลับกลายเป็นว่ายิ่งทวีความอิจฉาริษยาและความเกลียดชังที่พระมหาอุปราชามีกับพระองค์มาตั้งแต่วัยเยาว์เพิ่มมากขึ้น ครั้งเวลาต่อมาฝ่ายพม่าเกิดศึกอังวะ พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง ต้องออกปราบปราม จึงได้มีรับสั่งให้พระมหาอุปราชาอยู่เฝ้าเมืองหงสา และได้มีรับสั่งให้สมเด็จพระนเรศวรมาช่วยในศึกนี้

พอสมเด็จพระนเรศวรเคลื่อนทัพมาหมายจะช่วยรบ พระมหาอุปราชากลับคิดการเป็นทุรยศจะลอบปลงพระชนม์พระนเรศวรที่พักทัพอยู่ที่เมืองแครง แต่ข่าวการลอบปลงพระชนม์ได้ล่วงรู้ถึงพระนเรศวรเสียก่อน นั่นจึงเป็นที่มาของตำนานสมเด็จนเรศวรมหาราชภาค 2 ซึ่งเป็นการประกาศอิสรภาพตัดสัมพันธไมตรีกับหงสาวดีอย่างสิ้นเชิง

สำหรับภาพยนตร์สุดยิ่งใหญ่เรื่องนี้ มีความอลังการงานสร้าง และความพิถีพิถันในการถ่ายทำแบบสุด ๆ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ได้ให้ความใส่ใจในทุกรายละเอียดของหนัง ตั้งแต่การคัดเลือกนักแสดง ฉากและสถานที่ในการถ่ายทำ ที่ท่านได้ลงพื้นที่ศึกษาประวัติศาสตร์ และเรียกผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการชั้นยอดของประเทศมาช่วยกันดูพิจารณาก่อนจะสร้างเป็นโรงถ่ายออกมา

ในเรื่องของชุดเสื้อผ้า รวมไปถึงพระราชพิธีต่าง ๆ ที่ปรากฏในเรื่องทุกอย่างก็ละเอียด อิงตามบันทึกในประวัติศาสตร์แทบจะทั้งหมดที่สามารถหาข้อมูลได้เลยทีเดียว จึงเป็นงานสร้างภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่อลังการมาก ๆ 

สำหรับฉากไฮไลท์ของตำนานสมเด็จนเรศวรมหาราชภาค 2 นั้นก็จะอยู่ในช่วงท้ายเรื่อง อันจะมีฉากที่พระนเรศวรทรงทำพิธีหลั่งน้ำทักษิโณทกประกาศอิสรภาพและตอนท้ายกับฉากทรงพระแสงปืนต้นยิงข้ามแม่น้ำสะโตง สังหารสุรกรรมา แม่ทัพหน้าแห่งหงสา อันหลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันในวงวิชาการทางประวัติศาสตร์ว่า เป็นความจริงหรือไม่ที่จะยิงปืนข้ามแม่น้ำได้ หรือ เป็นกฤษฎาภินิหารจากบารมีของพระองค์ท่าน

ไม่ว่าเหตุการณ์จะเป็นจริงเช่นนั้นหรือไม่ แต่สิ่งที่เราคนไทยควรภาคภูมิใจก็คือ หนังเรื่องนี้ ได้ออกสู่สายตาชาวโลกไปแล้ว และได้รับเสียงชื่นชมทุก ๆ คนที่ได้รับชม ร่วมภาคภูมิใจในการประกาศเอกราชคืนคงความเป็นไทยไปด้วยกันกับภาพยนต์แห่งสยามประเทศตำนานสมเด็จนเรศวรมหาราชภาค 2 กันได้แล้ววันนี้ หนังดีที่คุณควรต้องดู ตํานานสมเด็จนเรศวรมหาราชภาค 2

เครื่องฟอกอากาศ

สร้างอากาศดีในบ้านทำได้ไม่ยาก แค่มี เครื่องฟอกอากาศ ดี ๆ สักเครื่อง 

ยุคนี้ฝุ่นพิษและมลพิษทางอากาศเต็มไปหมด แม้แต่ในบ้านและที่พักอาศัยของเราเองบางทีก็หนีจากฝุ่นและมลพิษในอากาศไม่พ้นอีกเช่นกัน การจะทำให้อากาศภายในบ้านมีความสะอาดมากขึ้น บรรยากาศโดยรวมดีขึ้นไม่ใช่เรื่องยาก แค่คุณมี เครื่องฟอกอากาศ ที่ทรงประสิทธิภาพสักเครื่อง แต่จะเลือกอย่างไรให้ได้เครื่องที่ดี มีประสิทธิภาพการฟอกอากาศได้จริง มาดูคำแนะนำกัน

เลือกชนิดของ เครื่องฟอกอากาศ ให้เหมาะสมกับสถานที่

หลายคนอาจจะเห็นว่าวันนี้มีเครื่องฟอกอากาศให้เลือกใช้หลายแบบหลายชนิดด้วยกัน และเรื่องของราคาก็แตกต่างกันไป ทำให้รู้สึกว่าตัดสินใจเลือกซื้อได้ยากมาก  คำแนะนำง่าย ๆ ในเรื่องนี้ก็คือ ให้เริ่มต้นเลือกชนิดของเครื่องให้สอดคล้องกับสถานที่ที่จะนำไปใช้ก่อน โดยหลัก ๆ แล้วก็จะแบ่งชนิดของเครื่องเป็น 3 ชนิด คือ

1. เครื่องระบบไฟฟ้าสถิต – ชนิดนี้จะใช้วิธีการดักจับฝุ่นด้วยระบบไฟฟ้าสถิต ซึ่งการใช้ไฟฟ้าสถิตเข้าช่วยนี้จะช่วยทำให้ตัวไส้กรองไม่ต้องทำงานหนัก เครื่องชนิดนี้สามารถทำงานได้เงียบ ไร้เสียงรบกวน อายุการใช้งานก็นาน แต่ราคาค่อนข้างสูง จึงเหมาะสมที่จะใช้เฉพาะจุดที่ต้องการเน้นเรื่องคุณภาพของอากาศ เช่น ห้องนั่งเล่น หรือห้องนอนของเด็ก เป็นต้น

2. เครื่องระบบไอออน – ระบบการทำงานของเครื่องชนิดนี้จะใช้เป็นการปล่อยประจุไอออนลบออกมาทำลายฝุ่นและเชื้อโรค โดยส่วนใหญ่แล้วเครื่องฟอกอากาศแบบนี้จะมีขนาดเล็ก ซึ่งด้วยขนาดที่เล็กนี่เองจึงทำให้รัศมีการทำงานฟอกอากาศน้อย เครื่องแบบนี้จึงเหมาะกับห้องเล็ก ๆ หรือเอาไว้ใช้ในรถเท่านั้น

3. เครื่องระบบใบพัด – แม้จะใช้ใบพัด แต่ระบบการทำงานจะต่างจากพัดลม เครื่องระบบนี้จะพัดดูดอากาศเข้าไปเพื่อกรองฝุ่นละอองก่อน แล้วจึงคืนอากาศที่บริสุทธิ์ออกมา เช่น เครื่องฟอกอากาศ xiaomi ซึ่งมีหลายรุ่น ใช้งานภายในห้องที่ค่อนข้างกว้างได้ ติดตั้งก็ง่าย แต่จะมีข้อจำกัดในเรื่องเสียง เครื่องแบบนี้จะมีเสียงรบบกวนบ้างนั่นเอง

รัศมีในการทำงานของเครื่องอีกปัจจัยที่ต้องพิจารณา

อีกจุดหนึ่งที่ต้องพิจารณาไปควบคู่กันด้วยก็คือ รัศมีในการทำการฟอกอากาศ ซึ่งถ้ารัศมีการทำงานของเครื่องกว้าง ความเร็วในการฟอกอากาศจะน้อยลง ดังนั้น ถ้าคุณจะต้องใช้งานในห้องที่ค่อนข้างกว้างก็จำเป็นที่จะต้องเลือกเครื่องที่มีรัศมีการทำงานกว้างกว่าห้อง ซึ่งตัวเครื่องจะค่อนข้างใหญ่และใช้พื้นที่ของห้องมากขึ้นนั่นเอง 

Air Flow อีกเรื่องที่ต้องดูให้ดี

ค่าความเร็วลม หรือ ค่า Air Flow ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่จะต้องใส่ใจด้วย ค่านี้ก็คือ ค่าปริมาณของลมที่เครื่องฟอกอากาศจะปล่อยออกมา ซึ่งถ้าค่า Air Flow มากก็เท่ากับว่าสามารถทำการฟอกอากาศได้ไว แต่สิ่งที่ต้องคำนึงด้วยก็คือ ยิ่งเครื่องฟอกอากาศได้ไว ก็จะยิ่งกินไฟมากขึ้น ตรงนี้จึงต้องดูให้เหมาะสมด้วย 

ทางเลือกหนึ่งถ้าคุณต้องการใช้เครื่องที่มีค่า Air Flow สูง ๆ ก็คือ ให้เลือกระบบที่มีการตั้งเวลาเอาไว้ จะใช้แรงลมสูง ๆ ช่วงเวลาไหนก็ตั้งค่าเอาไว้ได้เลย แบบนี้ก็จะช่วยเซฟค่าไฟไปได้บ้าง

ระบบการกรองอากาศ เรื่องสำคัญที่ข้ามผ่านไปไม่ได้

ระบบการกรองอากาศของเครื่องจึงนับเป็นจุดสำคัญที่เราจะมองข้ามผ่านไปไม่ได้เลย โดยเครื่องรุ่นต่าง ๆ ในปัจจุบันมักจะมีระบบการกรองมาตรฐานภายใต้ตัวกรองเป็นแบบ HEPA Filter ซี่งแผ่นกรองแบบนี้จะดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็กแบบ PM 2.5 ได้ และจะกรองฝุ่นและอองต่าง ๆ ได้ถึง 0.3 ไมครอนเลยทีเดียว

ยกตัวอย่าง เช่นเครื่องฟอกอากาศ xiaomi Air Purifier Pro ที่มีระบบการกรองถึง 3 ชั้นตั้งแต่

· PET Pre-Filter

· HEPA Filter

· Carbon-Filter

ซึ่งสามารถกรองฝุ่นละอองขนาดเล็กได้มากถึง 99.99% อย่างนี้เป็นต้น

และในปัจจุบันก็ยังมีเครื่องบางรุ่นที่มีระบบการกรองที่ดีกว่านั้น โดยใช้การกรองประเภท ULPA Filter ที่กรองได้ละเอียดมากยิ่งขึ้น แต่ก็ยังมีเครื่องน้อยรุ่นมาก ๆ ที่ใช้ระบบการกรองที่ละเอียดขนาดนี้ 

ทั้งหมดนี้เป็นคำแนะนำ ในเรื่องของการเลือกเครื่องฟอกอากาศ ที่จะช่วยให้คุณสามารถเลือกเครื่องที่ทรงประสิทธิภาพในการกรองอากาศให้กับที่บ้านหรือห้องของคุณได้ง่ายขึ้น ลองนำไปเป็นหลักในการเลือกซื้อกันนะ

 เครื่องฟอกอากาศ

กล้องถ่ายรูป

อยากเป็นช่างภาพฝีมือขั้นเทพ เลือก กล้องถ่ายรูป อย่างไรดี?

สำหรับคนที่เป็นช่างภาพมืออาชีพ หรือมีประสบการณ์ในการถ่ายภาพมามากพอสมควร ก็คงจะเลือกซื้อกล้องคู่ใจคู่กายได้ไม่ยากนัก เพราะรู้ฝีมือ รู้ความถนัดและสไตล์ของตนเองแล้ว แต่สำหรับคนที่เพิ่งฝึกหัดเรียนรู้การถ่ายภาพ เป็นช่างภาพมือใหม่ที่ต้องการพัฒนายกระดับฝีมือตนเอง ก็คงจะพบปัญหาในการเลือก กล้องถ่ายรูป ที่เหมาะสมกับตนเองกันไม่น้อย

ด้วยเพราะกล้องในปัจจุบันมีให้เลือกใช้มากกว่าหนึ่งแบบ ทั้งกล้อง Mirrorless และ แบบ DSLR แค่ 2 รูปแบบนี้ก็เลือกยากแล้ว แถมยังมีปัจจัยต่าง ๆ ที่จะต้องพิจารณาอีกมากมายทีเดียว แบบนี้จะเลือกอย่างไรดีถึงจะเริ่มต้นได้ดีและสามารถที่จะพัฒนาต่อยอดไปสู่การเป็นช่างภาพขั้นเทพได้ มาดูคำแนะนำในเรื่องนี้กัน

เข้าใจความแตกต่างของประเภท กล้องถ่ายรูป กันก่อน

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่ากล้องถ่ายรูปนั้นมีให้เลือกทั้งแบบ Mirrorless และ DSLR ผู้ที่เริ่มต้นเรียนรู้การถ่ายภาพใหม่ ๆ ส่วนใหญ่ไม่รู้ถึงความแตกต่างของกล้องทั้งสองแบบนี้ ก็จะอธิบายให้ทราบดังนี้

กล้อง Mirrorless – เป็นกล้องที่มีระบบการทำงานไม่ซับซ้อน ตัวกล้องจะพกพาสะดวก ในส่วนฟังก์ชันการใช้งานต่าง ๆ ก็เน้นความเรียบง่าย ตรงนี้จึงทำให้กล้องแบบนี้เหมาะกับมือใหม่ในการถ่ายภาพ ภาพที่ถ่ายออกมาจริง ๆ แล้วคุณภาพก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากล้อง DSLR ถ้าใช้จนชำนาญ 

กล้อง DSLR – อธิบายง่าย ๆ กล้องแบบนี้ก็คือกล้องดิจิทัลสะท้อนเลนส์เดียว ตัวกล้องจะมีขนาดใหญ่กว่า Mirrorless ฟังก์ชันการใช้งานเยอะกว่า ให้อารมณ์ของภาพได้ดีกว่า โฟกัสไว แต่แน่นอนว่าความซับซ้อนก็เยอะกว่าด้วย

จริง ๆ แล้ว กล้อง DSLR เป็นกล้องสำหรับช่างภาพมืออาชีพที่มีความชำนาญในการถ่ายภาพ แต่ถ้ามือใหม่ที่คิดจะฝึกหัดถ่ายภาพอย่างจริงจัง จะเลือกใช้เป็นแบบนี้เลยก็ได้ลงทุนครั้งเดียวและค่อย ๆ เรียนรู้กันไป แบรนด์กล้องที่มืออาชีพส่วนใหญ่ใช้ก็จะเป็นกล้องถ่ายรูป canon ซึ่งอุปกรณ์ได้มาตรฐานและหาอุปกรณ์อะไหล่เสริมต่าง ๆได้ค่อนข้างง่าย

อย่าลืมดูงบของตนเองด้วย

สิ่งสำคัญในการเลือกซื้อกล้องถ่ายรูปนั้น แค่รู้จักประเภทกล้องไม่พอ สิ่งสำคัญต่อมาที่จะเป็นตัวตัดสินว่าคุณควรจะเลือกใช้กล้องประเภทไหนก็อยู่ที่งบประมาณในการซื้อของคุณ ถ้าคุณมีงบประมาณหมื่นกลาง ๆ ขึ้นไป และคิดว่าจริงจังกับการถ่ายภาพแน่ ๆ แล้ว ก็จัด กล้อง canon แบบ DSLRไปสักตัวเลยก็ได้ เพราะเราจะต้องฝึกหัดใช้ให้ชินมือ การลงทุนตรงนี้จึงสำคัญ

ส่วนถ้าใครงบไม่ถึงที่จะแตะกล้อง DSLR ก็ไม่ต้องเสียใจ เลือกเป็น Mirrorless มาใช้ก่อนก็ได้ ค่อย ๆ ฝึกไปทีละนิด ถ้ามีงบแล้วค่อยอัพเกรดเพิ่มขึ้นมาก็ยังไม่สายเกินไป

ฟังก์ชันการใช้งานก็เป็นสิ่งที่ช่วยตัดสินใจได้

จะซื้อกล้องถ่ายรูปก็ต้องเลือกสเปกกล้องและฟังก์ชันการใช้งานที่ถูกใจ ซึ่งตรงนี้ก็ต้องใช้เวลาศึกษาอยู่บ้างเหมือนกัน สิ่งที่จะต้องดูก็มีดังนี้

Image sensor: ส่วนนี้ก็คือส่วนที่จะทำการรับภาพแทนฟิล์มนั่นเอง กล้องโดยส่วนใหญ่แล้วจะใช้ sensor แบบ CCD อาจมีบ้างบางรุ่นที่ใช้แบบ CMOS ซึ่งการเลือกในส่วนนี้อาจจะเลือกขนาดที่กลาง ๆ ไว้ก่อนได้แต่ถ้างบถึงเลือกใหญ่ไว้ก่อนก็จะดี

Bit Depth: เป็นส่วนความลึกของสี ยิ่งมีความลึกมากก็จะเก็บรายละเอียดของภาพได้ดีมากขึ้น

Effective: เป็นความละเอียดจริงของภาพที่จะได้ คือ ตามสเปกนั้นมักจะระบุความละเอียดตาม sensor ของภาพแต่ความละเอียดจริง ๆ แล้ว จะน้อยกว่าที่ระบุไว้

Buffer: หน่วยความจำของกล้อง ตรงนี้ยิ่งมากก็ยิ่งดี

นี่คือ รายละเอียดฟังก์ชันหรือสเปกของอุปกรณ์ที่เราจะต้องพิจารณาควบคู่เวลาที่จะเลือกซื้อกล้อง สิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้คุณรู้ว่ากล้องตัวไหนสเปกเป็นอย่างไร ทำอะไรได้บ้าง และรุ่นไหนบ้างที่น่าจะเหมาะสมกับการใช้งานในงบประมาณที่มีอยู่

เริ่มต้นฝึกหัดถ่ายรูปเพื่อที่จะไต่ระดับฝีมือตนเองไปสู่การเป็นช่างภาพมืออาชีพในอนาคต ก็ควรเริ่มต้นจากการใช้ กล้องถ่ายรูป ที่เหมาะสมกับตัวเอง จำไว้ว่าไม่จำเป็นต้องเลือกล้องที่แพงเสมอไป เลือกให้สอดคล้องกับงบประมาณ และให้ได้มาตรฐานไว้ก่อนก็น่าจะเพียงพอ ค่อย ๆ เริ่มต้นไปทีละนิด เมื่อชำนาญแล้วจะขยับไปซื้อแบบแพง ๆ ก็ยังไม่สายเกินไป

กล้องถ่ายรูป

เครื่องปั่นไฟ

สิ่งที่ควรต้องรู้ก่อนเลือกซื้อ เครื่องปั่นไฟ เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานสูงสุด

อุปกรณ์ชิ้นหนึ่งที่นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภาคอุตสาหกรรม การก่อสร้าง ส่วนราชการ ไปจนกระทั่งถึงภาคการเกษตรในปัจจุบัน จะเป็นสิ่งใดไปไม่ได้นอกเสียจาก เครื่องปั่นไฟ หรือที่บางคนเรียกว่าเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ไม่เพียงภาคเกษตรหรือโรงงานในต่างจังหวัดเท่านั้น ที่มีการใช้เครื่องนี้ แต่ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลบางส่วนที่ประสบปัญหาไฟฟ้าดับบ่อยครั้งก็มีการใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์ชนิดนี้ด้วย

หากคุณเองก็เป็นคนหนึ่งที่มีความจำเป็นในการใช้งานเครื่องกำเนิดไฟฟ้า คิดว่ากำลังจะซื้อหามาใช้งาน มีบางสิ่งที่คุณควรรู้ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ แต่จะมีอะไรบ้างนั้นมาดูไปพร้อม ๆ กันเลย

ต้องรู้จักเรื่องของขนาด เครื่องปั่นไฟ

เครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่มีวางจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไปในปัจจุบันนั้นมีให้เลือกใช้อยู่หลายขนาดด้วยกัน ซึ่งถ้าคุณจะซื้อมาใช้งาน ก็ควรจะเลือกขนาดที่เหมาะสมกับงานให้มากที่สุด ซึ่งการแบ่งขนาดของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะแบ่งออกตามกำลังวัตต์ไฟ

1. เครื่องปั่นไฟขนาดเล็ก – ขนาดกลาง: กำลังไฟของเครื่องปั่นไฟขนาดเล็กจะอยู่ที่ 1-20 KVA ถ้าเป็นเครื่องขนาดกลางนั้นจะอยู่ที่ 20-50 KVA ซึ่งไซส์ของเครื่องตั้งแต่เล็กจนถึงกลางนี้ เหมาะสำหรับการใช้งานระดับครัวเรือน ใช้กับงานเกษตรกรรม ใช้เป็นแหล่งพลังงานสำรองในไซต์ก่อสร้างได้

2. เครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่: กำลังไฟของเครื่องขนาดนี้จะอยู่ที่ ประมาณ 50-100KVA ขึ้นไป ซึ่งเหมาะที่จะใช้กับงานในระดับอุตสาหกรรม โรงงานต่าง ๆ หรือในโรงแรม

นอกจากนี้แล้วก็ยังมีการแบ่งรูปแบบแยกย่อยออกมาเป็นแบบพิเศษ ซึ่งมีขนาดหลากหลาย โดยเป็นเครื่องประเภทไดอ๊อก ซึ่งสามารถที่จะปั่นไฟเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าได้ และยังสามารถใช้ในการเชื่อมโลหะได้อีกด้วย

วัตถุประสงค์ในการใช้งาน

หลังจากรู้ประเภทขนาดแล้ว จุดต่อมาที่ต้องรู้ก็คือ วัตถุประสงค์ในการใช้งานที่แท้จริงคืออะไร บางคนต้องการใช้สำหรับสำรองไฟเท่านั้น บางคนอาจต้องการนำไปใช้แทนกระแสไฟฟ้าหลักจากที่ส่งมาจากการไฟฟ้า บางคนอาจจะต้องการนำไปใช้ภาคสนามกับอุปกรณ์กลางแจ้งต่าง ๆ ซึ่งวัตถุประสงค์ที่แน่ชัดจะเป็นสิ่งที่ช่วยกำหนดเรื่องของขนาดและชนิดให้คุณได้แคบลง

หากว่าเป็นงานเล็กน้อยทั่วไป ไม่ได้ใช้บ่อยนัก ใช้สำรองไฟเป็นหลักก็ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ ใช้ขนาดเล็กก็น่าจะเพียงพอ ซึ่งช่วยคุณประหยัดในการซื้อลงไปได้มาก

ความถี่ในการใช้งาน

ความถี่หรือความบ่อยในการใช้งานก็เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาด้วย แม้ว่าจะเป็นเครื่องปั่นไฟไซส์เล็ก ก็จะมีรูปแบบเครื่องที่แตกต่างกันออกไปให้เลือกใช้งาน ซึ่งหลัก ๆ แล้วก็จะแบ่งย่อยเป็น 2 แบบคือ 

· เครื่องแบบมือฉุด

· เครื่องแบบแผงควบคุมอัตโนมัติ หรือ แบบใช้กุญแจ

หากว่าการใช้งานของคุณไม่ได้บ่อย ปีหนึ่งจะนำมาใช้ปั่นไฟเพียงไม่กี่ครั้ง ก็แนะนำว่าควรจะเลือกใช้แบบเครื่องมือฉุดจะดีกว่า เพราะหากเลือกซื้อเป็นแบบใช้กุญแจ อาจเจอปัญหาแพงวงจรเสื่อมได้ เนื่องจากเครื่องรูปแบบนี้ดีไซน์ออกมาให้ใช้งานบ่อย ๆ และต่อเนื่องนั่นเอง

อุปกรณ์ที่ต้องนำมาโหลดกับเครื่อง

ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ด้วย การต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าไปกับเครื่องปั่นไฟต้องคำนึงถึงเรื่องการโหลด ต้องไม่ให้มากไปจนเครื่องรับไม่ไหว อีกกรณีหนึ่ง เวลาจะเลือกซื้อควรจะต้องพิจารณาในส่วนนี้ด้วยว่า เราจะต้องใช้ผลิตกระแสไฟให้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าใดบ้าง การคำนวณนั้นอย่าเอาเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดมาคิดรวม เพราะในความเป็นจริง เราคงไม่ต่ออุปกรณ์ทุกชิ้นกับตัวเครื่องอยู่แล้ว

การคิดเผื่อไว้นั้นเป็นเรื่องดี แต่ถ้าคิดเผื่อมากเกินไปก็จะทำให้เราสิ้นเปลืองมากขึ้น เพราะเราจะเข้าใจว่าต้องซื้อเครื่องขนาดกลางหรือขนาดใหญ่มาใช้อย่างเดียวถึงจะเพียงพอ แต่ความจริงไม่จำเป็นเลย ซึ่งถ้าจะนำมาใช้ในบ้านและครัวเรือนต่าง ๆ หลัก ๆ ให้พิจารณาจากอุปกรณ์ที่กินไปมาก ๆ เช่น เครื่องปรับอากาศ เครื่องเสียง Stereo (หากเป็นชุดใหญ่ก็อาจจะใช้ไฟมากถึง 3,500 Watt เลย) เตาอบไมโครเวฟ เป็นต้น

นี่คือสิ่งที่คุณควรรู้ไว้ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องปั่นไฟ ถ้ารู้สิ่งเหล่านี้และนำมาพิจารณาร่วมกัน ก็จะช่วยให้คุณสามารถเลือกซื้อเครื่องมือชิ้นนี้ได้อย่างตรงความต้องการ ตอบโจทย์การใช้งานได้ครอบคลุม และได้ความคุ้มค่าไม่สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุนั่นเอง

พบกับบทความ เนื้อหาสาระดีๆ ที่จะมีอัพเดทให้คุณได้รู้เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ และ ที่อยู่อาศัย ไปกับเราได้ที่นี่

เครื่องปั่นไฟ

สว่านไร้สาย

สว่านไร้สาย เลือกแบบไหนอย่างไรถึงจะตรงใจตอบโจทย์การใช้งาน

จะว่าไปแล้วอุปกรณ์เครื่องมือช่างต่าง ๆ นั้นไม่เพียงมีความสำคัญต่อคนที่ประกอบอาชีพช่างเท่านั้น เพราะการมีมีอุปกรณ์ในเชิงช่างติดอยู่กับบ้านนั้น ก็สำคัญไม่แพ้กัน เวลาจะติดตั้งอะไรประกอบอะไรเล็กน้อย หากมีเครื่องมือพร้อม หลาย ๆ อย่างก็จะง่ายและสะดวกขึ้น ซึ่งอุปกรณ์อย่าง สว่านไร้สาย ก็จัดว่าเป็นสิ่งที่ช่างมืออาชีพและสมัครเล่นควรมีไว้ด้วยกันทุกคน

การเลือกซื้อสว่านสำหรับงานช่างนั้น หลายคนอาจจะเลือกเป็นสว่านไฟฟ้า ที่เอาไว้เพื่อใช้เจาะผนัง เจาะไม้ บางคนก็อาจจะเลือกซื้อเป็นสว่านแบบไร้สายที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ แค่ต้องเลือกระหว่าง 2 แบบนี้บางคนกก็รู้สึกว่าเลือกยากแล้ว นี่ตัวสว่านแบบไร้สายยังมีรูปแบบย่อยให้เลือกอีก แล้วจะเลือกแบบไหนถึงจะตอบโจทย์การใช้งานที่สุด มาดูกัน 

มีสาย VS ไร้สาย เลือกแบบไหนดี ?

ถ้าถามว่าระหว่างสว่านไฟฟ้า กับ สว่านไร้สาย อะไรดีกว่ากันก็ต้องตอบว่า ทั้งสองรูปแบบมีดีเหมือนกัน คือสามารถใช้สำหรับงานเจาะสิ่งต่าง ๆ ได้ทั้งคู่ แต่ก็จะมีข้อจำกัดที่แตกต่างกันออกไป

แบบไฟฟ้า: เหมาะกับงานเจาะที่ต่อเนื่องและต้องอาศัยกำลังการเจาะวัสดุที่สม่ำเสมอ แต่ข้อจำกัดคือเรื่องของความคล่องตัวในการใช้งาน เพราะใช้ไฟฟ้าจึงต้องมีการเสียบปลั๊ก ตัวสว่านต้องมีสายไฟทำให้ เวลานำไปใช้นอกสถานที่อาจไม่ค่อยสะดวกนัก

แบบไร้สาย: สว่านแบบนี้ใช้ได้กับงานทั่วไป จุดเด่นคือเรื่องความคล่องตัวในการใช้งานเพราะไม่มีสายไฟเกะกะ พกพาไปใช้ที่ไหนก็สะดวก แต่ข้อจำกัดก็คือ กำลังการเจาะอาจจะไม่สม่ำเสมอ เพราะใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ หากแบตเตอรี่อ่อนกำลัง เครื่องก็จะอ่อนแรงเจาะไปด้วย อีกทั้งราคาก็จะสูงกว่าแบบใช้ไฟฟ้าอยู่พอสมควร

จะเลือกแบบไหนนั้นก็ต้องพิจารณาดูจากงาน หากคุณใช้งานไม่บ่อย เจาะอะไรเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เลือกสว่านแบบไร้สาย ก็จะคล่องตัวและสะดวกกว่า แต่ถ้าต้องใช้เจาะต่อเนื่องแบบมืออาชีพก็ให้เลือกแบบมีสายก็จะดีกว่า

อย่าลืมเลือกขนาดของ สว่านไร้สาย

หากคุณตัดสินใจเลือกแล้วว่าต้องการใช้เป็นสว่านที่ใช้แบตเตอรี่ไร้สาย สิ่งต่อมาก็ให้มาพิจารณาเลือกในเรื่องขนาด ซึ่งปัจจุบันสว่านไร้สายก็จะแยกขนาดออกเป็น 2 กลุ่ม นั่นคือ

สว่านขนาดเล็ก 10.8V และ 12V.: สว่านแบบนี้จะตัวเล็กน้ำหนักเบาสะดวกต่อการพกพา แต่ด้วยขนาดที่เล็กกำลังส่งในการเจาะของสว่านก็จะน้อยลงตามไปด้วย หากใช้เจาะรูไม้หรือเหล็กที่ไม่เกิน 10mm. ก็ถือว่าใช้ได้สบาย แต่ถ้าต้องการเจาะลึกกว่านี้ก็คงจะไม่เหมาะสักเท่าไหร่

สว่านขนาดใหญ่ 18V.: สว่านไร้สายแบบนี้เหมาะกับช่างมืออาชีพเลย สามารถใช้กับงานได้หลากหลาย ทั้งงานเจาะและงานขันน็อต ด้วยกำลังไฟที่เพิ่มขึ้นขนาดที่ใหญ่ขึ้นจึงสามารถใช้เจาะงานได้มากมายทั้ง โลหะ ไม้ ปูน เจาะได้ทั้งหมด และส่วนใหญ่จะสามารถปรับรอบหมุนและเกียร์ได้ด้วย

ประเภทของสว่านก็อย่ามองข้าม

ตัวสว่านแบบไร้สายในปัจจุบันก็มีการทำแยกออกมาให้เหมาะสมกับงานเจาะแบบต่าง ๆ ด้วย โดยจะแยกประเภทตามลักษณะงาน

สว่านธรรมดา: อันนี้ก็คือ สว่านขนาดเล็ก 10.8V และ 12V ใช้เจาะไม้ เจาะเหล็กทั่วไปแบบไม่ลึก

สว่านกระแทก: แบบนี้จะสามารถใช้เจาะปูน เจาะผนังอิฐได้ ถ้าเป็นไร้สายแบบขนาดเล็ก ก็จะเจาะผนังได้ไม่เกิน 8 mm. หรือไม่อย่างนั้นถ้าต้องการความลึกที่มากกว่านี้เล็กน้อยก็ให้เลือกเป็นตัวใหญ่ไปเลยก็ได้

สว่านโรตารี่: หากเน้นการเจาะปูนและคอนกรีตก็แนะนำเป็นสว่านแบบนี้ เลือกกำลังสัก 12V ก็จะสามารถเจาะผนังได้ลึกถึง 12 mm.ได้เลยทีเดียว

ไขควงกระแทก: รูปแบบนี้จะคล้าย ๆ สว่าน แต่ไม่ใช่สว่าน มีแบบไร้สายเช่นกัน ถ้าเน้นงานไข งานขันก็ต้องเลือกใช้เป็นแบบนี้ถึงจะเหมาะที่สุด สามารถใช้กับงานเจาะได้บ้าง แต่รูที่เจาะอาจจะไม่เรียบสวยเหมือนสว่านและเจาะได้ไม่ลึกมาก แนะนำว่าถ้าจะเจาะให้ใช้เป็นสว่านจะเหมาะสมกว่า

เหล่านี้เป็นคำแนะนำในการเลือกสว่านไร้สายให้ตอบโจทย์ความต้องการและเหมาะสมกับการนำไปใช้งานในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งหวังว่าคำแนะนำเหล่านี้น่าจะพอช่วยให้คุณเลือกสว่านที่ตรงใจคุณที่สุดกันได้บ้าง

ติดตามบทความ เนื้อหาสาระดีๆ เกี่ยวกับบ้าน และ ไลฟ์สไตล์ไปกับเราได้ ที่นี่

สว่านไร้สาย

หม้อทอดไร้น้ำมัน

เคล็ดลับการเลือก หม้อทอดไร้น้ำมัน จะรู้ได้อย่างไรว่าแบบไหนที่เหมาะกับการใช้งานของเรา

ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา หม้อทอดไร้น้ำมัน ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากการกักตัวในช่วงสถานการณ์โควิด 19 ทำให้หลายคนต้องกักตัวอยู่บ้านและประกอบอาหารทานเอง หม้อทอดจึงได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วเนื่องจากเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ใช้งานง่าย มีขนาดไม่ใหญ่มากและทำอาหารได้หลายประเภท สำหรับใครที่สนใจและอยากได้มาไว้ทำอาหารเราก็มีเคล็ดลับดี ๆ ในการเลือกซื้อมาบอกกัน

เคล็ดลับการเลือกซื้อหม้อทอดไร้น้ำมันแบบง่าย ๆ ให้ได้รุ่นที่ตรงใจ

· เลือกจากความจุ ความจุของหม้อเป็นสิ่งที่จำเป็นในการใช้งาน เพราะแต่ละขนาดจะใส่อาหารได้ไม่เท่ากัน หากบ้านมีสมาชิกหลายคนควรเลือกหม้อที่มีขนาดใหญ่เพราะใส่อาหารได้มากกว่า เช่น หม้อทอดที่มีความจุ 3 ลิตรขึ้นไป แต่หากทำอาหารไม่บ่อยหรือใช้งาน 1 – 2 คน เหมาะสำหรับหม้อขนาดเล็ก เช่น ความจุ 1.2 ลิตร หรือ 2 ลิตร เพื่อให้ใส่อาหารได้เพียงพอและสามารถทำอาหารได้ในครั้งเดียว ไม่ต้องทำหลายรอบ

· เลือกจากฟังก์ชันการใช้งาน หม้อทอดแต่ละรุ่นจะมีฟังก์ชันการทำอาหารมาให้ในตัวเพื่อช่วยให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น โดยจะบอกว่าอาหารแต่ละประเภทใช้เวลาเท่าไหร่และใช้อุณหภูมิเท่าไหร่เพื่อช่วยให้ทำอาหารได้ง่ายขึ้น เช่น ปีกไก่ทอด ใช้อุณหภูมิ 160 องศา ใช้เวลา 15 นาที เพราะหากตั้งอุณหภูมิหรือตั้งเวลาไม่เหมาะสมกันจะทำอาหารไม่สุกหรือทำให้อาหารไหม้ได้

· เลือกจากระบบการใช้งาน โดยจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่ ระบบ digital คือการใช้งานแบบปุ่มกด และแบบหมุน หากใครสะดวกแบบหมุนควรเลือกรุ่นที่มีการใช้งานแบบหมุน มีความทนทาน แต่หากใครที่ชอบความสะดวกเหมาะสำหรับการใช้งานแบบปุ่มกด เพราะกดใช้งานง่ายกว่า

· เลือกจากวัสดุ หม้อแต่ละรุ่นจะมีการใช้วัสดุที่ไม่เหมือนกัน ควรเลือกรุ่นที่เลือกใช้วัสดุอย่างดีและช่วยป้องกันการเกิดสนิมได้ เพราะจะช่วยยืดอายุการใช้งานได้นานกว่า ช่วยป้องกันวัสดุลอกและเกิดสนิม นอกจากนี้ยังควรเลือกวัสดุที่เคลือบเทปล่อนเพราะช่วยป้องกันไม่ให้อาหารติดหม้อได้ อีกทั้งยังช่วยให้ล้างทำความสะอาดได้ง่ายขึ้นด้วย

· เลือกจากยี่ห้อ ยี่ห้อเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการใช้งานได้ เพราะหากเลือกยี่ห้อที่ดีและได้มาตรฐานก็จะช่วยให้ใช้งานได้นานขึ้น โดยมีอายุการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 5 ปี แต่หากเลือกยี่ห้อที่ดีและมีการดูแลรักษาที่ดีก็จะช่วยให้ใช้งานได้นานยิ่งขึ้น เช่น หม้อทอดไร้น้ำมัน tefal ที่ได้มาตรฐานและสามารถใช้งานได้นานหลายปี ช่วยให้หม้อทอดไม่เสื่อมสภาพง่าย

เคล็ดลับการใช้หม้อทอดไร้น้ำมัน

· การวอร์มหม้อก่อนใช้ ก่อนทอดควรวอร์มหม้อให้ร้อนประมาณ 2 – 5 นาที ด้วยไฟปานกลางเพื่อให้หม้อทำอุณหภูมิได้เร็วขึ้น และช่วยให้อาหารสุกเสมอกันได้ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดเวลาการทำอาหารลงได้ด้วย

· สามารถเปิดดูระหว่างที่หม้อทำงานได้ ระหว่างที่หม้อทำงานบางรุ่นออกแบบมาให้สามารถเปิดดูได้ว่าอาหารใกล้จะสุกหรือยังเพื่อตั้งค่าการใช้งานให้เหมาะกับอาหารได้ ช่วยป้องกันไม่ได้อาหารไหม้ได้ เมื่อปิดหม้อเข้าไปเครื่องจะทำงานต่อโดยอัตโนมัติ แต่ไม่ควรเปิดบ่อยจนเกินไปหรือเปิดทิ้งไว้นานเกินไปเพราะจะทำให้ความร้อนลดลงและต้องเริ่มทำงานใหม่

· การทาน้ำมันพืชจะช่วยให้อาหารกรอบขึ้นได้ สำหรับใครที่อยากให้อาหารกรอบและไม่ติดหม้อสามารถทาน้ำมันพืชที่ตะแกรงทอดหรือผิวอาหารได้ จะช่วยให้หนังอาหารกรอบและช่วยป้องกันอาหารติดหม้อได้ ช่วยให้ทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น ส่วนการทำความสะอาดก็สามารถล้างออกได้โดยไม่ต้องแช่ทิ้งไว้ข้ามวัน

หม้อทอดไร้น้ำมันเป็นเครื่องครัวที่มีการใช้กันมานานแล้วไม่ได้เพิ่งจะมีในสมัยนี้ เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่สามารถใช้ทอด อุ่น ย่าง และอบได้ หากใครที่ชอบทำอาหารและต้องการความสะดวกสบายหม้อทอดก็ถือเป็นทางเลือกที่ดีเพราะช่วยให้คุณทำอาหารได้แบบไม่ยุ่งยากในไม่กี่นาที อีกทั้งยังช่วยทำอาหารทอดกรอบได้โดยไม่ต้องใช้น้ำมันด้วย หากใครสนใจก็สามารถสั่งซื้อมาลองใช้กันได้ มีราคาไม่แพง มีให้เลือกตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพันเลย  หม้อทอดไร้น้ำมัน

ชั้นวางของ

เทคนิคการเลือก ชั้นวางของ ให้เหมาะกับการใช้งานของคุณ

บ้านน่าอยู่ทำให้จิตใจของเราก็พลอยสดชื่นแจ่มใสไปด้วย ดังนั้นเราจึงควรจัดบ้านของเราให้น่าอยู่และเป็นระเบียบอยู่เสมอ แต่หลายคนบอกว่า เป็นคนชอบซื้อของสะสม ของที่บ้านเยอะมาก หาที่เก็บไม่ได้ ทำได้แค่ยัด ๆ ไว้ในตู้เท่านั้น วันนี้เราเลยจะมาแนะนำการจัดบ้านให้เป็นระเบียบดูสะอาดตา พร้อมกับความสวยงามและยังทำให้เราสามารถหยิบของมาใช้ได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องคอยเปิดตู้คุ้ยหาของให้ลำบาก แค่เลือกเฟอนิเจอร์ อย่าง ชั้นวางของ ให้เหมาะสมกับการใช้งานเท่านี้ก็ช่วยคุณได้มากแล้ว 

1. ทางเข้าบ้าน สิ่งสำคัญที่สุดก็คือชั้นวางรองเท้า การมีชั้นวางสวย ๆ ก็ช่วยส่งเสริมให้บ้านดูดีมากขึ้น ดังนั้นจึงควรหาชั้นวางรองเท้าที่มีดีไซน์และสวยงามเพื่อให้การจัดวางรองเท้าเป็นไปอย่างมีระเบียบมากขึ้น 

2. ห้องครัว ห้องครัวถือว่าเป็นห้องที่มีของต้องหยิบต้องใช้กับเยอะมาก แถมเราจำเป็นต้องใช้วันละหลายครั้งทุกวัน การมีชั้นวางของที่อำนวยความสะดวกแก่คุณในการหยิบใช้ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุหรือความเสียหายในครัวได้ 

– ชั้นวางของแบบเลื่อนได้ เหมาะสำหรับวางแก้วน้ำ จานชามที่ต้องการเคลื่อนที่ สามารถนำออกไปใช้ด้านนอกเมื่อมีการปาร์ตี้ก็ได้ หรือใช้ใส่อาหารร้อน ๆ หลีกเลี่ยงการยกก็ได้ หรือใช้สำหรับใส่จานหนัก ๆ และเคลื่อนย้ายไปตามมุมต่าง ๆ ของบ้านได้อย่างสะดวกสบาย 

– ชั้นพลาสติกใส่จาน หลายครั้งที่เราล้างจานแล้วรู้สึกว่า บริเวณที่คว่ำจานบนซิงก์ล้างจานไม่เพียงพอ แต่ถ้าจะใส่ไว้ในตู้จานก็ยังไม่แห้งอาจจะส่งผลให้ตู้เก็บของเราเกิดเชื้อราขึ้นได้ ดังนั้นชั้นวางของพลาสติกจึงตอบโจทย์ในส่วนนี้ เพราะมีล้างจานเสร็จแล้วก็สามารถคว่ำจานลงได้ทันที และมีฝาปิดเพื่อป้องฝุ่นละอองหรือสิ่งสกปรกที่จะลอยมาเกาะจานได้อีกด้วย 

– ชั้นวางของติดผนัง เหมาะสำหรับอุปกรณ์ชิ้นเล็ก ๆ เช่น ตะหลิว ทัพพี สามารถใช้แขวนไว้ข้างผนังเพื่อสะดวกในการหยิบมาใช้ได้ เนื่องจากอุปกรณ์เหล่านี้มีขนาดเล็ก ดังนั้นการนำมาแขวนไว้นอกกจากจะช่วยให้หาได้ง่ายแล้วยังสะดวกในการเปลี่ยนหรือหยิบจับมาใช้งานได้คล่องมือมากขึ้น

3. ห้องรับประทานอาหาร บางบ้านอาจจะไม่ได้มีการกั้นโซนแยกระหว่างห้องรับแขกและห้องทานอาหาร การนำชั้นมากั้นไว้ก็เป็นการแบ่งพื้นที่ของบ้านให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น สามารถนำของโชว์มาตั้งตกแต่งให้ดูสวยงามเรียบร้อยได้อีกด้วย

4. ห้องนั่งเล่น และห้องรับแขก ห้องรับแขกถือว่าเป็นหัวใจของบ้าน เพราะเป็นห้องที่มีคนใช้มากที่สุดไม่ว่าจะเป็นแขก หรือเจ้าของบ้านที่ใช้เวลาในส่วนนี้กับครอบครัว ดังนั้นห้องรับแขกถือว่าเป็นหน้าเป็นตาของบ้าน การเลือกชั้นวางของมาประดับตกแต่งหรือใช้งาน จึงควรเลือกแบบที่สวยงามและใช้งานง่ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็นชั้นวางทีวี หรือหากใครสะสมแผ่นหนังหรือแผ่นเสียงก็ควรหาชั้นเล็ก ๆ สักชั้นเอาไว้โชว์ของสะสมก็ได้ 

5. ห้องนอน เป็นห้องที่ส่วนตัวมากที่สุดและต้องใช้ในการพักผ่อน ดังนั้นเราอาจจะมีชั้นวางของในส่วนของห้องแต่งตัวเพื่อใช้เก็บเครื่องประดับ อาจจะเป็นชั้นวางของติดผนัง ไว้วางหมวก แว่นตา เพื่อให้ง่ายต่อการใช้สอยก็ได้ หรือจะมีชั้นที่ไว้สำหรับกั้นพื้นที่เพื่อแบ่งโซนภายในบ้านอาจจะวางของสะสม หนังสือ หรือต้นไม้ก็ได้

นอกจากภายในบ้านแล้ว ภายนอกบ้านก็ยังสามารถนำชั้นลอยไปตกแต่งเพื่อเก็บอุปกรณ์ทำสวนได้อีกด้วย หรือจะเป็นชั้นไว้สำหรับวางต้นไม้ประดับก็ทำให้บ้านดูร่มรื่นสดชื่นขึ้น หรือถ้าใครที่อยู่คอนโดอยากจะจัดการของต่าง ๆ ให้เป็นระเบียบและใช้สอยได้ง่ายมากขึ้น การหาชั้นวางของสวย ๆ มาตั้งไว้ก็เป็นทางเลือกที่ดี หรือจะนำมาวางโชว์ของสะสมก็เก๋ไปอีกแบบ

นี่ก็เป็นเทคนิคง่าย ๆ ที่เราสามารถนำชั้นที่ดูเหมือนเป็นของธรรมดามาใช้งานให้ถูกต้องเหมาะสมกับความต้องการของเรา เท่านี้ก็เพิ่มความเป็นระเบียบและสะดวกในการใช้สอยให้บ้านของเรามากขึ้นแล้ว หากใครกำลังอยากจะจัดบ้านใหม่ลองหาชั้นวางเก๋ ๆ ไปจัดของที่บ้านดู รับรองว่าออกมาดีแน่นอน

พบกับบทความเนื้อหาสาระดีๆ เกี่ยวกับบ้าน และ ไลฟ์สไตล์ กับเราได้ ที่นี่

ชั้นวางของ

แวมไพร์ทไวไลท์ 2

แวมไพร์ทไวไลท์ 2  หนังดีในความทรงจำที่คอหนังยังไม่ลืม

สำหรับวันหยุดยาวในช่วงปีใหม่นี้ หลายคนคงกำลังมองหากิจกรรมทำ จะออกไปเที่ยวแต่ก็เบื่อกับผู้คนมากมายที่หลั่งไหลกันไปต่างจังหวัด อยากจะซุกอยู่ใต้ผ้าห่มผืนโปรดพร้อมกับสัตว์เลี้ยงคู่ใจในช่วงเวลาอากาศเย็น ๆ ป๊อปคอร์นอร่อย ๆ สักถ้วยไปพร้อมกับหนังเรื่องโปรด ก็นับว่าเป็นช่วงเวลาของวันหยุดที่ยอดเยี่ยมแล้ว วันนี้เราเลยมีหนังดีในความทรงจำที่เรียกได้ว่าฮิตตลอดกาลและยังคงเป็นหนังในความทรงจำของหลาย ๆ คน นั่นคือ แวมไพร์ทไวไลท์ 2 นั่นเอง

แวมไพร์ทไวไลท์ถือว่าเป็นหนังที่เรียกความสนใจไปจากหนังแวมไพร์ที่เคยมีมาก็ว่าได้ เพราะเราจะได้พบกับแวมไพร์สายพันธ์ใหม่ ๆ ความสามารถใหม่ ๆ ที่มีมากกว่าหนังแวมไพร์ที่เอาแต่ดูดเลือดอย่างเดียวในสมัยก่อน ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกปรับให้มีความทันสมัยและได้หยิบยกความแปลกใหม่ ความตื่นตาตื่นใจ เนื้อเรื่องชวนฝันที่ใครดูแล้วต้องอยากเป็นนางเอกของเรื่องนี้ และอดที่จะคลั่งไคล้ตัวละครในนี้ไม่ได้อย่างแน่นอน แต่ถ้าใครยังไม่เคยดูมาก่อนเราลองไปทำความรู้จักกับหนังเรื่องนี้กันดีกว่า 

หนังเรื่องนี้ถูกสร้างจากนิยายมาก่อนโดยมีการดัดแปลงเนื้อหาบางส่วนให้ได้อรรถรสมากยิ่งขึ้น ซึ่งมาจากนิยายที่ชื่อว่า แรกรัตติกาล ( Twilight) ซึ่งเป็นเรื่องราวความรักของคนกับแวมไพร์ ภาคต่อของนิยายเรื่องนี้คือ นวจันทรา (New Moon) , คราสสยุมพร (Eclipse) และ รุ่งอรุโณทัย (Breaking Dawn) ซึ่งผู้แต่งก็คือ สเตเฟนี เมเยอร์ โดยนิยายเรื่องนี้ได้ถูกทำเป็นภาพยนตร์ในชื่อเรื่องว่า แวมไพร์ ทไวไลท์ (Twilight) เป็นภาพยนตร์อเมริกันปี พ.ศ. 2551 มี 5 ภาคด้วยกันได้แก่ 

1. Twilight (แวมไพร์ ทไวไลท์)

2. The Twilight Saga: New Moon ( แวมไพร์ ทไวไลท์ : นิวมูน)

3. The Twilight Saga: Eclipse (แวมไพร์ ทไวไลท์ : อิคลิปส์)

4. The Twilight Saga: Breaking Dawn: Part 1 (แวมไพร์ ทไวไลท์ : เบรคกิ้งดอว์น ภาค 1)

5. The Twilight Saga: Breaking Dawn: Part 2 (แวมไพร์ ทไวไลท์ : เบรคกิ้งดอว์น ภาค 2)

เรื่องย่อมีอยู่ว่า เบลล่า สวอน เด็กสาวอายุ 17 เธอต้องย้ายมาอยู่บ้านของสามีใหม่แม่ของเธอ จำใจต้องย้ายมาอยู่โรงเรียนใหม่เช่นเดียวกัน ซึ่งที่นี่ก็ทำให้เธอได้พบกับชายหนุ่มสุดหล่อที่แตกต่างจากคนอื่นทั่วไปซึ่งเขาก็คือ เอ็ดเวิร์ด คัลเลน พระเอกของเรื่อง ซึ่ง เอ็ดเวิร์ด คัลเลน ได้มีโอกาสช่วยชีวิต เบลล่า สวอนไว้ ทำให้ทั้งสองได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นและ เบลล่าก็ได้รู้ความจริงที่ว่า เอ็ดเวิร์ดเป็นแวมไพร์ เรื่องราวความรักของทั้งคู่จะเป็นอย่างไร คนกับแวมไพร์จะสามารถรักกันได้หรือไม่ต้องติดตามต่อในภาพยนตร์

หลายคนอาจคิดว่าแค่เรื่องย่ออาจจะดูไม่แตกต่างจากหนังเรื่องมากนัก แต่เรื่องนี้การันตีความยิ่งใหญ่ด้วยปรากฏการณ์ต่าง ๆ ของเหล่าแฟน ๆ ที่มารวมตัวกันหลายเหตุการณ์เลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น 

ปรากฏการณ์ขายดีของหนังสือทไวไลท์ หนังสือถูกขายไปทั่วโลกกว่า 170 ล้านเล่ม และยังได้รับการแปลไปกว่า 38 ภาษา เป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดตลอดกาลในปี 2008 และยังได้รับรางวัลวรรณกรรมยอดเยี่ยมอีกต่างหาก 

ชุดเสื้อผ้าในภาพยนตร์ ที่เป็นที่จดจำมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้น ชุดแต่งงานของ เบลล่าใน Breaking Dawn – Part 1 ที่มีมูลค่ากว่า 35,000 เหรียญ จากนักออกแบบฝีมือดี Carolina Herrera เรียกเสียงชื่นชมจากแฟน ๆ ได้เป็นอย่างดี 

ปรากฏการณ์การจองตั๋วล่วงหน้าของภาคสุดท้ายของแวมไพร์ทไวไลท์ ที่เปิดขายในอเมริกาวันแรกสามารถมียอดขายถึง 1.17 ล้านเหรียญ ในวันที่ 1 ตุลาคม มากกว่าทุกภาคของแวมไพร์ทไวไลท์ที่ผ่านมา 

ปรากฏการณ์ความคลั่งไคล้ เอ็ดเวิร์ด พระเอกของเรื่อง เรียกได้ว่าเรียกเสียงกรี๊ดจากเหล่าสาว ๆ ได้ท่วมท้น และด้วยผลโหวต 38 เปอร์เซ็นต์ทำให้เค้ากลายเป็นแวมไพร์ที่ได้รับความนิยมและชื่นชมมากสูงสุดตลอดกาล

และนี่ก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ของกระแสภาพยนต์เท่านั้น หากใครมีวันหยุดที่น่าเบื่อลองหา แวมไพร์ทไวไลท์ 2 มาดูในช่วงวันหยุดก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะเนื้อหากำลังเข้มข้นเลยทีเดียว แต่ถ้าใครมีแฟนก็ยิ่งต้องไม่พลาดเรื่องนี้ เพราะ แวมไพร์ทไวไลท์ 2 จะเป็นช่วงที่พระนางของเรื่องรักกันแล้ว แต่ว่าอุปสรรคก็ต้องมีมาขวาง แต่ว่าเรื่องราวจะดำเนินไปอย่างไรจนถึงภาคสุดท้าย ต้องติดตามดู

พบกับบทความ เนื้อหาสาระดีๆ ที่จะช่วยให้คุณอัพเดทเทรนด์ และ ไลฟ์สไตล์ไปกับเราได้ ที่นี่ แวมไพร์ทไวไลท์ 2

ปฏิทิน 2564

5 เรื่องน่ารู้ของปฏิทินที่คุณรู้แล้วจะต้องทึ่ง 

พอพูดถึงเรื่องของปฏิทินหลายคนอาจจะคิดว่า ไม่ได้มีเรื่องที่น่าสนใจ เพราะเป็นเพียงสิ่งที่บอกวันที่เท่านั้น แต่แท้จริงแล้วกว่าเราจะมีปฏิทินใช้กันได้ ก็ได้ถูกคิดค้นขึ้นในหลากหลายรูปแบบและถูกพัฒนามาตลอดระยะเวลาที่ยาวนานจนมาเป็นปฏิทินที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในทุกวันนี้ และเมื่อเรากำลังจะเข้าสู่ปีใหม่ หลายคนคงมองหา ปฏิทิน 2564 กันอยู่ ดังนั้น เราจะมาลองทำความรู้จักกับปฏิทินให้มากขึ้นกันดีกว่า

· ความหมายของคำว่า ปฏิทิน ในภาษาอังกฤษ คือ “Calendar” 

Calendar มาจากภาษากรีกโบราณที่เรียก ว่า “Kalend” สามารถแปลในภาษาอังกฤษว่า “I cry” ซึ่งในสมัยก่อนคนจะใช้คำนี้ในการป่าวร้องบอกวันที่จะขึ้นต้นเดือนใหม่ และเป็นการส่งสัญญาณบอกลูกหนี้ว่าถึงกำหนดชำระแล้ว ในเวลาต่อมาก็กลายเป็นการป่าวร้องเพื่อบอกข่าว จนได้เกิดปฏิทินขึ้นเพื่อใช้แทนคนบอกข่าว 

· ปฏิทินมีมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์

ความชาญฉลาดของมนุษย์ทำให้ปฏิทินถูกคิดค้นตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์โดยชาว บาบิโลนเนียน พวกเขาใช้ความช่างสังเกตระยะและทิศทางของดวงจันทร์หรือที่เราเรียกกันว่า ข้างขึ้นข้างแรม ซึ่งจะนับว่าครบ 1 เดือนเมื่อเกิดข้างขึ้นข้างแรม 1 รอบ และเมื่อเกิดข้างขึ้นข้างแรมครบ 12 รอบ ฤดูกาลก็จะวนจะกลับมาอีกครั้ง ชาวบาบิโลนเนียนจึงกำหนดให้ 1 ปี มี 12 เดือนนั่นเอง หลังจากนั้นมาการใช้ปฏิทินนี้ก็ได้แพร่หลายไปตามอาณาจักรโดยรอบ แต่ชนชาติที่นำไปใช้และพัฒนาได้ก้าวหน้าก็คือชาวอียิปต์โบราณ ซึ่งพัฒนาจนได้ปฏิทินที่เรียกว่า ปฏิทินจูเลียน ที่ 1 ปีมี 365 วัน ใช้กันมาจนถึง ค.ศ. 1582 จึงเกิดการแก้ไขเป็นระบบเกรโกเลี่ยน

· ปฏิทินมี 2 แบบ อ้างอิงจากดวงจันทร์ และอ้างอิงจากพระอาทิตย์ 

– ปฏิทินแบบจันทรคติ (Lunar Calendar) เป็นแบบที่อ้างอิงจากดวงจันทร์แบบของชาวบาบิโลนเนียนนั่งเอง ซึ่งจะอ้างอิงจากข้างขึ้นข้างแรมและการโคจรของดวงจันทร์

– ปฏิทินแบบสุริยคติ : (Solar Calendar) คือ เป็นแบบที่อ้างอิงจากการโคจรของพระอาทิตย์ ซึ่งจะมีความสอดคล้องกับฤดูกาล ระยะเวลาของปีจะมีความใกล้เคียงกับระยะเวลาของฤดูกาล

· ปฏิทินพัฒนาอยู่เสมอ

ในอดีตปฏิทินจะถูกสลักไว้ตามแผ่นดินเหนียวแต่เมื่อวันเวลาผ่านไปมีการคิดค้นกระดาษขึ้นมา ปฏิทินจึงได้เริ่มถูกบันทึกลงกระดาษเพื่อใช้บอกวันเวลาของคนในสมัยก่อน ซึ่งจากการบันทึกลงกระดาษธรรมดาก็ได้ถูกพัฒนาให้มีรูปแบบที่มีสีสันและใช้งานได้ง่ายมากยิ่งขึ้น 

· ปฏิทินในประเทศไทย

ประเทศไทยใช้ปฏิทินนับปีตามปีมหาศักราชและจุลศักราชตามลำดับ ซึ่งเป็นปฏิทินแบบจันทรคติมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้มีการรับสั่งให้เปลี่ยนมาใช้ปฏิทินแบบสุริยคติแบบเกรโกเลี่ยนที่ใช้เป็นสากลในปีจุลศักราช 1240 หรือปี พ.ศ. 2431 นั่นเอง ซึ่งในตอนนั้นจะใช้เดือนแรกของปีเป็นเดือนเมษายน และได้มีการเปลี่ยนมาใช้รัตนโกสินทรศก จนมาใช้พุทธศักราชถึงปัจจุบัน แต่ในสมัย ป.พิบูลสงครามได้มีการปรับให้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งเริ่มใช้เมื่อปี พ.ศ. 2484

นี่ก็เป็นเรื่องราวของปฏิทินแบบคร่าว ๆ ที่อยากให้หลายคนได้รู้กันหวังว่าคนที่กำลังมองหา ปฏิทิน 2564 อยู่จะได้ความรู้เพิ่มเติมไปด้วย ที่สำคัญในปัจจุบันปฏิทินเริ่มมีความสวยงามและน่าใช้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ปฏิทินตั้งโต๊ะ ที่สามารถตั้งไว้ดูสำหรับโต๊ะทำงานได้ ถ้าสังเกตจะเห็นได้ว่านอกจากจะมีความสวยงามแล้วยังมีช่องให้จดบันทึกนัดหมายหรือเหตุการณ์สำคัญได้อีกด้วย เรียกได้ว่า ปฏิทินตั้งโต๊ะ ตอบโจทย์สำหรับคนทำงานจริง ๆ หรือถ้าใครเป็นสายมูเตลู ชอบดูฤกษ์ยามดี ๆ สำหรับการค้าขาย ปฏิทินจีนแบบฉีกก็เป็นทางเลือกที่ดีเช่นกัน ส่วนปฏิทินแขวนนอกจากจะใช้ดูวันที่แล้วภาพสวย ๆ บนปฏิทินก็ยังสามารถนำมาเป็นของตกแต่งบ้านได้อีกด้วย เรียกได้ว่าประโยชน์หลายอย่างเลยทีเดียว

สำหรับใครที่ยังไม่มีไอเดียในการหาของขวัญปีใหม่ ปฏิทิน 2564 ถือว่าตอบโจทย์ได้ดีทีเดียว เพราะนอกจากจะราคาจับต้องได้แล้วยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงแน่ เพราะทุกบ้านต้องมี ยังไงปีใหม่นี้ลองหาปฏิทินสวย ๆ ไปฝากเพื่อนพี่น้องหรือคนที่คุณรัก

พบกับบทความเนื้อหาสาระดีๆ ไปกับเราได้ที่นี่

ปฏิทิน 2564

ต้นคริสต์มาส

ความลับของต้นคริสต์มาสที่คุณอาจยังไม่รู้ 

เมื่อลมหนาวในเดือนธันวาคมเข้ามาเยือน หลาย ๆ คนคงคิดถึงบรรยากาศแห่งความสุขที่จะมากับเดือนนี้ด้วย ซึ่งก็คงหนีไม่พ้น วันคริสต์มาสนั่นเอง เพราะเป็นช่วงเวลาเทศกาลแห่งความสุขที่ใกล้กับช่วงปีใหม่ หลาย ๆ คนก็จะเริ่มหาของขวัญมาแลกกันในครอบครัว ที่ทำงาน เพื่อน ซึ่งแน่นอนสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับเทศกาลนี้ก็คือ ต้นคริสต์มาส นั่นเอง แต่ว่าเห็นต้นไม้ที่ประดับไว้สวย ๆ แบบนี้หลายคนรู้หรือไม่ว่าเกิดมาจากอะไร 

หากจะพูดถึงเรื่องราวที่เป็นตำนาน ต้นคริสต์มาสถือว่าเป็นต้นที่ประจำอยู่บนสวนสวรรค์ เป็นต้นไม้ที่มีสีเขียวตลอดทุกฤดู ซึ่งแทนความความหมายของความเป็นนิรันดรของพระเยซู  แต่หากพูดถึงในอดีตก็มีเรื่องราวเล่าว่า ในช่วงศตวรรษที่ 8 มีมิชชันนารีคนหนึ่งชื่อ เซนต์บอนิเฟส เป็นชาวอังกฤษได้เดินทางไปเผยแผ่เรื่องของพระเจ้าที่ประเทศเยอรมนี ซึ่งระหว่างเดินทางนั้นได้พบเด็กคนหนึ่งกำลังจะถูกฆ่าเป็นบูชายัญที่ใต้ต้นโอ๊ก มิชชันนารีสงสารจึงได้โค่นต้นโอ๊กเพื่อช่วยเหลือเด็กคนนี้ไว้จนได้พบต้นสนต้นหนึ่งอยู่ที่โคนต้นโอ๊ก จึงขุดต้นสนมอบให้คนในพิธีเพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ของการมีชีวิต พร้อมทั้งมอบชื่อให้ว่า ต้นกุมารพระคริสต์ หลังจากนั้น  หัวหน้าของคริสตจักรชาวเยอรมัน ชื่อว่า มาร์ติน ลูเธอร์ ได้ ตัดต้นสนไปประดับในบ้านช่วงเดือนธันวาคม ปี ค.ศ.1540 และนี่เองทำให้ต้นคริสต์มาสเริ่มแพร่กระจายไปสู่ประเทศอังกฤษและทั่วโลก ในช่วงหลังจากศตวรรษที่ 19 

จะเห็นได้ว่าต้นคริสต์มาสมีความสำคัญกับศาสนาคริสต์มาอย่างยาวนานและได้แพร่กระจายไปสู่ทั่วมุมโลก จนกลายเป็นว่าทุกศาสนาหรือไม่มีศาสนาก็สามารถมาร่วมเฉลิมฉลองและมีความสุขไปกับวันนี้ได้ เราจึงสามารถเห็น ต้นคริสต์มาส ขนาดใหญ่ ถูกประดับตกแต่งในทุกพื้นพื้นที่ ไม่ว่าเป็นห้างสรรพสินค้า หรือตามสถานที่สำคัญรวมไปถึงบ้านต่าง ๆ อีกด้วย แต่หลายคนคงสงสัยว่า ในตำนานมีพูดแค่ต้นสนอย่างเดียวแต่ทำไมในปัจจุบันจึงมีของตกแต่งเพิ่มเต็มไปหมด ความจริงแล้วของตกแต่งบนต้นคริสต์มาสนั้นมีความหมายในตัวเองเรามาลองดูกันว่าแต่ละอย่างมีความหมายว่าอย่างไร

ของตกแต่งบน ต้นคริสต์มาส นั้นมีความหมายอะไรบ้าง

1. ดาว ดาวเป็นองค์ประกอบที่ถูกวางไว้บนสุดของต้นสน ซึ่งความหมายนั้นแบ่งออกเป็น 2 ตำนาน คือ ตำนานแรกเรียกดาวนี้ว่า Star of Bethlehem ตำนานเล่าว่าโหราจารย์ท่านหนึ่งได้มองเห็นดวงดาวที่เจิสจรัสอยู่บนท้องฟ้า จึงได้เดินทางตามแสงของดาวดวงนั้น จนไปถึงเมืองเบธเลเฮมและพบสถานที่ประสูติของพระเยซูที่ ดังนั้นจึงให้ดาวเป็นสัญลักษณ์ของการเสด็จลงมาจุติบนโลกมนุษย์ของพระเยซู ตำนานที่สองเกิดขึ้นก่อนสมัยคริสตกาลในหมู่ชาวยิว ซึ่งชาวยิวเชื่อว่า ดาวนี้สามารถไล่สิ่งชั่วร้ายไม่ว่าจะเป็นภูตผีหรือปีศาจได้ เป็นสัญลักษณ์ที่แพร่หลายในตะวันออกกลาง ซึ่งเรียกดาวนี้ว่า ดาวของดาวิด (Star of David) 

2. กระดิ่ง และระฆัง ตามตำนานในก่อนคืนวันคริสต์มาส มีเสียงกระดิ่งดังก้องกังวานไปทั่วเป็นการเฉลิมฉลองที่พระเยซูประสูติซึ่งตรงกับวันที่ 24 ธันวาคมตรงกับวันคริสต์มาสอีฟ ดังนั้นการสั่นกระดิ่งหรือตีระฆังจึงมีนัยยะว่าสามารถลดพลังงานไม่ดีลงได้ แต่ในปัจจุบันใช้เป็นสัญญาณของการเริ่มต้นวันคริสต์มาส 

3. พวงมาลัยคริสต์มาส หรือรู้จักกันในชื่อที่เรียกว่า หรีดคริสต์มาส มักจะใช้ประดับหลากหลายที่ ไม่ว่าจะเป็นประตูบ้าน ก็ได้ มีความเชื่อที่ว่าจะช่วยขับไล่สิ่งชั่วร้ายและนำความโชคดีมาให้ และเป็นสัญลักษณ์เพื่อรำลึกถึงมงกุฎของพระเยซู

4. แอปเปิ้ล หลายคนอาจจะไม่คุ้นเคยกับการใช้แอปเปิ้ลมาประดับ แต่สำหรับคนที่ศรัทธา ลำต้นของแอปเปิ้ลนั้นคล้ายคลึงกับต้นไม้แห่งชีวิตบนสวนสวรรค์

นอกจากของประดับตกแต่งที่มีความหมายแล้ว ยังมีของประดับอื่น ๆ ที่เพิ่มความสวยงามให้กับต้นคริสต์มาสได้อีก ไม่ว่าจะเป็นลูกตุ้มประดับ ไฟระยิบระยับ หรือหลายคนจะเพิ่มโบว์ผ้าเพื่อความน่ารักอีกด้วย หรือหากว่าบ้านใครมีพื้นที่ขนาดใหญ่ก็ลองหาคริสต์มาส ขนาดใหญ่ ไปวางเพื่อเพิ่มความสดใสของบ้านได้อีกด้วย ในช่วงเทศกาลแห่งความสุขแบบนี้หากใครยังไม่เคยมีช่วงเวลาดี ๆ ในช่วงคริสต์มาสก็ลองหาต้นคริสต์มาสไปไว้ที่บ้านดู รับรองว่าจะสนุกกับเทศกาลปลายปีเพิ่มขึ้นแน่นอน 

ติดตามบทความ เนื้อหาสาระดีๆ ที่จะมีอัพเดทคุณเกี่ยวกับเรื่องบ้าน และ ไลฟ์สไตล์ ไปกับเราได้ที่นี่

ต้นคริสมาสต์