สติ๊กเกอร์

รู้จักสติ๊กเกอร์ก่อนใช้งาน แต่ละแบบเหมาะสำหรับการใช้งานแบบไหน ดูแลอย่างไรให้ติดทน

เคยรู้สึกไหมว่าทำไม สติ๊กเกอร์ ที่สั่งทำหรือที่ซื้อมานั้นมีประสิทธิภาพไม่เหมือนกัน ทำไมบางชนิดโดนน้ำได้ไม่เป็นอะไร แต่ทำไมบางชนิดถึงโดนน้ำไม่ได้ หรือมีผิวที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะว่าวัสดุที่ใช้ผลิตนั้นมีหลายประเภท และวัสดุแต่ละประเภทมีประสิทธิภาพที่ไม่เหมือนกัน สำหรับใครที่คิดจะสั่งทำหรือกำลังจะเลือกซื้อสำหรับตกแต่ง วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักข้อดีของแต่ละประเภทกันว่าแต่ละแบบดีอย่างไร และแบบไหนที่ตรงกับความต้องการของคุณ จะใช่แบบที่คุณกำลังคิดอยู่หรือไม่?

รู้จักกับประเภทต่าง ๆ ของสติ๊กเกอร์ก่อนใช้ แต่ละแบบเหมาะสำหรับงานแบบไหน?

· PVC Sticker เป็นชนิดที่มีความทนทานสูง สามารถกันน้ำได้ 100% และทนความร้อนได้มากถึง 40 องศาเซลเซียส โดยวัสดุที่ใช้มีอยู่ 4 แบบด้วยกัน ได้แก่ แบบใส แบบขาวเงา แบบขาวนวล และแบบกาว เหมาะสำหรับการใช้ทำฉลากสินค้า หรือติดโฆษณาทั่วไป นิยมใช้ทำฉลากเครื่องดื่ม เพราะถึงเปียกน้ำก็ไม่เป็นอะไร ทนทาน และคงสภาพเดิมไว้ได้อยู่เสมอ อีกทั้งยังเป็นชนิดที่ไม่ฉีกขาดง่ายอีกด้วย 

· Paper Sticker เป็นชนิดที่มีราคาถูกที่สุดเนื่องจากผลิตมาจากกระดาษ มี 4 ประเภท ได้แก่ กระดาษกึ่งมันกึ่งด้าน กระดาษขาวด้าน กระดาษขาวเงา และกระดาษคราฟ นิยมผลิตเป็นโลโก้ บาร์โค้ด หรือฉลากสำหรับติดผลไม้ สามารถกันน้ำละอองน้ำได้ 40% ไม่กันน้ำ ฉีกขาดได้ง่าย แต่ทนความร้อนได้สูง 90 องศาเซลเซียส เหมาะสำหรับการทำฉลากสินค้าแห้ง

· PP Sticker เป็นชนิดที่นิยมใช้กันมากที่สุดและได้ยินชื่อกันบ่อยที่สุด เนื่องจากมีความทนทานสูงและสามารถกันน้ำได้ 100% เนื้อสวย เมื่อพิมพ์ออกมาแล้วดูสวยงาม เงางาม คมชัด โดดเด่น แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับประเภทของหมึกและเครื่องพิมพ์ด้วย ใช้ทำสติ๊กเกอร์ได้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นฉลากสินค้าอุปโภคบริโภค ใช้สำหรับติดรถยนต์ หรือใช้ตกแต่งทั่วไป ทนต่อความร้อนได้สูง 90 องศาเซลเซียส 

· PET Sticker เป็นชนิดที่กันน้ำและกันความร้อนได้สูงที่สุด มีความทนทานมากที่สุด สามารถกันน้ำได้ 100% และทนความร้อนได้มากถึง 200 องศาเซลเซียส นิยมใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความร้อนสูง เช่น ไมโครเวฟ กาต้มน้ำ หม้อหุงข้าว ฯลฯ แต่ราคาก็จะสูงกว่าแบบอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน

· แบบกันปลอม เป็นชนิดที่มีคุณภาพสูง สามารถกันน้ำและความทนความร้อนได้แบบ 100% จุดเด่นคือ เมื่อกระทบกับแสงไฟจะเป็นสีรุ้ง มีตัวอักษรติดอยู่ เมื่อลอกแล้วตัวอักษร Void ก็ยังคงติดอยู่ ใช้สำหรับกันปลอมสินค้าโดยเฉพาะ นิยมใช้กับสินค้าที่มีราคาสูง จะติดไว้ที่ข้างกล่องหรือบนตัวผลิตภัณฑ์

· แบบสุญญากาศ เป็นชนิดที่เห็นได้บ่อย โดยเฉพาะผู้ที่ใช้รถใช้ถนน เพราะนิยมใช้ติดกระจกรถ หรือกระจกทั่วไป เป็นแบบสุญญากาศที่ติดเข้ากระจกได้ดี เมื่อลอกออกแล้วไม่เป็นรอย โดนน้ำได้ ทนความร้อนได้ประมาณ 40 – 60 องศาเซลเซียส

· แบบซีทรู เป็นชนิดที่สามารถมองเห็นได้ทั้ง 2 ทาง นิยมใช้ติดโฆษณาบนรถประจำทาง รถไฟฟ้า ฯลฯ เพราะเมื่อติดแล้วคนที่อยู่ด้านในจะสามารถมองเห็นด้านนอกได้ ส่วนคนด้านนอกก็จะเห็นโฆษณาต่าง ๆ ได้แบบทั่วไป เป็นชนิดที่กันน้ำได้และทนความร้อนได้ค่อนข้างดี ทนความร้อนได้ 60 องศาเซลเซียส

5 สติ๊กเกอร์ ขายดี และได้รับความนิยมอยู่เสมอ

1. แบบฉลากสินค้า เป็นชนิดที่ขายดีที่สุด เพราะใช้ติดฉลากสินค้าได้ทุกประเภท สามารถออกแบบลวดลายได้เอง หรือจะเลือกซื้อแบบสำเร็จก็ได้ 

2. ลายการ์ตูน เป็นที่นิยมในปัจจุบันนี้ นิยมมานำตกแต่งบนอุปกรณ์ต่าง ๆ โต๊ะ เก้าอี้ ประตู หน้าต่าง กระจก เป็นต้น

3. แบบแทททู เป็นประเภทที่นิยมมานานแล้วและยังคงได้รับความนิยมอยู่ เพราะมีลวดลายที่หลากหลายและทันสมัย นำมาติดบนร่างกายได้

4. แบบสัญลักษณ์ เป็นลายสัญลักษณ์ต่าง ๆ ใช้ได้ทั้งในการทำงานและการตกแต่งทั่วไป

5. แบบขอบคุณ เป็นที่นิยมสำหรับพ่อค้าแม่ค้า ใช้สำหรับติดที่สินค้าหรือกล่องเพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้า

ได้ทราบถึงประเภทต่าง ๆ ของstickerกันไปแล้ว หากใครที่สั่งทำหรือจะหาซื้อมาใช้ก็อย่าลืมดูให้ดีกว่าเป็นประเภทไหนและใช้วัสดุแบบไหน เพื่อให้ตรงกับการใช้งานมากที่สุด และควรเก็บให้ห่างจากความร้อน เปลวไฟ แสงแดด และความชื้น แค่นี้อายุการใช้งาน ของสติ๊กเกอร์คุณ ก็จะยาวขึ้น และ คงความสวยงามไว้ได้อีกนาน

สติ๊กเกอร์

เครื่องตีแป้ง

อยากได้เครื่องตีแป้งควรเลือกซื้อแบบไหนดี และควรใช้งานอย่างไร? 

ปัจจุบันนี้เราสามารถทำอาหารหรือเบเกอรี่ต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้นด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัย และผลิตออกมาให้ใช้งานได้สะดวกสบายมากขึ้นในราคาที่จับต้องได้ หลายคนจึงใช้เวลาว่างอยู่ที่บ้านในการขนมหรือเบเกอรี่ สำหรับใครที่ชื่นชอบการทำอาหาร แต่ไม่รู้ว่าควรเลือกซื้อ เครื่องตีแป้ง หรือ เครื่องผสมอาหารอย่างไรดี เราก็มีเคล็ดลับง่าย ๆ มาบอกกันว่าควรเลือกจากอะไรบ้าง และควรดูแลอย่างไรให้ใช้งานนาน ๆ 

เทคนิคการเลือกซื้อ เครื่องตีแป้ง ควรดูที่อะไรบ้าง?

ขนาดของโถตีแป้ง เป็นสิ่งแรก ๆ ที่ไม่ควรมองข้ามไปเลย เพราะหากเลือกโถเล็กไปจะทำให้ตีแป้งหรือผสมอาหารได้น้อย แต่หากใหญ่เกินไปก็กินพื้นที่และไม่เหมาะกับการใช้งาน จึงควรถามตัวเองก่อนว่าต้องการนำไปใช้ทำอะไร หากใช้ทำขนมทานเองที่บ้านก็ไม่จำเป็นต้องเลือกโถที่มีขนาดใหญ่มาก แต่หากใช้สำหรับทำขนมขายควรเลือกโถที่มีขนาดใหญ่หน่อย เพื่อผสมได้เยอะและไม่ต้องผสมหลายครั้ง 

เปลี่ยนหัวปั่นได้ เพราะไม่ได้ใช้ตีแป้งได้อย่างเดียว แต่เป็นเครื่องผสมอาหารที่ใช้ผสมส่วนผสมต่าง ๆ ได้ด้วย จึงควรเลือกรุ่นที่เปลี่ยนหัวได้เพื่อการใช้งานที่หลากหลาย  เช่น หัวตะกร้อ หัวตะขอ เกลียวปั่น ฯลฯ  

ความเร็วและในตีแป้ง ควรเลือกรุ่นที่ปรับระดับความเร็วในการตีแป้งได้ เพื่อความสะดวกในการใช้งาน

เลือกจากวัสดุ ควรเลือกวัสดุคุณภาพดีและทนทาน เช่น สเตนเลส ช่วยป้องกันการเกิดสนิมได้

กำลังไฟ หากมีกำลังไฟเยอะก็จะช่วยให้ตีได้เร็วขึ้น แรงขึ้น แต่หากมีกำลังไฟน้อยก็จะมีกำลังในการตีลดลง

เสียงขณะทำงาน ควรเลือกรุ่นที่เสียงเงียบหรือไร้เสียงรบกวน เพราะหากเสียงดังเกินไปจะรบกวนการใช้งานได้

ฟังก์ชันการใช้งาน แต่ละรุ่นจะมีฟังก์ชันที่ต่างกันออกไป ควรเลือกฟังก์ชันที่เหมาะสมกับการใช้งานของตนเองเป็นหลัก เช่น แยกเครื่องปั่นออกจากเครื่องได้ มีตัวจับเวลา มีระบบตีแป้งอัตโนมัติ มีระบบล็อกอัตโนมัติ ฯลฯ

ทำความสะอาดง่าย ไม่ติดภาชนะ ควรเลือกวัสดุที่ป้องกันการติดโถและทำความสะอาดได้ง่าย 

เลือกจากดีไซน์ ปัจจุบันนี้มีให้เลือกหลายดีไซน์และหลายขนาด มีทั้งขนาดเล็กสำหรับพกพาและขนาดใหญ่ ดีไซน์สวยทันสมัย เลือกได้ตามใจชอบ

ข้อควรระวังในการใช้ เครื่องตีแป้ง ใช้อย่างไรให้ปลอดภัยและใช้ได้นาน 

ใส่แป้งหรือส่วนผสมในปริมาณที่พอดี ไม่ควรใส่ส่วนผสมต่าง ๆ ลงไปมากเกินไป เพราะจะทำให้กระเด็นออกนอกโถได้ ควรใส่ในปริมาณที่พอดีหรือตามปริมาณที่ระบุไว้

ปิดที่ตีแป้งทุกครั้งเมื่อเลิกใช้งาน หากต้องการหยุดพักควรปิดที่ตีแป้งก่อนทุกครั้ง ไม่ควรวางไว้ขณะที่เครื่องทำงานอยู่ ไม่ว่าจะวางบนขอบโถหรือวางบนโต๊ะก็ตาม เพราะแรงสั่นสะเทือนจะทำให้เกิดแรงเหวี่ยงได้ ทำให้เกิดอันตราย

ถอดปลั๊กออกทุกครั้ง และไม่วางหัวปั่นทิ้งไว้ด้านนอก เมื่อใช้งานเสร็จแล้วควรถอดปลั๊กออกทุกครั้งและไม่วางที่ตีแป้งไว้ด้านนอก เพื่อป้องกันเด็กเล็กไปจับหรือกดเล่น

ล็อกให้แน่นหนาก่อนเริ่มใช้งาน ก่อนใช้งานควรเช็กหัวตีแป้งและโถให้ดีว่าล็อกเข้าที่แล้วหรือยังเพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน

เลือกหัวตีหรือเกลียวปั่นให้ถูกประเภทใช้งาน หัวตีแป้งหรือหัวผสมอาหารแต่ละประเภทออกแบบมาให้มีการใช้งานที่แตกต่างกัน จึงควรเลือกใช้งานให้ถูกประเภทเพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องทำงานหนักจนเกินไป

หลีกเลี่ยงการใช้งานใกล้กับน้ำ เพราะเป็นอุปกรณ์ที่ทำงานโดยใช้ไฟฟ้าจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้งานใกล้กับบริเวณที่มีน้ำ และควรระวังไม่ให้หัวปั่นตกลงไปในน้ำ หากหล่นใส่น้ำควรรีบปิดสวิตช์และถอดปลั๊กออก

ทำความสะอาดหลังใช้งานทุกครั้ง เมื่อใช้งานเสร็จแล้วควรเช็ดและล้างทำความสะอาดให้เรียบร้อย ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ข้ามวันเพราะจะทำให้คราบสกปรกต่าง ๆ จับและทำความสะอาดยาก

หากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบการทำขนมหรือชอบทำอาหารอยู่แล้ว เครื่องตีแป้งก็เป็นเครื่องครัวดี ๆ ที่ควรมีติดบ้านไว้ เพราะใช้งานได้ทั้งการตีแป้ง นวดแป้ง และการผสมอาหาร เครื่องตีแป้ง

ปฏิทิน 100 ปี

ปฏิทิน 100 ปี คืออะไร ทำไมถึงต้องมีมากถึง 100 ปี และทำไมถึงเป็นที่นิยม?

เชื่อว่าหลายคนคงจะเคยสงสัยกันว่าทำไมถึงมี ปฏิทิน 100 ปี มีไว้ทำอะไร และทำไมเราถึงต้องดูย้อนหลังไปไกลถึง 100 ปี ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะว่าเรื่องวัน เดือน ปีนั้นมีผลต่อมนุษย์หลายอย่าง โดยหลักการนับวันแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ใหญ่ ๆ ได้แก่ แบบจันทรคติ เป็นแบบไทยโบราณที่จะนับวันตามการโคจรรอบดวงจันทร์ ใน 1 ปีจะมีทั้งหมด 354 วัน หรือประมาณเดือนละ 29 วันเศษ เมื่อวนมาครบหนึ่งปีก็จะเพิ่มเข้าไปอีก 1 เดือน ทำให้มีวันเพิ่มเป็น 384 วัน แบบจันทรคติจะเรียกเดือนต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน จะเรียกว่าเดือนอ้าย เดือนยี่ เดือนสาม เดือนสี่ เดือนห้า เดือนหก เดือนเจ็ด เดือนแปด เดือนเก้า เดือนสิบ เดือนสิบเอ็ด และเดือนสิบสอง ส่วนแบบสุริยคติจะนับจากเวลาที่โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ ใน 1 ปีนับได้ 365 วัน เป็นประเภทที่นิยม 

ประโยชน์ของปฏิทิน 100 ปี ที่หลายคนอาจยังไม่รู้

ใช้สำหรับทำนาย และนับวันตามโหราศาสตร์ เป็นปฏิทินที่ได้รับความนิยมทางด้านโหราศาสตร์เพื่อใช้ในการคำนวณวัน เป็นคัมภีร์พยากรณ์ที่ใช้ตรวจดูวันเวลาย้อนหลังเพื่อทำนายดวงชะตาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นดวงชะตาบ้านเมือง หรือดวงชะตาคน 

ใช้ในการหาฤกษ์งามยามดี บ้านเรามีความเชื่อว่าก่อนจะทำการสิ่งใดจะต้องมีฤกษ์งามยามดีเสียก่อน เพื่อให้ทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก ราบรื่น นิยมใช้หาฤกษ์ในงานมงคลต่าง ๆ เช่น การตอกเสาเข็ม การหาฤกษ์วันขึ้นบ้านใหม่ การหาฤกษ์แต่งงาน หรือการทำธุรกิจต่าง ๆ ที่ควรทำในวันที่ฤกษ์ดี

ใช้พยากรณ์ดวงชะตาล่วงหน้า การพยากรณ์ดวงชะตาจะต้องคำนวณจากวันและเวลาในอดีตด้วย ไม่ได้คำนวณจากวันในอนาคตเพียงอย่างเดียว วัน เดือน ปี เกิด ราศี หรือเวลาตกฟากต่าง ๆ จึงมีผลต่อดวงชะตา สำหรับใครที่เคยไปตรวจเช็คดวงชะตาหรือเคยไปดูดวงอาจจะเคยเห็นท่านโหรเปิดดูคำทำนายผ่านตากันมาบ้างแล้ว

ช่วยให้ทราบวันสำคัญทางพุทธศาสนาในอดีตและปัจจุบัน จะเห็นว่าวันสำคัญต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงได้ จากสมัยก่อนที่เคยมีตอนนี้ก็ไม่มีแล้ว หรือเปลี่ยนไปเป็นวันอื่นตามเวลาใหม่แล้ว จึงช่วยให้ทราบได้ว่าในอดีตบ้านเรานั้นมีวันสำคัญอะไรบ้าง จึงไม่ได้เป็นของที่นิยมใช้สำหรับโหราศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่คนทั่วไปก็สามารถหาซื้อมาใช้ได้เช่นกัน

ช่วยให้ทราบวันหยุดต่าง ๆ สามารถดูวันหยุดประจำปีล่วงหน้าได้ เช่น วันหยุดราชการที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ส่วนจะมีการเพิ่มหรือลดต้องรอดูกันอีกที โดยทั่วไปแล้วใน 1 ปีจะกำหนดให้มีวันหยุดได้ไม่เกิน 13 วัน ไม่นับรวมวันหยุดราชการ ช่วยให้ทราบวันหยุดล่วงหน้าและวางแผนการใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น

เนื้อหาครอบคลุม ไม่ได้มีเพียงแค่วันและเดือนเท่านั้น แต่ยังมีรายละเอียดต่าง ๆ ที่ครอบคลุมอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นข้างขึ้น – ข้างแรม วันหยุดราชการ วันหยุดเทศกาล วันพระ วันมงคล ปกติมาส ปกติวาร อธิกมาส อธิกวาร อธิกสุรทิน และอื่น ๆ 

ความแตกต่างของปฏิทิน 100 ปี จันทรคติไทยกับสุริยคติไทย

จันทรคติไทย เป็นปฏิทินที่ดูจากปรากฏการณ์ข้างขึ้นข้างแรม แบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่ แบบจันทรคติราชการ เป็นแบบดั้งเดิมที่มีการใช้กันมานานแล้ว แต่ไม่เป็นที่นิยมเพราะไม่มีการคำนวณที่แน่นอน ต่อมารัชกาลที่ 4 หรือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่และทรงนำมาใช้ในพระสงฆ์ไทยคณะธรรมยุตินิกาย ใช้ชื่อว่า จันทรคติปักขคณนา มีความแม่นยำกว่าแบบจันทรคติราชการ

สุริยคติไทย โดยได้เปลี่ยนจากแบบจันทรคติไทย เมื่อปี พ.ศ. 2431 หรือในสมัยรัชกาลที่ 5 และได้ตั้งชื่อเดือนทั้งหมด 12 เดือนโดย กรมพระยาเทววงศ์วโรปการ มีการอ้างวันตรงตามเกรกอเรียน คือมี 365 หรือ 366 วันใน 1 ปี ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็ยังมีการใช้งานกันอยู่ แต่จะนิยมใช้แบบสุริยคติสากลมากกว่า 

ปัจจุบันนี้มีการออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น ทันสมัยมากขึ้น ด้วยการออกแบบและการจัดพิมพ์ต่าง ๆ ทำให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น หากใครที่สนใจหรือยากหาซื้อมาไว้เรียนเกี่ยวกับทางด้านโหราศาสตร์ ใช้ดูดวง หาฤกษ์ หรืออื่น ๆ ก็สามารถหาซื้อปฏิทิน 100 ปีมาใช้ได้ มีให้เลือกหลายแบบ หลายปี และมีเรื่องที่น่าสนใจอีกหลายอย่าง 

ปฏิทิน 100 ปี

กีต้าร์ไฟฟ้า

นักดนตรีมือใหม่ควรรู้ กีต้าร์ไฟฟ้า มีกี่แบบ และแบบไหนที่เหมาะสำหรับการใช้งานของคุณ?

กีต้าร์ไฟฟ้า เป็นเครื่องดนตรีที่มีเสน่ห์ มีเสียงที่ไพเราะ ทันสมัย และได้รับความนิยมสูงในหมู่นักดนตรี เรียกว่าใครที่เล่นดนตรีก็มักจะเริ่มจากการเล่นกีต้าร์ก่อน โดยกีต้าร์แบบไฟฟ้าตัวแรกผลิตขึ้นโดย จอร์จ โบแชมป์ (George Beauchamp) ที่ได้ตั้งบริษัทผลิตขึ้นในปี 1930 และในปี 1936 ก็ได้ทำการจดสิทธิบัตรเอาไว้ และเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นเมื่อปี 1960 จากการที่ John Lennon หนึ่งในสมาชิกวงร็อกระดับโลกอย่าง วง “The Beatles” จากเมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษได้นำกีต้าร์ยี่ห้อนี้มาใช้ในการแสดง จนทำให้ Electric Guitar ได้รับความนิยมไปอย่างแพร่หลาย

ประเภทของกีต้าร์ไฟฟ้า แต่ละแบบต่างกันอย่างไร เหมาะสำหรับการใช้งานแบบไหน?

· Solid Body หรือที่หลายคนเรียกว่ากีต้าร์ตัวตัน ความแตกต่างของกีต้าร์แบบ Solid Body คือที่ลำตัวจะไม่มีการเจาะช่องเอาไว้เลย มีตัวรับสัญญาณที่ทำหน้าที่รับแรงสั่นสะเทือนในขณะที่ดีดไปยัง Amplifier เสียงของกีต้าร์แบบ Solid Body จึงค่อนข้างแตกต่างจากกีต้าร์ประเภทอื่น

· Semi-Hallow Body เป็นกีต้าร์กึ่งโปร่งแสง ที่ลำตัวมีการเจาะช่องเอาไว้เพื่อรับสัญญาณและรองรับแรงสั่นสะเทือนขณะดีด จุดเด่นของกีต้าร์แบบ Semi-Hallow Body คือ ช่วยให้เกิดการกำทอนของเสียงได้มากกว่าและช่วยลดเสียงรบกวนลงได้ ให้เสียงแบบอะคูสติกส์ได้มากขึ้น นิยมใช้ในวงแจ๊ส

· Hallow Body เป็นกีต้าร์แบบโปร่ง ที่เจาะช่องลำตัวให้โปร่งคล้ายกับกีต้าร์โปร่ง เพื่อทำให้เกิดการกำทอนของเสียง และรับสัญญาณกับแรงสั่นสะเทือน เป็นชนิดที่ให้เสียงแบบอะคูสติกส์ได้มากที่สุด ช่วยลดเสียงรบกวนได้ดี นิยมใช้กับวงแจ๊สหรือบลูส์

เทคนิคการเลือกซื้อกีต้าร์ไฟฟ้าสำหรับมือใหม่ เลือกอย่างไร แบบไหนดี?

· เลือกจากทรงของกีต้าร์ ปัจจุบันนี้ผลิตออกมาให้เลือกซื้อหลายรูปทรง แต่สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งหัดเล่นควรเริ่มจากทรงมาตรฐานอย่างทรง Stratocaster หรือทรง Telecaster เพราะจะช่วยให้เล่นได้ง่ายขึ้น เหมาะสำหรับการฝึกฝน เพราะหากเลือกทรงที่เล่นยากเกินไป จะเบื่อหรือท้อก่อนที่จะเล่นเป็นได้ แต่หากคนไหนที่เล่นเป็นแล้วก็มีทรงสวย ๆ ให้เลือกหลายทรงเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นทรง Soloist, LPS, VIP, Tele, Mustang แต่หากใครที่ชอบแบบร็อก ๆ หน่อย เหมาะสำหรับทรง Star, Flying V

· เลือกจาก Pickup และคอกีต้าร์ Pickup เป็นตัวขยายเสียงที่ทำหน้าที่สำคัญและมีให้เลือกหลายแบบมาก ๆ สำหรับมือใหม่ควรเลือกแบบมาตรฐานอย่างแบบ Single Coil หรือ Humbuckers เพราะให้เสียงที่ไพเราะและปรับเสียงได้ง่าย นอกจากนี้ยังควรพิจารณาจากคอกีต้าร์ด้วย แนะนำว่าให้ลองจับเล่นก่อนว่าใหญ่หรือเล็กเกินไปหรือไม่ ควรเลือกคอกีต้าร์ที่มีขนาดพอดีมือ และจับได้สะดวก

· เลือกจากสายกีต้าร์ สายกีต้าร์เป็นส่วนสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเลย เพราะขนาดของสายกีต้าร์ส่งผลต่อเสียงด้วยเช่นกัน มีทั้งแบบหนาและแบบบาง โดยจะมีระดับความยาก – ง่ายแตกต่างกันไป สำหรับมือใหม่ควรเลือกใช้แบบ Fixed Bridge เพราะตั้งสายได้ง่ายและมีความเพี้ยนต่ำ ส่วนสายแบบ Tremolo Bridge จะใช้ระบบปริงเข้ามาช่วยเพื่อเทคนิคการเล่นที่ดีขึ้น ส่วนแบบ Floyd Rose Bridge นิยมใช้สำหรับมือโปร เพราะมีเทคนิคค่อนข้างเยอะ แต่ให้เสียงที่ไพเราะ

· เลือกจากประเภทของไม้ ไม้ เป็นส่วนประกอบหลัก ๆ ของกีต้าร์ไฟฟ้า มีการเลือกใช้หลายประเภท อาทิ ไม้แอช ไม้เอลเดอร์ ไม้มาฮอคกานี ไม้อีโบนี ฯลฯ โดยไม้แต่ละประเภทจะมีเนื้อไม้ที่ต่างกันและมีการนำไปใช้ที่ต่างกัน

· เลือกจากแบรนด์ ควรเลือกแบรนด์ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน เพราะทำให้มั่นใจได้ว่าจะได้กีต้าร์ที่คุณภาพดีและใช้งานได้นานกว่าแบบทั่วไป

· เลือกจากงบประมาณ มีราคาเริ่มต้นที่หลักพันไปจนถึงหลักแสน ควรตั้งงบเอาไว้ก่อนว่าต้องการกีต้าร์ที่อยู่ในเรทราคาเท่าไหร่

กีต้าร์ไฟฟ้า เล่นไม่ยากอย่างที่คิด หากมีการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอก็จะเล่นได้ในไม่นาน อีกทั้งยังเป็นเครื่องดนตรีที่นิยมอันดับต้น ๆ ในการเล่นในวงแบรนด์อีกด้วย ส่วนการดูแลรักษาก็ไม่ยากเลย หลังใช้งานแล้วควรใช้ผ้านุ่มเช็ดทำความสะอาดสายและบอดี้จากคราบเหงื่อ และควรเก็บใส่กระเป๋ากีต้าร์ทุกครั้งเพื่อป้องกันฝุ่นและช่วยป้องกันการตกหล่นหรือแรงกระแทก ควรเก็บไว้ในที่ที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่ควรเก็บในห้องทึบหรือห้องแอร์ เนื่องจากผลิตจากไม้ จะทำให้ชื้นและขึ้นราได้  กีต้าร์ไฟฟ้า

ช็อคโกแลต

ช็อคโกแลต มีดีอะไร ทำไมคนถึงชอบทาน? และแต่ละแบบต่างกันอย่างไร?

ช็อคโกแลต มีถิ่นกำเนิดจากเมืองเม็กซิโกโดยชาวมายาที่ได้พบต้นคาเคาบีน (Cocoa Bean) ขึ้นในป่าฝน จึงได้นำมาทำอาหารโดยการนำไปผสมกับเครื่องเทศ แต่เนื่องจากมีรสชาติที่ขมและค่อนข้างฝาด จึงได้ลองปรุงรสไปเรื่อย ๆ ตามวิวัฒนาการจนพบว่าสามารถนำไปบด หรือคั่วได้ จึงนำมาทำเป็นเครื่องดื่มและเป็นที่รู้จักมากขึ้นจากการนำไปใช้เป็นเครื่องบรรณาการ จนกลายเป็นเครื่องดื่มสำหรับคนชั้นสูงหรือคนรวยในยุคนั้น โดยร้านที่เปิดจำหน่ายแห่งแรกของโลกได้ก่อตั้งในปี 1657 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ จากการซื้อเมล็ดคาเคาบีนมาผลิตเครื่องดื่มจำหน่ายเอง จนเป็นสินค้าขึ้นชื่อของทางฝั่งยุโรป และมีการผลิตในหลาย ๆ ประเทศ อาทิ อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ สวีเดน กาน่า และอื่น ๆ ส่วนประเทศที่ขึ้นชื่อว่าผลิตได้ดีที่สุดคือ “ประเทศเบลเยียม” 

Chocolate มีกี่ประเภท ต่างกันอย่างไร?

· Dark Chocolate เป็นช็อคโกแลตที่มีความเข้มข้นมากที่สุดและมีรสชาติขมที่สุด เพราะไม่มีส่วนผสมของนมหรือน้ำตาล ทำให้เข้มข้นกว่าชนิดอื่น ๆ นิยมนำไปขนม ลูกกวาด เบเกอรี่

· Milk Chocolate หลายคนเข้าใจผิดคิดว่ามีสีขาว แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย เพราะมีสีน้ำตาลอ่อนที่เกิดจากนำโกโก้ผสมกับนมจนออกมาเป็นสีน้ำตาลอ่อน ๆ มีรสชาติออกหวาน และหอมกลิ่นนม นิยมทานคู่กับชา กาแฟ และถั่ว แต่ในการผลิตนั้นก็ใช่ว่าจะสามารถใส่ส่วนผสมเท่าไหร่เพราะในหลาย ๆ ประเทศมีปริมาณที่กำหนดเอาไว้ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา กำหนดให้มีส่วนผสมของ Chocolate เหลวบริสุทธิ์เข้มข้น จำนวน 10 เปอร์เซ็นต์, ส่วนทางฝั่งยุโรปจะกำหนดให้มีส่วนผสมของเมล็ดโกโก้ 25 เปอร์เซ็นต์ 

· White Chocolate เป็นชนิดที่ไม่เหมือนกับแบบอื่น ๆ เพราะมีสีขาวและไม่มีส่วนผสมของโกโก้ แต่จะมีส่วนผสมของนมและน้ำตาลเป็นหลัก มีรสชาติหวานและหอมกลิ่นวานิลลา

ประโยชน์ดี ๆ ของ Chocolate ที่น่ารู้

· ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ในช็อคโกแลตมีสารฟีนอลที่ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น หากทานวันละน้อย ๆ เป็นประจำทุกวันจะช่วยให้ความดันโลหิตลดลงได้ ช่วยป้องกันการอุดตันของลิ่มเลือด มีสารแอนติออกซิแดนท์ที่ช่วยป้องกันการเกิดไขมันสะสมที่ผนังหลอดเลือดหัวใจได้ และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้ด้วย

· ช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า กาเฟอีนใน Chocolate จะช่วยให้รู้สึกตื่นตัวและรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นได้ ช่วยให้รู้สึกไม่ง่วงและมีชีวิตชีวาขึ้น

· ช่วยให้รู้สึกอารมณ์ดีขึ้น เพราะจะเข้าไปช่วยกระตุ้นสมองให้หลั่งสารเอ็นดอร์ฟินหรือสารแห่งความสุขออกมา ทำให้ทานแล้วรู้สึกอารมณ์ดี ผ่อนคลาย และช่วยลดความเครียดได้

· ช่วยต้านอนุมูลอิสระ เนื่องจากมีสารฟลาโวนอยด์และสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญหลายชนิด จึงช่วยในการดูดซับอนุภาคออกซิเจนได้ดีและช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ ช่วยให้ผิวดูสุขภาพดี ช่วยลดการสูญเสียน้ำ ช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น และมีโครงสร้างผิวที่แข็งแรง

เรื่องน่ารู้ในการรับประทาน ช็อคโกแลต ควรทานอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ

· ทานในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ทานเยอะจนเกินไป การทานให้ดีต่อสุขภาพควรทานในปริมาณที่พอดี ไม่มากจนเกินไป ควรทานวันละ 1 ชิ้นหรือประมาณ 5 กรัม เพราะเป็นขนาดที่ไม่ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ ส่วนการรับประทานควรปล่อยให้ละลายในปากอย่างช้า ๆ ไม่ควรรีบทาน

· เลือกทานชนิด Dark Chocolate เพราะเป็นชนิดที่ไม่มีส่วนผสมของนมหรือน้ำตาล จึงช่วยให้ได้ประโยชน์จากการรับประทานไปได้มากกว่า เพราะหากทานแบบที่มีส่วนผสมของนมหรือน้ำตาลเยอะจะทำให้อ้วนขึ้นได้

· หญิงตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทาน อันที่จริงแล้วเป็นขนมที่มีประโยชน์ต่อคนท้องหลายอย่าง โดยจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ ช่วยลดการไหลตัวของเลือดสู่รก ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของระบบสมองและระบบประสาทของลูกน้อย ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น แต่การทานนั้นควรทานในปริมาณที่แพทย์แนะนำ และควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

· เด็กเล็กไม่ควรรับประทาน เพราะมีส่วนผสมของเกาเฟอีนเด็กเล็กจึงไม่ควรรับประทาน

จะเห็นว่าไม่ใช่เพราะความอร่อยเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นขนมหวานที่มีประโยชน์อีกหลายอย่าง นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมช็อคโกแลตถึงได้รับความนิยมไปทั่วโลก และนิยมทานกันทุกเพศทุกวัย 

ช็อคโกแลต

พวงคราม

พวงคราม ไม้เลื้อยริมรั้วน่าปลูก เลี้ยงง่าย ออกดอกตลอดทั้งปี

หากพูดถึงต้นไม้ที่นิยมนำมาปลูกเป็นรั้ว เชื่อว่าหลายคนจะต้องนึกถึง พวงคราม หรือ ช่อม่วง กันอย่างแน่นอน เพราะเป็นพรรณไม้ที่สวยงาม ดอกมีช่อใหญ่ เป็นไม้เลื้อยที่เหมาะสำหรับการทำรั้วเป็นอย่างมาก มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีม่วง สีขาว และสีชมพู โดยสีที่นิยมมากที่สุดคือ สีม่วง สำหรับใครที่กำลังต้องการต้นไม้ไปปลูกทำรั้วอยู่แต่ไม่รู้ว่าจะเลือกต้นอะไรดี เราจะพาไปทำความรู้จักกับต้นไม้ชนิดนี้กันว่าทำไมถึงเหมาะสำหรับการทำรั้วและเป็นต้นไม้ที่นิยมปลูกไว้หน้าบ้าน

ทำความรู้จักกับพวงคราม กลิ่นหอมไหม ออกดอกช่วงไหน?

เป็นไม้เลื้อยที่มีถิ่นกำเนิดมาจากหมู่เกาะเวสต์อินดีส ประเทศบราซิล จัดอยู่ในวงศ์ Verbenaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า “Petrea volubilis L.” ลำต้นเป็นเถา แตกกิ่งและเลื้อยออกเป็นพุ่ม ดอกเป็นช่อขนาดใหญ่ มีประมาณ 10 – 50 ดอกในช่อเดียว ส่วนขนาดของดอกจะยาวประมาณ 5 เซนติเมตร ประกอบด้วย กลีบรองดอก และดอก มี 5 กลีบ ออกดอกได้ดีตลอดทั้งปี แต่จะออกดอกดีพิเศษในช่วงหน้าหนาว เมื่อเริ่มออกดอกกลีบรองดอกจะเป็นสีขาว เมื่อเริ่มโตจะมีดอกสีม่วงโผล่ออกมา เมื่อโตเต็มที่กลีบรองดอกจะเปลี่ยนเป็นสีม่วง บานได้หลายวันกว่าจะโรย หลังจากโรยแล้วจะมีเมล็ด เป็นพรรณไม้ที่ไม่มีกลิ่นหอม นอกจากยังมีสีพันธุ์สีขาวด้วย แต่สีขาวจะออกดอกยากกว่าสีม่วง ชอบแดดจัด ๆ และทนแล้งได้ดี ส่วนสีชมพูเป็นสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยม เลี้ยงง่ายเช่นกัน แต่หาได้ค่อนข้างยาก 

พวงคราม เลี้ยงยากไหม ชอบแดด ชอบน้ำมากแค่ไหน?

จัดเป็นไม้ประเภทหนึ่งที่เลี้ยงง่ายมาก ๆ และไม่ต้องดูแลมาก เป็นไม้ที่ชอบแดดมาก ต้องการแดดตลอดทั้งวัน แต่จะไม่ชอบน้ำขัง จึงควรรดน้ำแต่พอดี ลำต้นสามารถเลื้อยได้ยาวกว่า 20 เมตร เหมาะสำหรับการปลูกเพื่อทำรั้ว เพราะจะเลื้อยไปตามแนวรั้ว ช่วยป้องกันการมองเห็นได้ดี เนื่องจากมีใบที่ค่อนข้างหนาและมีดอกเป็นพุ่มจึงค่อนข้างทึบ เมื่อออกดอกแล้วมีความสวยงาม สีสันสดใส ช่วยให้บ้านดูร่มรื่นขึ้นได้ ส่วนการปลูกจะใช้การปักชำเถา โดยการตอนเถามาปักชำลงดิน ลำต้นก็จะเจริญเติบโตต่อได้ ในช่วงแรกให้ปักชำลงกระถางก่อน จากนั้นลำต้นจะค่อย ๆ เลื้อยขึ้นไปเอง หากต้องการใช้ทำรั้วบ้านให้นำไปปลูกไว้ข้างรั้วบ้าน แต่หากต้องการใช้สำหรับทำซุ้มก็นำไปปลูกไว้ข้างซุ้มที่เตรียมไว้ได้เลย ลำต้นจะเลื้อยไปตามซุ้มจนกลายเป็นซุ้มที่สวยงาม ส่วนระยะเวลาในการออกดอกจะอยู่ที่ประมาณ 2 – 3 ปี เป็นไม้ที่เลี้ยงง่าย มีอายุยืน ไม่ต้องดูแลบ่อย

เคล็ดลับการปลูกให้ออกดอกเร็วและดอกดก

แม้ว่าจะต้องใช้เวลา 2 – 3 ปีในการออกดอก แต่หากมีการดูแลอย่างถูกวิธีก็จะช่วยให้ออกดอกได้เร็วขึ้น โดยใช้เวลาประมาณ 1 ปีก็ออกดอกแล้ว คือการนำไปปลูกไว้กลางแจ้งเพื่อให้รับแสงแดดได้ตลอดทั้งวันและรดน้ำเป็นประจำ เพราะเป็นไม้ที่ชอบน้ำมาก แต่ต้องระวังไม่ให้น้ำขัง ควรเลือกกระถางที่ระบายน้ำและระบายอากาศได้ดี เช่น กระถางดินเผา หรือกระถางเซรามิก ส่วนเคล็ดลับในการทำให้ดอกดกคือ การแต่งกิ่ง เพื่อให้แตกกิ่งใหม่

วิธีนี้จะช่วยให้ได้กิ่งเยอะและออกดอกได้ดกมากขึ้น สำหรับใครที่ไม่ชอบให้ลำต้นสูงควรตัดแต่งกิ่งอยู่เสมอเพื่อให้กิ่งแตกออกด้านข้างและไม่สูงจนเกินไป โดยเฉพาะบ้านที่มีพื้นที่จำกัด เพราะจะทำให้สูงเกินรั้วบ้านหรือสูงไปจนถึงสายไฟได้ และควรเปลี่ยนกระถางตามขนาดลำต้น หรือหากใครมีพื้นที่จะนำลงดินก็ได้เช่นกัน ควรหมั่นใส่ปุ๋ยบำรุงอย่างสม่ำเสมอเพื่อการเติบโตที่ดีขึ้น ส่วนใครที่กังวลเรื่องโรคหรือแมลงต่าง ๆ ก็หายห่วงได้ เพราะเป็นไม้ที่ไม่ค่อยเป็นโรคสักเท่าไหร่ 

นอกจากการปลูกทำรั้วหรือทำซุ้มแล้วยังสามารถปลูกไว้ที่ระเบียงได้ด้วย หากใครที่ชอบดอกไม้สีสวย ๆ และเลี้ยงง่าย ๆ แบบนี้ พวงครามก็เป็นคำตอบที่ดี เพราะมีราคาไม่แพง และอายุยืนสุด ๆ ไปเลย พวงคราม

ราคาแอร์บ้าน

เตรียมตัวให้พร้อมในร้อนนี้! เช็ก ราคาแอร์บ้าน ให้ดี แบบไหนคุ้ม แบบไหนดี?

เครื่องปรับอากาศ หรือ แอร์ เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับต้น ๆ ที่ได้รับความนิยม และมีกันเกือบจะทุกบ้าน เพราะเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยคลายความร้อนได้เป็นอย่างดี เนื่องจากบ้านเรานั้นมีอากาศร้อนตลอดทั้งปี ทำให้หลายบ้านต้องใช้แอร์เป็นตัวช่วย โดยเฉพาะหน้าร้อนที่จะมีอากาศร้อนมากเป็นพิเศษ และสำหรับหน้าร้อนนี้ใครที่กำลังมองหาแอร์บ้านอยู่ วันนี้เราจะพาไปเช็ก ราคาแอร์บ้าน กันว่าแต่ละขนาดมีราคาเท่าไหร่?

ทำความรู้จักกับเครื่องปรับอากาศแต่ละประเภท แบบไหนเหมาะสำหรับการใช้งานของคุณ?

· แอร์ติดผนัง หรือที่หลายคนเรียกว่าแอร์บ้าน เป็นชนิดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะเหมาะสำหรับการใช้งานในบ้าน ติดตั้งไว้ที่ผนังเพื่อกระจายความเย็นไปทั่วห้อง มีขนาดไม่ใหญ่มาก ออกแบบมาให้มีดีไซน์ที่สวยงามและทันสมัยมากขึ้นเพื่อความกลมกลืนกับผนังและดูสวยงาม

· แอร์ตั้งพื้น มีขนาดใหญ่กว่าแอร์ติดผนัง ใช้สำหรับตั้งพื้น ต้องต่อคอมเพรสเซอร์และท่อต่อแอร์ หลายคนมักเข้าใจว่าเคลื่อนย้ายได้แต่ความจริงแล้วไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ก่อนติดตั้งควรเลือกทำเลให้ดี นิยมใช้งานตามหน่วยงามหรือสำนักงานต่าง ๆ 

· แอร์ตู้ เป็นแอร์ขนาดใหญ่ทรงสูงมีลักษณะคล้ายตู้ ให้ความเย็นในวงกว้าง นิยมใช้ตามอาคารหรือสถานที่ที่ให้บริการต่าง ๆ เช่น สนามบิน อาคารรองรับ ฯลฯ 

· แอร์ฝังติดเพดาน เป็นแอร์ขนาดเล็กแบบฝังติดเข้าไปในเพดานเป็นระดับเดียวกัน เดินท่อแอร์ด้านบน นิยมติดตั้งตามทางเดิน 

· แอร์แบบเคลื่อนที่ เป็นแอร์อเนกประสงค์ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันนี้ มีขนาดกะทัดรัด ปรับระดับความเย็นได้ ทำงานโดยใช้ไฟฟ้า ให้ลมเย็นเหมือนกับแอร์ ใช้งานได้ทั้งในห้องและพื้นที่โล่ง

· แอร์แบบหน้าต่าง แอร์ชนิดนี้อาจไม่ค่อยได้เห็นในบ้านเราสักเท่าไหร่เพราะไม่ค่อยได้รับความนิยม เนื่องจากเป็นแบบเก่าที่นิยมใช้งานแค่ในบางประเทศเท่านั้น เช่น ประเทศญี่ปุ่น

ราคาแอร์บ้าน ติดผนัง มีแบบไหนบ้าง แต่ละแบบราคาเท่าไหร่?

แอร์บ้านติดผนัง

· 9,000 BTU เหมาะสำหรับห้องขนาด 15 ตารางเมตร ราคาอยู่ที่ประมาณ 11,000 – 15,000 บาท

· 12,000 BTU เหมาะสำหรับห้องขนาด 15-25 ตารางเมตร ราคาอยู่ที่ประมาณ 12,500 – 18,000 บาท  

· 18,000 BTU เหมาะสำหรับห้องขนาด 25-30 ตารางเมตร ราคาอยู่ที่ประมาณ 17,000 – 26,000 บาท

· 21,000 BTU เหมาะสำหรับห้องขนาด 30-35 ตารางเมตร ราคาอยู่ที่ประมาณ 21,000 – 41,000 บาท 

ราคาแอร์บ้านติดผนัง ระบบอินเวอร์เตอร์

· 9,000 BTU ราคาอยู่ที่ประมาณ 12,000 – 24,000 บาท

· 12,000 BTU ราคาอยู่ที่ประมาณ 13,000 – 27,000 บาท  

· 18,000 BTU ราคาอยู่ที่ประมาณ 18,000 – 35,000 บาท

· 21,000 BTU ราคาอยู่ที่ประมาณ 21,000 – 45,000 บาท

เคล็ดลับการเลือกซื้อแอร์บ้าน เลือกอย่างไรให้คุ้มค่าและดีต่อการใช้งาน

· เลือกขนาด BTU ที่เหมาะสมกับพื้นที่ห้อง ข้อนี้ถือว่าจำเป็นมาก เพราะหากเลือกแอร์ BTU น้อยในห้องขนาดใหญ่จะทำให้แอร์กระจายความเย็นได้ไม่ทั่วถึงและทำให้แอร์ทำงานหนักจนเกินไป จึงควรเลือกขนาดที่เหมาะสมกับพื้นที่ห้องด้วย

· เลือกประเภทที่เหมาะกับการใช้งาน แต่ละประเภทมีการใช้งานไม่เหมือนกัน จึงควรดูให้แน่ใจก่อนว่าต้องการแอร์มาติดตั้งที่บริเวณไหนของบ้านเพื่อเลือกได้อย่างเหมาะสม เช่น ใช้สำหรับห้องนอน เหมาะสำหรับแอร์ติดผนัง

· เลือกรุ่นที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 เพราะเป็นรุ่นที่มีการรับรองแล้วว่าประหยัดไฟ ช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายในบ้านลงได้

· เลือกจากระบบการทำงาน มีให้เลือก 2 ใหญ่ ๆ คือ แอร์บ้านทั่วไปและแอร์ระบบอินเวอร์เตอร์ โดยแอร์แบบทั่วไปจะทำความเย็นให้ถึงอุณหภูมิที่ตั้งไว้เรื่อย ๆ โดยไม่ตัด ทำให้คอมเพรสเซอร์ทำงานอยู่ตลอดเวลา ข้อดีคือ ทำให้เย็น แต่ค่อนข้างกินไฟ ส่วนระบบอินเวอร์เตอร์ คอมเพรสเซอร์จะตัดเมื่อทำความเย็นได้ถึงรอบ ช่วยประหยัดไฟได้มากกว่า

· เลือกจากบริการติดตั้ง ราคาแอร์บ้านแต่ละร้านไม่เหมือนกัน มีทั้งราคาที่รวมค่าคิดตั้ง หมายถึง การติดตั้งให้ฟรี และราคาแอร์เปล่าแบบไม่รวมค่าติดตั้ง ก่อนเลือกซื้อจึงควรเช็กราคาให้ดีก่อนว่ารวมค่าติดตั้งหรือไม่ รวมถึงสอบถามเกี่ยวกับบริการหลังการขายด้วย เช่น การรับประกัน  

เพื่อให้หน้าร้อนนี้ไม่ร้อนอีกต่อไป หากว่าคุณกำลังมองหาแอร์บ้านรุ่นไหนหรือยี่ห้อไหนอยู่ สามารถเลือกซื้อกันได้ มีการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้อย่างทันสมัย ส่วนราคาจะขึ้นอยู่กับรุ่นและระบบการทำงาน ราคาแอร์บ้าน

ที่นอนเป่าลม

ที่นอนเป่าลม ดีจริงไหม? จะรู้ได้อย่างไรว่าแบบไหนที่เหมาะสำหรับการใช้งานของตนเอง?

ปัจจุบันนี้ ที่นอนเป่าลม ได้รับความนิยมขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะสามารถใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เป็นที่นอนแบบพกพาที่หลายคนที่พกติดบ้านไว้เพื่อใช้งานต่าง ๆ สำหรับใครที่กำลังมองหาที่นอนพกพา หรือ ที่นอนปิกนิค ไว้ใช้งานแบบอเนกประสงค์อยู่ก็ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี ส่วนจะมีแบบไหนให้เลือกซื้อบ้าง และแบบไหนที่เหมาะสำหรับกับการใช้งานของคุณ ไปดูกันเลย

ประเภทของ ที่นอนเป่าลม มีแบบไหนบ้าง? ต่างกันอย่างไร?

· แบบอเนกประสงค์ เป็นที่นอนทรงเหลี่ยมแบบพกพาที่มีให้เลือกหลายขนาด เช่น ขนาด 2.5 ฟุต, 3.5 ฟุต, 4.5 ฟุต, 5 ฟุต, 6 ฟุต สามารถเลือกใช้งานได้ตามขนาดที่ต้องการ เช่น หากต้องการใช้งาน 2 คนควรเลือกขนาด 5 ฟุตขึ้นไป เพราะมีขนาดใหญ่และรองรับน้ำหนักได้ดีกว่า 

· แบบใช้งานในรถยนต์ ออกแบบมาให้เหมาะสำหรับการใช้งานในรถยนต์โดยเฉพาะ ช่วยให้นอนหลับได้อย่างสบายโดยไม่ต้องกลัวว่าจะกลิ้งหล่นจากเบาะ เพราะมีเบาะรองตรงที่พักเท้าด้านหลัง ทำให้มีพื้นที่ด้านหลังเหลือเยอะ และสามารถนอนพักผ่อนได้ เหมาะสำหรับการเดินทางไกล เป็นที่นอนพกพาที่สามารถพกติดรถไว้ใช้งานได้

· โซฟาเป่าลม ออกแบบมาให้มีดีไซน์พิเศษกว่าแบบทั่วไปเพื่อการนอนพักผ่อนที่สบายมากขึ้น มีพนักพิงหลังและพนักพิงแขนให้ ส่วนมากแล้วจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ เช่น ขนาด 5 ฟุตหรือ 6 ฟุต

· ที่นอนแบบเป่าลมป้องกันแผลกดทับ เป็นที่นอนสำหรับผู้ป่วยหรือผู้ป่วยติดเตียง เพราะการนอนมากเกินไปจะทำให้เกิดแผลกดทับได้ ที่นอนแบบเป่าลมจึงออกแบบมาเพื่อช่วยป้องกันแผลกดทับจากการนอนนาน ๆ และช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้ 

เคล็ดลับการเลือกซื้อที่นอนเป่าลมให้ตรงกับความต้องการและนอนได้สบาย

· เลือกจากขนาด เพราะมีหลายขนาดจึงควรเลือกขนาดที่เหมาะสมกับการใช้งานของตนเองเพื่อช่วยประหยัดพื้นที่ เช่น การเลือกที่นอนสำหรับใช้ในเต็นท์ หากเป็นเต็นท์เดี่ยว เหมาะสำหรับขนาด 3.5 ฟุต แต่หากเป็นเต็นท์ใหญ่หรือเต็นท์ครอบครัวเหมาะสำหรับขนาด 6 ฟุต เพราะมีขนาดใหญ่และรองรับการนอนได้หลายคน

· เลือกจากความสูงของที่นอน เป็นอีกหนึ่งข้อสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหากเลือกที่นอนที่ต่ำเกินไปอาจรองรับน้ำหนักได้ไม่เพียงพอ และหากเลือกสูงเกินไปอาจส่งผลต่อการใช้งานได้ จึงควรเลือกขนาดที่พอดีหรือสูงจากพื้นประมาณ 15 เซนติเมตร

· เลือกจากการรับน้ำหนัก แต่ละรุ่นจะมีรองรับน้ำหนักได้ไม่เท่ากัน จึงควรดูก่อนว่ารุ่นนั้น ๆ สามารถรับน้ำหนักได้เพียงพอหรือไม่ โดยเฉพาะขนาดสำหรับใช้งาน 2 คน ส่วนในการใช้งานควรคำนวณน้ำหนักของผู้ใช้งานให้พอดี

· เลือกจากฟังก์ชันเสริม เช่น บางรุ่นออกแบบมาพร้อมกับหมอนหนุนแบบเป่าลม เมื่อสูบลมแล้วสามารถนอนได้เลย ไม่ต้องพกหมอนเพิ่ม หมดปัญหาลืมหมอน และช่วยประหยัดพื้นที่จัดเก็บลงได้ 

· เลือกจากตัวล็อก เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหากจุกลมมีตัวล็อกจะช่วยป้องกันลมออกได้อีกหนึ่งชั้น

· เลือกจากวัสดุที่ผลิต วัสดุที่นิยมใช้มี 3 ชนิดหลัก ๆ ได้แก่ PVC, PU และ Nylon เพราะเป็นวัสดุที่มีความยืดหยุ่นสูง ทนทาน ไม่แตกง่าย และรองรับแรงกระแทกได้ดี

· เลือกจากขนาดหลังพับเก็บ ควรดูว่าเมื่อพับเก็บแล้วมีขนาดเท่าไหร่ เพราะหากพับเก็บแล้วมีขนาดใหญ่เกินไปจะทำให้พกพาไม่สะดวกและกินพื้นที่จัดเก็บได้ เนื่องจากเป็นที่นอนพกพาจึงควรมีขนาดกำลังดี

สิ่งที่ไม่ควรทำในการใช้ ที่นอนเป่าลม

· ใช้งานหลายคน เพราะจะทำให้น้ำหนักเกินและทำให้ที่นอนเกิดความเสียหายหรือแตกได้

· กระโดดเล่น เพราะจะทำให้แรงดันลมด้านในและทำให้รั่วหรือแตกได้ง่าย

· ชอบนั่งขอบที่นอน เพราะจะทำให้แรงดันเกินการบีบตัวและปริออกได้ง่าย

· สูบลมอ่อนหรือแข็งจนเกินไป หาสูบลมอ่อนเกินไปจะทำให้รับน้ำหนักได้ไม่ดี หากสูบลมแข็งเกินไปจะทำให้เด้งเกินไปเวลานอน

หากว่าคุณเป็นชอบแคมป์ปิ้งและกำลังมองหาที่นอนปิกนิกไว้เป็นที่นอนเสริมที่บ้านหรือบนรถยนต์ ที่นอนเป่าลมก็ถือว่าตอบโจทย์การใช้งานได้ดีและหาซื้อได้ง่ายด้วย ที่นอนเป่าลม

บันไดอลูมิเนียม

บันไดอลูมิเนียม มีแบบไหนบ้าง? ควรใช้งานอย่างไรให้ปลอดภัยจากอุบัติเหตุ?

 บันได เป็นเครื่องมือช่างที่สำคัญสำหรับช่างทุกประเภทและเป็นอุปกรณ์ที่หลายคนมีติดบ้านไว้เพื่อใช้งานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการปืนขึ้นไปเก็บของ หาของ ซ่อมแซม หรืออื่น ๆ โดยที่นิยมคือ บันไดอลูมิเนียม เพราะมีความแข็งแรงและมีความทนทานสูง ใช้งานได้นาน ไม่เสื่อมสภาพง่าย และรองรับน้ำหนักได้ดี แต่ทราบหรือไม่ว่าความจริงแล้วมีกี่ประเภท และแต่ละประเภทเหมาะสำหรับการใช้งานแบบไหน ไปดูกันเลย

ประเภทของบันได มีแบบไหนบ้าง แต่ละแบบเหมาะสำหรับการใช้งานแบบไหน?

· Step Ladder เป็นชนิดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ใช้งานได้หลากหลาย ทั้งสำหรับงานช่างและการใช้งานในบ้านทั่วไป ออกแบบมาเป็นทรง A มีความสูงให้เลือกหลายระดับ เป็นชนิดที่หลายคนนิยมมีติดบ้านไว้ 

· Extension Ladders เป็นแบบพาดสำหรับช่างที่ทำงานในที่สูง เช่น งานก่อสร้าง ใช้สำหรับพาดกับผนัง ต้นเสา หรือหลังคาเพื่อปีนขึ้นไปใช้งาน เป็นชนิดที่ขึ้น – ลงแบบทางเดียว ต้องอาศัยความชำนาญในการใช้งานพอสมควรเพราะค่อนข้างอันตราย

· Multi-Purpose Ladder เป็นแบบ 4 ท่อนที่สามารถปรับรูปแบบการใช้งานได้ตามที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานแบบพาด ใช้แบบทรง A หรือทำเป็นนั่งร้านก็ได้ และอื่น ๆ 

· Telescoping Ladders เป็นชนิดที่ได้รับความนิยมในตอนนี้เพราะสามารถยืดหดได้ เมื่อหดแล้วมีขนาดไม่ใหญ่ พกพาง่าย ใช้งานสะดวก และไม่กินพื้นที่จัดเก็บ อีกทั้งเวลาที่ยืดออกแล้วยังสามารถใช้งานได้หลายทรงและยืดได้สูงด้วย

· Platform Ladders เป็นแบบทางเดียวที่นิยมใช้ในโรงงานหรือโกดัง ด้านบนมีชั้นวางของและมีที่ป้องกันการตกขณะใช้งานด้วย โดยจะช่วยซัพพอร์ตในช่วงหลัง ช่วยให้ปีนเก็บของหรือหาของได้ง่ายและปลอดภัยขึ้น

· แบบกันไฟ ใช้สำหรับงานไฟฟ้าโดยเฉพาะ ออกแบบมาด้วยวัสดุที่ป้องกันกระแสไฟฟ้าได้ ช่วยเพิ่มความปลอดภัยขณะใช้งานได้ดี

การเลือกซื้อ บันไดอลูมิเนียม ควรพิจารณาจากอะไรบ้าง?

· เลือกให้ตรงกับประเภทใช้งาน แต่ละประเภทมีลักษณะและการใช้งานที่ไม่เหมือนกัน จึงควรเลือกประเภทที่ตรงกับการใช้งานของตัวเอง เช่น ต้องการใช้งานทั่วไปในบ้าน เช่น เปลี่ยนหลอดไฟ เหมาะสำหรับบันไดอลูมิเนียมทรง A เพราะใช้งานง่าย และมีความปลอดภัย แต่หากใช้สำหรับงานช่างก่อสร้างเหมาะสำหรับแบบพาดหรือแบบยืดหดได้

· เลือกจากความสูงที่ต้องการ หลายคนคิดว่าจะต้องสูงเสมอไป แต่ความจริงแล้วแบบเตี้ยสำหรับใช้หยิบของก็มีเช่นกัน มีให้เลือกตั้งแต่ 3 ขั้นขึ้นไป 

· เลือกจากคุณภาพและความแข็งแรง ควรเลือกรุ่นที่มีคุณภาพดีและมีความแข็งแรงสูง ผลิตจากวัสดุอย่างดี เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย

· เลือกจากระบบความปลอดภัย เช่น ยางรองกันลื่น เพื่อช่วยป้องกันการเคลื่อนจากพื้นที่ลื่น หรือระบบล็อกเพื่อช่วยป้องกันไม่ให้พับเข้าหากัน

· เลือกจากการรับรองน้ำหนัก ควรเลือกรุ่นที่รองรับน้ำหนักได้อย่างเพียงพอ เช่น รับน้ำหนักได้สูงสุด 120 กิโลกรัม, รับน้ำหนักได้สูงสุด 150 กิโลกรัม เพราะหากขึ้นใช้งานแล้วอาจทำให้น้ำหนักเกินได้

เรื่องควรรู้ในการใช้งาน ใช้บันไดอลูมิเนียมอย่างไรให้ปลอดภัยและห่างไกลอุบัติเหตุ

· กางให้เข้าล็อกก่อนใช้งาน ก่อนใช้งานควรกางออกหรือยืดออกให้สุด เพื่อให้เข้าล็อกก่อนใช้งาน เพราะหากกางไม่สุดหรือไม่เข้าล็อกจะทำให้พับหรือเลื่อนได้

· หากชำรุดไม่ควรใช้ หากพบว่ามีการชำรุดที่ส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ควรใช้งานเพราะเสี่ยงต่อการเกิดอันตราย นอกจากนี้ยังรวมถึงความเก่าและไม่ได้มาตรฐานด้วย

· ตั้งบนพื้นที่เรียบเสมอกัน ควรตั้งบนพื้นเรียบที่เสมอกัน ไม่เปียกหรือลื่น

· ไม่โยกหรือเอี้ยวตัวขณะใช้งาน หากต้องการใช้งานทางด้านซ้ายหรือขวา ควรวางตำแหน่งใหม่ ไม่ควรเอื้อมหรือเอี้ยวตัวเพราะทำให้น้ำหนักถ่ายเทและพลิกหล่นได้

· ไม่ควรใช้งานเมื่อเท้าเปียก เพราะจะทำให้ลื่นจนบาดเจ็บได้ และเสี่ยงต่อไฟดูดด้วย

· ไม่ควรขึ้นหลายคน ควรขึ้นใช้งานทีละคน เพราะหากขึ้นหลายคนอาจทำให้น้ำหนักเกินได้

· ควรใช้งานด้วยความระมัดระวังทุกครั้ง ควรเหยียบให้เต็มเท้า ทรงตัวให้ดี และใช้งานด้วยความระมัดระวังเพื่อความปลอดภัย

บันไดอลูมิเนียม มีให้เลือกหลายประเภทมากขึ้น อีกทั้งยังออกแบบมาให้ทันสมัยขึ้นด้วย หากสนใจแบบไหนก็สามารถสั่งซื้อมาใช้งานกันได้ บันไดอลูมิเนียม

เก้าอี้ทํางาน

เก้าอี้ทํางาน นั่งอย่างไรให้ห่างไกลจากโรคออฟฟิศซินโดรม และอาการปวดเมื่อยต่าง ๆ  

ปัญหาสำหรับชาวออฟฟิศที่พบได้บ่อย ๆ คือ อาการปวดเมื่อยตามร่างกายหรือโรคออฟฟิศซินโดรม ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะคนที่นั่งทำงานติดต่อกันเป็นเวลาและนั่งถูกไม่วิธี ส่งผลต่อกระดูกสันหลัง และกระดูกหรือกล้ามเนื้อส่วนอื่น ๆ ส่งผลให้มีอาการปวดเมื่อย หรือบางรายกระดูกบิดงอผิดรูปจนต้องรักษาด้วยการผ่าตัด เพื่อป้องกันโรคออฟฟิศซินโดรมและอาการปวดเมื่อยต่าง ๆ ไม่ให้เกิดขึ้นกับคุณ เรามีวิธีเลือกซื้อ เก้าอี้ทํางาน และการใช้งานมาบอกกัน ว่าควรใช้งานอย่างไรให้ห่างไกลออฟฟิศซินโดรม

ประเภทของ เก้าอี้ทํางาน และประโยชน์ใช้งาน แบบไหนที่เหมาะกับการใช้งานของคุณ?

· เก้าอี้อเนกประสงค์ เป็นเก้าอี้สำนักงานแบบทั่วไป เช่น เก้าอี้พับได้ เก้าอี้พลาสติก เก้าอี้ไม้ ฯลฯ สำหรับการใช้งานอเนกประสงค์เพื่อใช้รับแขกหรือจัดกิจกรรมต่าง ๆ ข้อดีของเก้าอี้ประเภทนี้คือ มีน้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายง่าย และมีขนาดไม่ใหญ่มาก ทำให้ใช้งานได้สะดวกและไม่กินพื้นที่จัดเก็บ นิยมใช้นั่งแบบชั่วคราว ไม่นิยมใช้นั่งทำงานเป็นเวลานาน 

· เก้าอี้แบบมีพนักพิง เป็นเก้าอี้ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เรียกว่ามีทุกออฟฟิศเลยก็ว่าได้ เป็นเก้าอี้ที่ออกแบบมาให้มีพนักพิงหลัง บางรุ่นมีพนักพิงแขนและที่รองคอให้ด้วย ผลิตจากวัสดุหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้หนัง เก้าอี้ผ้า กำมะหยี่ และอื่น ๆ ส่วนมากแล้วจะออกแบบมาเป็นล้อเลื่อนที่สามารถหมุนได้ 360 องศา และสามารถปรับเอนได้ ทำให้นั่งสบาย ช่วยรองรับสรีระในการนั่งได้ดี 

· เก้าอี้ผู้บริหาร เป็นเก้าอี้ที่มีขนาดใหญ่กว่าเก้าอี้แบบทั่วไป ออกแบบมาอย่างสวยงาม หรูหรา ส่วนมากแล้วจะผลิตจากหนัง มีพนักพิงหลัง พนักพิงแขน ที่รองคอให้ บางรุ่นมีที่รองขาให้ด้วย เพื่อการนั่งทำงานที่สบาย

· เก้าอี้ทำงานเพื่อสุขภาพ เป็นเก้าอี้สำนักงานที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบันนี้ เนื่องจากคนหันมาสนใจเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น เป็นเก้าอี้ที่ออกแบบมาตามหลักสรีรวิทยาเพื่อรองรับสรีระการนั่งอย่างถูกวิธีได้อย่างตรงจุด มีลักษณะคล้ายกับแบบมีพนักพิง แต่จะมีแผ่นรองหลังเพิ่มเข้ามาเพื่อช่วยป้องกันกระดูกสันหลังบิดงอ เป็นเก้าอี้ที่ช่วยให้นั่งได้ถูกท่ามากขึ้นและช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นออฟฟิศซินโดรมได้

ท่านั่งควรเลิก! หากไม่อยากเสี่ยงเป็นออฟฟิศซินโดรม

· นั่งไขว่ห้าง สำหรับคนที่ชอบนั่งไขว่ห้างคงต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะการนั่งไขว่ห้างคือการทิ้งน้ำที่ก้นข้างใดข้างหนึ่ง เมื่อก้นรับน้ำหนักมาก จะทำให้กระดูกสันหลังคดและเสียรูปได้

· นั่งหลังงอหรือหลังค่อม การนั่งหลังงอหรือหลังค่อมเป็นเวลานานจะทำให้กระดูกผิดรูปได้ ส่งผลให้ปวดที่บริเวณสะโพกและไหล่

· นั่งไม่เต็มเก้าอี้ การนั่งไม่เต็มเก้าอี้นาน ๆ จะทำให้ก้นรับน้ำหนักมากจนเกินไปจนปวดหลังและไหล่ ควรนั่งให้เต็มเก้าอี้และพิงหนังพิงหลังเพื่อถ่ายเทน้ำหนัก

· นั่งขาลากพื้นหรือขาลอย การนั่งที่ถูกวิธีควรนั่งให้ระดับสายตาพอดีกับหน้าจอ ไม่ควรนั่งสูงหรือต่ำจนเกินไป เพราะจะทำให้ขาลอยหรือขาลากพื้น และทำให้ปวดหลังและปวดขาได้

· เอาหมอนรองหลังเป็นประจำ หากเลือกหมอนที่มีขนาดใหญ่เกินไปหรือไม่ได้รูปจะทำให้กระดูกสันหลังงอได้เหมือนกัน

สิ่งที่ไม่ควรทำในการใช้เก้าอี้ทำงาน เสี่ยงพังเร็วแถมเสื่อมสภาพง่าย

· ปรับระดับเล่นบ่อย การปรับเก้าอี้เล่นบ่อย ๆ จะทำให้โช๊คเสียเร็วและทำให้เก้าอี้เสื่อมสภาพได้

· ชอบนั่งโยกเก้าอี้ การโยกเก้าอี้บ่อย ๆ หรือลงน้ำหนักที่ผนังพิงหลังมากเกินไปจะทำให้พนักพิงหลังเสื่อมสภาพเร็วหรือหักได้ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการหงายท้องด้วย

· นั่งไม่ถูกวิธี ควรนั่งให้ถูกวิธี ไม่ขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ เช่น นั่งกอดเข่า นั่งขัดสมาด หรือนั่งหลายคน

· ใช้งานบนพื้นที่ไม่เสมอกัน ควรวางเก้าอี้บนพื้นที่เรียบเสมอกันเพื่อการรับน้ำหนักที่ดีและควรหลีกเลี่ยงการใช้งานบนพื้่นคอนกรีตเพราะจะทำให้ลูกล้อเสื่อมสภาพเร็ว

สำหรับใครที่นั่งทำงานนาน ๆ ก็อย่าลืมเลือกซื้อเก้าอี้ทํางานที่ถูกประเภทและเหมาะกับการใช้งานของตนเอง เพื่อการนั่งทำงานที่สบาย และช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคออฟฟิศซินโดรมลงได้ เก้าอี้ทํางาน