เครื่องดูดฝุ่น

การเลือกเครื่องดูดฝุ่นสำคัญฉไน? จะเป็นอย่างไรหากเลือกใช้ เครื่องดูดฝุ่น ไม่ถูกประเภท 

การทำความสะอาดบ้านเป็นกิจวัตรประจำวันที่เราทำกันอยู่ทุกวันอยู่แล้วเพื่อกำจัดฝุ่นและสิ่งสกปรกต่าง ๆ แต่การทำความสะอาดบ้านนั้นก็ถือว่าเป็นงานที่ไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะบ้านที่มีพื้นที่กว้าง ทำให้เปลืองแรงและใช้เวลาค่อนข้างนาน เครื่องดูดฝุ่น จึงเป็นอุปกรณ์ทำความสะอาดที่ช่วยทุ่นแรงได้เป็นอย่างดีแถมยังสามารถทำความสะอาดได้อย่างที่ต้องการในทุกซอกทุกมุม แต่การเลือกซื้อนั้นก็ใช่ว่าจะเลือกซื้อแบบไหนก็ได้ เพราะแต่ละประเภทออกแบบมาให้มีประโยชน์ใช้งานที่แตกต่างกันจึงควรเลือกซื้อให้ถูกประเภท

5 เหตุผลที่บอกว่าทำไมถึงควรพิถีพิถันในการเลือกซื้อเครื่องดูดฝุ่น

1. มีหลายประเภท แต่ละประเภทมีประโยชน์ใช้งานไม่เหมือนกัน โดยแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ แบบไซโคลน แบบมือถือ แบบดูดน้ำ และหุ่นยนต์ดูดฝุ่น แบบไซโคลน เป็นเครื่องดูดฝุ่นพลังสูงที่สามารถดูดฝุ่นได้ในทุกซอกทุกมุม หัวดูดมีหลายแบบ มีทั้งแบบมีสายและเครื่องดูดฝุ่นไร้สาย ใช้ดูดได้ทุกพื้นผิว มีทั้งแบบมีถุงและแบบไม่มีถุงเก็บฝุ่น, แบบดูดฝุ่นดูดน้ำ เป็นชนิดที่สามารถดูดฝุ่น ของเหลว และน้ำได้, หุ่นยนต์ดูดฝุ่น เป็นที่นิยมในปัจจุบันนี้เพราะสามารถดูดฝุ่นและทำความสะอาดพื้นผิวได้แบบอัตโนมัติ สามารถคำนวณพื้นที่การทำความสะอาดได้ และเมื่อแบตเตอรี่ใกล้จะหมดก็สามารถกลับมาชาร์จเองได้ ช่วยให้บ้านสะอาดได้ตลอดเวลา มีดีไซน์สวย ทันสมัย ขนาดค่อนข้างเล็ก ใช้งานง่ายและสะดวกสบาย

2. มีหลายขนาด ควรเลือกให้เหมาะกับพื้นที่การใช้งาน โดยทั่วไปแล้วจะมีกำลังไฟอยู่ที่ประมาณ 700  – 1,600 วัตต์ หากเป็นรุ่นที่มีกำลังไฟมากก็จะมีพลังในการดูดฝุ่นมาก ในการเลือกซื้อจึงควรเลือกรุ่นที่มีกำลังไฟเพียงพอต่อการใช้งานและเหมาะสมกับพื้นที่ เช่น หากบ้านมีพื้นที่กว้างควรเลือกรุ่นที่มีกำลังไฟเยอะเพื่อประสิทธิภาพที่ดีในการใช้งาน เพราะหากเลือกรุ่นที่มีกำลังไฟน้อยจะทำให้เครื่องต้องทำงานหนักและกินไฟ

3. ระบบกรองฝุ่นแต่ละประเภทไม่เหมือนกัน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ แบบถังเก็บฝุ่นและแบบถุงเก็บฝุ่น โดยแบบถังเก็บฝุ่นจะทำหน้าที่กักเก็บฝุ่นเอาไว้ด้านในและต้องนำออกไปเททิ้ง  ในระหว่างที่เทจะมีฝุ่นฟุ้งกระจายออกมาได้ ส่วนแบบถุงเก็บฝุ่นเมื่อใช้งานเสร็จแล้วสามารถถอดทิ้งได้เลย มีโอกาสที่ฝุ่นจะฟุ้งกระจายน้อยกว่า

4. รูปแบบและดีไซน์ต่างกัน ควรเลือกประเภทที่หยิบใช้งานได้สะดวก แม้จะเป็นประเภทเดียวกันแต่ก็ออกแบบมาให้ดีไซน์ที่แตกต่างกัน บางรุ่นออกแบบมาให้มีสาย แต่บางรุ่นเป็นเครื่องดูดฝุ่นไร้สาย บางรุ่นมีน้ำหนักเบา บางรุ่นมีน้ำหนักมาก จึงควรเลือกให้เหมาะกับการใช้งานและหยิบจับได้สะดวก

5. ราคาใกล้เคียงกัน ควรเลือกรุ่นที่มีคุณภาพดี ได้มาตรฐาน ปัจจุบันนี้มีวางขายในท้องตลาดหลายรุ่นและมีราคาที่ค่อนข้างใกล้เคียงกัน จึงควรเลือกจากคุณภาพและการใช้งานเป็นหลักเพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานยิ่งขึ้น

การใช้เครื่องดูดฝุ่นอย่างถูกวิธีและการดูแลรักษา

· เก็บสายไฟเข้าที่เมื่อเลือกใช้งาน สำหรับประเภทที่มีสายไฟเมื่อเลิกใช้งานแล้วควรจับสายไฟคลี่ออกจากกันจนเป็นเส้นตรงยาวเพื่อช่วยให้เก็บง่ายขึ้น สายไม่พันกัน

· ทำความสะอาดหัวแปรงทุกครั้ง ควรปัดฝุ่นและเช็ดหัวแปรงหลังทำความสะอาดทุกครั้งเพื่อป้องกันฝุ่นสะสม

· ทำความสะอาดถังเก็บฝุ่นและถุงเก็บฝุ่น หากถังเก็บฝุ่นหรือถุงเก็บฝุ่นมีฝุ่นเกิน 2/4 ของภาชนะควรเปลี่ยนหรือถอดทำความสะอาด หรือจะทำหลังจากใช้งานทุกครั้งก็ได้

· ทำความสะอาดท่อดูดฝุ่นอย่างสม่ำเสมอ ท่อดูดฝุ่นเป็นอีกหนึ่งแหล่งสะสมของฝุ่นเพราะเป็นช่องที่ฝุ่นไหลผ่านจึงควรทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ หรือทุก ๆ 3 เดือน แต่หากใครที่ใช้งานบ่อยจะทำทุกเดือนก็ได้

สำหรับใครที่ต้องการเครื่องดูดฝุ่นสำหรับใช้งานในบ้านแบบไซโคลน แบบดูดฝุ่นดูดน้ำ หรือหุ่นยนต์ดูดฝุ่นก็ช่วยทำความสะอาดพื้นที่กว้างได้ดี แต่หากต้องการใช้ดูดฝุ่นในรถยนต์ แบบมือถือก็ใช้งานได้สะดวกสบายมากกว่า

พบกับบทความดีๆ เกี่ยวกับเคล็ดลับ และ วิธีเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดต่างๆได้กับเราที่นี่

เครื่องดูดฝุ่น

เครื่องอบผ้า

เครื่องอบผ้า ตัวช่วยที่ดีในหน้าฝนที่ให้คุณบอกลากลิ่นเหม็นอับได้อย่างถาวร

ปัญหาใหญ่ของพ่อบ้านแม่บ้าน ที่มักเจอในหน้าฝนคือ เสื้อผ้าเหม็นอับ เนื่องจากสภาพอากาศที่ชื้น และมีฝนตกตลอดทั้งวัน ทำให้ไม่มีแดดสำหรับตากผ้าให้แห้งได้ ส่งผลให้เสื้อผ้ามีกลิ่นอับ ไม่สามารถนำมาใส่ได้ ต้องนำไปซักใหม่ ทำให้เสียเวลา เปลืองค่าไฟ และเสียความมั่นใจ เครื่องอบผ้า จึงเป็นตัวช่วยที่ดีในหน้าฝน และ สำหรับคนที่ชอบการซักผ้ากลางคืน เพื่อให้เสื้อผ้าที่ซักไม่เหม็นอับ อบแห้งได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาตาก และนำมาใส่ได้เร็วทันใจ ส่วนจะมีการเลือกซื้ออย่างไร และยี่ห้อไหนดี ไปดูกัน

จะรู้ได้อย่างไรว่าเครื่องอบผ้ายี่ห้อไหนดี? ควรเลือกแบบไหน

· มีคุณภาพและได้มาตรฐาน เพราะในปัจจุบันมีผลิตออกมาหลายยี่ห้อ ส่วนมากแล้ว ขนาดปกติจะอยู่ที่ขนาด 6 – 10 กิโลกรัม ดังนั้น ในการเลือกซื้อจึงควรเลือกซื้อยี่ห้อที่มีคุณภาพ และได้มาตรฐาน เป็นที่นิยมในท้องตลาด และเลือกใช้วัสดุอย่างดี มีความทนทาน แข็งแรง เพราะจะใช้งานได้นาน ไม่ต้องเวลาเสียซ่อม หรือเสียเงินซื้อใหม่

· มีรีวิวที่ดีและน่าเชื่อถือ รีวิวจากผู้ใช้งานต่าง ๆ จะช่วยให้เราตัดสินใจเลือกซื้อได้ง่ายขึ้นว่าสินค้ารุ่นนั้น ๆ น่าซื้อหรือไม่ เพราะเป็นประสบการณ์ตรงจากผู้ใช้งาน แต่ทั้งนี้ก็ต้องเลือกอ่านจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และต้องใช้วิจารณญาณในการอ่านรีวิวนั้น ๆ ด้วยว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ และมีความน่าเชื่อถือมากแค่ไหน เพราะบางครั้งข้อมูลที่ได้อาจจะไม่ได้มาจากผู้ใช้จริง หรือ อาจจะเป็นการพูดในทางบวก หรือลบเกินจริงๆได้

· มีช่องทางการติดต่อที่ชัดเจน ร้านค้าหรือแบรนด์ที่จำหน่าย เครื่องอบผ้า ควรมีช่องทางการติดต่อที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ ที่อยู่ อีเมล หรือช่องทางการติดต่อต่าง ๆ นอกจากนี้ยังรวมถึงช่องทางการขายและรายละเอียดสินค้าที่ควรระบุเอาไว้อย่างชัดเจน เช่น ชื่อสินค้า ชื่อรุ่น ประเภท ขนาด น้ำหนัก วิธีการใช้งาน และอื่น ๆ 

· มีศูนย์บริการใกล้บ้านและมีบริการหลังการขาย การเลือกยี่ห้อที่มีศูนย์บริการหลายแห่ง หรือบริการหลังการขายจะช่วยให้ผู้ใช้งานมีความสะดวกสบายมากขึ้น เมื่อเกิดปัญหาอะไร ก็สามารถติดต่อที่ศูนย์บริการใกล้บ้านได้

· มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่เข้ามาช่วยให้เกิดความสะดวกสบายมากขึ้น โดยแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อจะมีการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้ เช่น เทคโนโลยีเซนเซอร์อัจฉริยะ ที่ช่วยตรวจจับระดับความชื้นในถังอัตโนมัติขณะอบผ้า เมื่อผ้ามีความชื้นน้อยลง หรือเริ่มแห้งเครื่องก็จะหยุดการทำงานให้อัตโนมัติ เพื่อไม่ต้องอบนานเกินไป และ ยังช่วยประหยัดไฟได้อีกด้วย

· มีฟังก์ชันการใช้งานที่ตรงกับความต้องการ เช่น ฟังก์ชัน อบผ้าแห้งเป็นพิเศษ (Extra dry) ที่สามารถอบผ้าได้แห้งสนิทแม้ว่าจะเป็นผ้าขนาดใหญ่อย่างผ้านวมก็ตาม, ฟังก์ชัน Cupboard dry เป็นฟังก์ชันอบผ้าแห้งที่กำลังเหมาะไม่จำเป็นต้องนำผ้าไปตากเพิ่ม เพราะผ้าจะแห้งเกือบสนิท เวลาเอาผ้าออกจากเครื่องมาเก็บไว้ในตู้เสื้อผ้า ผ้าก็จะแห้งสนิทได้เองในเวลาไม่นาน ในการเลือกซื้อจึงควรดูว่ารุ่นนั้น ๆ มีฟังก์ชันการทำงานที่ตรงกับความต้องการ หรือไม่ 

· มีรุ่นหรือประเภทที่ต้องการ เครื่องอบผ้ามีระบบการทำงานอยู่ 2 ประเภท ได้แก่ ระบบท่อลมร้อน (Vented) และระบบควบแน่น (Condenser) โดยระบบท่อลมร้อนจะทำงานด้วยการเป่าลมร้อนเข้าไปโดยตรง และจะระบายความร้อนออกไปทางท่อระบาย เป็นระบบที่นิยมใช้ในเครื่องขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับบ้านที่มีสมาชิกหลายคน ควรติดตั้งในพื้นที่กว้าง และระบายอากาศได้ดี แต่ในการติดตั้ง บางกรณี อาจจะต้องเจาะผนังเพื่อใส่ท่อระบายลมร้อน จึงเหมาะสำหรับบ้านที่มีพื้นที่กว้าง และเจาะผนังได้ ส่วนระบบควบแน่นจะมีขนาดค่อนข้างเล็ก ติดตั้งง่าย และใช้พื้นที่น้อย ทำงานด้วยการควบแน่นไอน้ำ และระบายไอน้ำออกมาใส่ในภาชนะ เมื่อเครื่องทำงานเสร็จก็นำภาชนะไปเทน้ำออก ข้อดีคือ ไม่ต้องเจาะผนังเพื่อระบายความร้อน แต่ระบบควบแน่นจะอบผ้าได้ไม่แห้งสักเท่าไหร่ ต้องนำผ้าออกมาตากแดดเพิ่ม และนอกจากนี้ยังมี ระบบปั๊มความร้อน (Heat Pump) ที่เป็นเทคโนโลยีการอบผ้าแบบใหม่ ที่ช่วยถนอมเนื้อผ้าได้มากขึ้นด้วย

หากใครที่กำลังจะเลือกซื้อ เครื่องอบผ้า แต่ไม่รู้ว่าจะเลือก เครื่องอบผ้ายี่ห้อไหนดี ก็สามารถเลือกจากที่เราแนะนำกันได้ หากต้องการผ้าแห้งแบบพร้อมใส่ไม่ต้องตากเพิ่ม ควรเลือกระบบท่อลมร้อน แต่หากชอบแบบหมาด ๆ และไม่ต้องเจาะผนังเหมาะสำหรับระบบควบแน่น และควรเลือกความจุให้เหมาะสำหรับการใช้งาน เช่น หากมีสมาชิก 1 – 2 คนควรเลือกขนาด 6 – 7 กิโลกรัม แต่ถ้ามีสมาชิก 3 – 4 คนควรเลือกขนาด 10 กิโลกรัมเพราะมีขนาดใหญ่และรองรับการอบผ้าได้จำนวนมาก ไม่ต้องอบหลายรอบ ช่วยประหยัดเวลา และช่วยประหยัดไฟได้

อย่าลืมติดตามเคล็ดลับดีๆ และสาระน่ารู้ เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ และ เทคโนโลยี เพื่อคุณ และครอบครัว พร้อมอัพเดทเทรนด์สินค้าน่ารู้ ได้กับเราง่ายๆได้ทุกสัปดาห์ ที่นี่

เครื่องอบผ้า

แอร์

7 พฤติกรรมต้องเลิก! หากไม่อยากให้แอร์พังเร็วและเปลืองไฟ

ในช่วงที่สภาพอากาศร้อนแบบนี้เชื่อว่าหลายคนจะต้องนึกถึง แอร์ กันอย่างแน่นอน เพราะเป็นเครื่องทำความเย็นที่ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศร้อน ๆ ให้เย็นขึ้นได้ เราจึงควรดูแลเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นนี้ให้ดีอยู่เสมอและใช้งานอย่างถูกต้องเพื่อให้ใช้งานไปได้นาน ๆ แต่จะทราบได้อย่างไรว่าการใช้งานที่เราทำกันอยู่ทุกวันนี้เป็นวิธีการใช้งานที่ถูกต้องและไม่ทำให้พังเร็วขึ้น หากใครที่ยังไม่แน่ใจเราก็มีพฤติกรรมการใช้งานแบบผิด ๆ ที่ควรเลิกทำโดยด่วนมาบอกกัน

ประเภทต่าง ๆ ของแอร์และการใช้งาน

· แบบติดผนัง เป็นเครื่องปรับอากาศที่นิยมใช้ภายในบ้าน มีดีไซน์สวย มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีฟังก์ชันให้เลือกหลายแบบ เช่น โหมด Jet Flow ที่สามารถกระจายความเย็นได้ไกลหลายเมตร ฯลฯ

· แบบฝังในฝ้า เป็นชนิดที่นิยมติดตามทางเดิน ห้องประชุม ฯลฯ ออกแบบมาให้ติดฝังเข้าไปในฝ้า ช่วยประหยัดพื้นที่ภายนอกได้ ข้อดีคือมีความสวยงาม แต่จะมีราคาที่สูงกว่าแบบอื่น ๆ 

· แบบแขวนใต้ฝ้า เห็นได้บ่อยตามโรงพยาบาล ร้านอาหาร หรือสำนักงานต่าง ๆ มีขนาดค่อนข้างใหญ่ มีความทนทานสูง ข้อดีสามารถกระจายความเย็นได้กว้าง

· แบบตู้ตั้งพื้น มีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับประเภทอื่น เสียบใช้งานโดยการตั้งอยู่กับพื้น ไม่ต้องติดตั้ง สามารถกระจายความเย็นได้ในมุมกว้าง 

7 พฤติกรรมการใช้งานแบบผิด ๆ ที่ทำให้ แอร์ พังเร็วและเปลืองไฟมากกว่าเดิม

1. เปิด – ปิดบ่อย ๆ หลายคนมักเข้าใจผิดคิดว่าการเปิด – ปิดบ่อย ๆ จะช่วยประหยัดไฟได้มากกว่า แต่ทราบหรือไม่ว่าการเปิด – ปิดบ่อย ๆ นั้นจะทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนัก เพราะต้องเริ่มทำความเย็นทุกครั้งเมื่อเปิดใช้งานทำให้มีโอกาสกินไฟได้มากกว่าเดิม อีกทั้งการเปิด ๆ ปิด ๆ ยังทำให้อายุการใช้งานสั้นลงได้เนื่องจากต้องเริ่มทำความเย็นใหม่หลายครั้ง

2. ปรับอุณหภูมิต่ำจนเกินไป อุณหภูมิที่เหมาะสมและช่วยประหยัดไฟคือ 25 – 27 องศาเซลเซียส หากปรับอุณหภูมิต่ำเกินไปโดยที่สภาพอากาศภายนอกร้อนกว่าข้างในจะทำให้คอมเพรสเซอร์ทำงานหนักเพราะต้องเร่งรอบการทำงานเพื่อทำความเย็นตามอุณหภูมิที่ตั้งไว้ 

3. ไม่ปิดประตูหรือหน้าต่างขณะเปิดใช้งาน ก่อนเปิดใช้งานควรปิดประตูหรือหน้าต่างให้สนิท เพราะหากเปิดทิ้งไว้จะทำให้ความร้อนเข้ามาในห้องได้ เมื่อความร้อนเข้ามาในห้องก็จะทำให้อุณหภูมิในห้องสูงขึ้น เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นคอมเพรสเซอร์ก็จะต้องทำงานหนักเพื่อทำความเย็นให้อยู่ในอุณหภูมิที่ตั้งไว้

4. ชอบใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความร้อนในขณะเปิดใช้งาน ไม่ควรเปิดใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความร้อนต่าง ๆ เมื่อเปิดใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นไดร์เป่าผม เครื่องหนีบผม กาต้มน้ำร้อน หม้อหุงข้าว ฯลฯ เพราะความร้อนที่ระเหยออกมาจะทำให้ห้องมีอุณหภูมิสูงขึ้นและคอมเพรสเซอร์ทำงานหนัก ทำให้กินไฟ

5. ไม่ทำความสะอาดเลย ควรล้างแอร์อย่างน้อยทุก ๆ 6 เดือน เพราะหากไม่ทำความสะอาดเลยจะทำให้สิ่งสกปรกต่าง ๆ เข้าไปอุดตันที่ฟิลเตอร์หรือแฟนคอยล์ได้ ส่งผลให้ไม่เย็นและต้องทำงานหนักมากกว่าเดิม อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้ด้วย เพราะในขณะที่เปิดใช้งานลมที่พัดออกมาก็จะพัดฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกออกมาด้วย

6. ชอบนำผ้าไปตากหลังคอมเพรสเซอร์ คอมเพรสเซอร์ที่อยู่นอกห้องควรปล่อยให้โล่งและไม่นำของมาตั้งบังหรือนำผ้ามาตากเพราะเป็นตัวระบายความร้อน หากมีอะไรมาบังจะทำให้ระบายความร้อนได้ไม่ดีและต้องทำงานหนักขึ้น ทำให้กินไฟ

7. เปิดติดต่อกันเป็นเวลานานจนเกินไป แม้ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่สามารถเปิดใช้งานติดต่อกันได้เป็นเวลานานแต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ด้วย เพราะหากเป็นเครื่องเก่าหรือมีคุณภาพไม่ดีก็อาจทำให้เกิดปัญหาเวลาเปิดใช้งานนาน ๆ ได้เช่นกัน เช่น มีอายุการใช้งานหลายปีแล้ว สินค้าไม่ได้คุณภาพ ที่อาจทำให้เกิดปัญหาเมื่อเปิดนาน ๆ ได้

ปัจจุบันนี้แอร์เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่นิยมใช้กันแทบทุกบ้านอยู่แล้ว หากอยากให้ใช้งานได้นานขึ้นควรใช้งานอย่างถูกวิธีและเลือกขนาดที่เหมาะสมกับพื้นที่ห้องและการใช้งาน และหลังจากใช้งานเสร็จแล้วควรเปิดหน้าต่างเพื่อระบายอากาศและให้แสงแดดส่องถึงเพื่อช่วยลดความชื้นภายในห้อง

พบกับบทความเนื้อหาสาระดี เกี่ยวกับบ้าน และ ไลฟ์สไตล์ได้ที่นี่

แอร์

โซฟา

สิ่งที่ไม่ควรทำในการใช้ โซฟา ใช้ไม่ถูกเสี่ยงพังเร็ว!

โซฟา เป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นแรก ๆ ที่เรามักจะนึกถึงเมื่อต้องการซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้าน เพราะเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่นิยมใช้ในห้องนั่งเล่นสำหรับรับแขกหรือเป็นมุมโปรดของสมาชิกในบ้านในการนั่งพูดคุยกัน ดูหนังด้วยกัน หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ด้วยกัน โดยทั่วไปแล้วมีอายุการใช้งานที่ค่อนข้างนาน สามารถใช้งานได้หลายปีหากมีการดูแลรักษาและใช้งานอย่างถูกวิธี แต่จะทราบได้อย่างไรว่าการใช้งานแบบไหนที่ถูกวิธีและการใช้งานแบบไหนที่ไม่ควรทำ? วันนี้เราจึงจะพาไปเช็คกันว่าคุณใช้งานอย่างถูกต้องแล้วหรือยัง? หรือกำลังทำให้ Sofa พังเร็วอยู่

ข้อควรระวังในการใช้โซฟา พฤติกรรมแบบไหนที่ไม่ควรทำ?

· ขึ้นไปยืนหรือกระโดดบ่อย ๆ แม้ว่ามีสัมผัสที่นุ่มและน่ากระโดดมากแค่ไหนแต่ก็ไม่ควรขึ้นไปยืนหรือกระโดดบ่อย ๆ เพราะจะทำให้สปริงเสียทรงเนื่องจากต้องรับน้ำหนักมาก ทำให้หนังหรือผ้าที่หุ้มขาดได้ และเมื่อขาดก็มีโอกาสที่จะได้รับบาดเจ็บจากการถูกสปริงทิ่มหรือแทงได้ จึงควรใช้งานอย่างถูกวิธีด้วยการนั่งหรือนอนจะดีกว่า

· นำของที่มีน้ำหนักมากมาวาง การนำของหนัก ๆ หรือมีเหลี่ยมคมมาวางจะทำให้หนังเป็นรอยขีดข่วนและขาดได้ นอกจากนี้ยังทำให้เสียทรงได้ด้วย 

· นำผ้าเปียกหรือชื้นมาตาก เช่น ผ้าเช็ดตัวที่ใช้แล้ว เสื้อผ้าที่เปียกชื้น ฯลฯ เพราะหากเป็นโซฟาหนังจะทำให้หนังเกิดความชื้นและเป็นรอย ทำให้หนังดูไม่สวย ส่วนแบบผ้าจะซึมซับน้ำหรือความชื้นได้ง่าย ทำให้ความชื้นซึมเข้าไปด้านใน และเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้

· นำอาหารหรือเครื่องดื่มขึ้นไปทาน ควรหลีกเลี่ยงการนำขนม อาหาร หรือเครื่องดื่มขึ้นไปนั่งทานเพราะหากหกขึ้นมาจะทำให้ทำความสะอาดยาก หากเป็นแบบหนังจะทำให้เป็นรอยเนื่องจากหนังนั้นไม่ชอบน้ำสักเท่าไหร่ แต่หากเป็นแบบผ้าจะทำให้คราบสกปรกซึมเข้าไปเปื้อนที่ด้านในและทิ้งกลิ่นเอาไว้

· นำของที่มีความร้อนมาวาง โดยเฉพาะแบบหนังที่จะทำให้หนังเป็นรอยได้ง่าย เนื่องจากหนังนั้นไม่ชอบความร้อน หากได้รับความร้อนมากเกินไปจะทำให้หนังแห้งและแตกลาย ทำให้หนังดูไม่สวยและไม่น่าใช้งาน

· ทำความสะอาดไม่ถูกประเภท โซฟาแต่ละประเภทมีการดูแลและทำความสะอาดที่แตกต่างกัน โดยแบบหนังจะทำความสะอาดโดยการใช้ผ้าแห้งแบบนุ่มมาเช็ดทำความสะอาดฝุ่นและเช็ดอีกครั้งด้วยน้ำยาทำความสะอาดเครื่องหนังเพื่อให้หนังเงางาม ไม่แห้งแตกลาย และไม่ควรนำโซฟาหนังไปตั้งไว้ในบริเวณที่แสงแดดส่องถึง เพราะจะทำให้หนังแตกลายได้ ส่วนแบบหนังเทียมสามารถใช้ผ้านุ่มชุบน้ำหมาด ๆ แล้วเช็ดทำความสะอาดได้เลย ส่วนแบบผ้าควรใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกตามซอกมุมต่าง ๆ ออกและนำไปตากแดดหรือวางไว้ในที่ที่แสงแดดส่องถึงเพื่อช่วยกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ 

โซฟาแต่ละประเภทเหมาะกับการใช้งานแบบไหน?

· Sofa Bed ออกแบบมาให้ใช้งานได้ทั้ง 2 แบบทั้งนั่งปกติและเปลี่ยนเป็นเตียงนอน สามารถนำมาต่อกันหรือดึงเตียงที่ซ่อนอยู่ออกมาใช้งานแบบนอนได้

· Sofa Set เป็นชุด Sofa ขนาดใหญ่ที่สามารถใช้งานได้หลายคน เหมาะสำหรับบ้านที่มีสมาชิกมาก หรือใช้รองรับแขกหลายท่าน เป็นชนิดที่มีความสวยงาม หรูหรา และมีราคาสูงกว่าแบบอื่น ๆ 

· Corner Sofa เป็นแบบเข้ามุม หรือรูปตัว L ออกแบบมาสำหรับการวางตั้งไว้ที่มุมของห้อง โดยจะรับเข้ามุมห้องพอดี มีให้เลือกทั้งแบบเข้ามุมซ้ายและแบบเข้ามุมขวา ข้อดีคือ ไม่กินพื้นที่ ช่วยให้ห้องเป็นระเบียบและเหลือพื้นที่สำหรับใช้งานอย่างอื่น

· Armchair เป็น Sofa ที่มีลักษณะเหมือนเก้าอี้ มีพนักพิงหลังและมีที่พักแขน มีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ เหมาะสำหรับการใช้งาน 1 คน นิยมใช้นั่งเล่น นั่งอ่านหนังสือ ดูหนัง เล่นโทรศัพท์ ฯลฯ ออกแบบมาให้นั่งและพิงได้อย่างสบาย

ได้ทราบถึงประเภทของโซฟาและการใช้งานที่ถูกวิธีกันไปแล้ว หากใครที่ใช้งานผิด ๆ อยู่ก็เปลี่ยนมาใช้งานอย่างถูกวิธีจะดีกว่า เพื่อให้ใช้งานให้นานขึ้นและมีสภาพที่เหมือนใหม่น่าใช้งานอยู่เสมอ

โซฟา

เตียงนอน

5 เรื่องควรรู้ก่อนเลือกซื้อ เตียงนอน มีแบบไหนบ้าง ขนาดไหนเหมาะกับการใช้งาน

การนอน เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ควรให้ความใส่ใจ เพราะหากนอนไม่สบายตัวหรือนอนไม่หลับก็จะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตในด้านอื่น ๆ ด้วย จึงควรเริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่การเลือก เตียงนอน ให้เหมาะสมกับการใช้งานเพื่อช่วยให้นอนหลับได้ดีมากขึ้น แต่หากใครที่ยังไม่รู้ว่าควรเลือกแบบไหนดีและมีแบบไหนให้เลือกบ้าง เราก็มีมาบอกกันด้วย

5 เรื่องที่ต้องรู้ก่อนจะเลือกซื้อเตียงนอน ควรพิจารณาจากอะไรบ้าง?

1. เตียงมีหลายประเภท หลายขนาดให้เลือก แบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ เตียงเดี่ยว Single Bed มีขนาด 3.5 ฟุต เหมาะสำหรับการใช้งานคนเดียว, เตียง Queen Size มีขนาด 5 ฟุต เหมาะสำหรับการใช้งาน 1 – 2 คน แบบนอนได้พอดี และแบบ King Size เป็นเตียงนอน 6 ฟุตที่เหมาะสำหรับการใช้งาน 2 คน นอนได้สบาย ๆ แบบไม่ต้องเบียดกันเพราะมีขนาดใหญ่ 

2. ผลิตจากหลายวัสดุ แบ่งออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ เตียงไม้ เตียงบุผ้า เตียงหนัง และเตียงเหล็ก โดยเตียงไม้คือ เตียงที่ผลิตจากไม้ชนิดต่าง ๆ ส่วนมากแล้วจะใช้ไม้แท้ เช่น ไม้ไผ่ ไม้สัก ไม้ยางพารา ฯลฯ, เตียงผ้า เป็นเตียงที่บุด้วยผ้าชนิดต่าง ๆ เช่น ผ้าลินิน เป็นเตียงนอนที่มีความสวยงามและช่วยระบายอากาศได้ดี, เตียงหนัง เป็นเตียงที่หุ้มด้วยหนัง มีทั้งหนังแท้และหนังเทียม มีความสวยงาม หรูหรา และทำความสะอาดง่าย ส่วนเตียงเหล็ก เป็นเตียงที่โครงสร้างผลิตจากเหล็ก มีความแข็งแรงทนทาน ประกอบง่ายและถอดง่าย เคลื่อนย้ายง่าย มีราคาถูก

3. ควรเลือกจากระดับความสูงของเตียงด้วย ความสูงของเตียงแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ แบบเตี้ย แบบสูงเท่าเข่า และแบบ 2 ชั้น โดยแบบเตี้ยจะมีขนาดสูงเหนือพื้นขึ้นมาประมาณ 10 -15 เซนติเมตร เหมาะสำหรับบ้านที่มีเด็ก แต่ทำความสะอาดค่อนข้างยาก, แบบสูงเท่าเข่า เป็นประเภทที่นิยมใช้มากที่สุด ขึ้น – ลงง่าย ทำความสะอาดง่าย และแบบสองชั้น ที่ช่วยประหยัดพื้นที่ได้ดี

4. เลือกดีไซน์ที่เหมาะกับการใช้งาน มีการผลิตออกมาในดีไซน์ต่าง ๆ อย่างสวยงาม เช่น แบบมีพนักพิงหลัง มีหัวเตียง

5. มีฟังก์ชันเสริมต่าง ๆ เพื่อความสะดวกในการใช้งาน เช่น มีช่องเก็บของใต้เตียง 

ควรใช้ เตียงนอน อย่างไรให้ให้ยืดอายุการใช้งานได้นาน ๆ

· ตั้งบนพื้นเรียบที่เสมอกัน ก่อนจะตั้งเตียงควรตรวจสอบดูให้แน่ใจก่อนว่าพื้นทั้ง 4 ด้านนั้นเรียบเสมอกัน เพราะหากพื้นไม่เท่ากันจะทำให้เตียงกระดกเวลาใช้งานได้

· ต่อให้เข้าล็อคก่อนใช้งาน สำหรับเตียงที่ต้องประกอบใช้งานเอง ควรตรวจสอบตำแหน่งที่ต่อทุกมุมว่าเข้าล็อคดีหรือยัง เพราะหากไม่เข้าล็อคจะทำให้เตียงพังลงมา ในขณะที่ใช้งานได้

· เลือกฟูกที่มีขนาดพอดีกับเตียง เตียงแต่ละประเภทจะมีขนาดบอกเอาไว้อยู่แล้วว่าใช้กับฟูกขนาดเท่าไหร่ จึงควรเลือกขนาดให้เหมาะสมกัน เพราะหากเลือกฟูกขนาดใหญ่ เช่น นำฟูกขนาด 6 ฟุตมาวางบนเตียง 3.5 ฟุตจะทำให้เตียงรับน้ำหนักมากเกินไปและมีโอกาสเสื่อมสภาพเร็ว อีกทั้งยังทำให้นอนไม่สบายและทำให้ฟูกเสียทรงจากการใช้งานได้

· ไม่ขึ้นไปกระโดดบนเตียง ไม่ควรขึ้นไปกระโดดบนเตียง ไม่ว่าจะเป็นเตียงสปริงหรือแบบไหนก็ตาม เพราะจะทำให้สปริงพังเร็วและทำให้เตียงด้านล่างรับน้ำหนักมาก มีโอกาสที่กระดานรองเตียงหรือวัสดุด้านล่างจะหักหรือเสียหายได้

· หมั่นทำความสะอาดเตียงอยู่เสมอ นอกจากฟูกแล้วเตียงก็ต้องทำความสะอาดด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะเตียงบุผ้าที่ควรดูดฝุ่นอยู่เสมอ ส่วนเตียงชนิดอื่นควรยกฟูกออกแล้วดูดฝุ่นด้านในหรือฝุ่นตามซอกเตียง เพราะหากมีฝุ่นสะสมมากเกินไปจะทำให้เป็นภูมิแพ้ได้

เตียงนอน เป็น เฟอร์นิเจอร์ ที่มีอายุการใช้งานที่ค่อนข้างนาน สามารถใช้งานได้หลายปี ไม่เสื่อมสภาพง่าย หากใครอยากให้เตียงของคุณใช้งานได้นาน ๆ ควรเลือกประเภทที่เหมาะสมกับการใช้งาน เช่น ชอบแบบที่ทำความสะอาดง่าย เหมาะสำหรับเตียงหนัง หรือชอบเตียงที่ไม่ร้อน ระบายอากาศได้ดี เหมาะสำหรับเตียงผ้า หรือ เตียงนอนแบบน้ำ เป็นต้น และควรใช้งานอย่างถูกวิธีเพื่อยืดอายุให้เตียงใช้ได้นานยิ่งขึ้นโดยไม่ต้องซื้อใหม่บ่อย ๆ 

แค่นี้ก็ได้เคล็ดลับดีๆในการเลือกซื้อเตียงนอนที่เหมาะสมกับตัวคุณ และ คนในครอบครัวแล้ว

เตียงนอน

เตาไฟฟ้า

เตาไฟฟ้า ตัวช่วยที่ดีในการทำอาหารของพ่อบ้านแม่บ้านยุคใหม่

การทำอาหารเป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะยากแต่ความจริงแล้วก็ไม่ยากอย่างที่คิด โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้ที่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวผลิตออกมาให้เลือกใช้กันมากขึ้น ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย สะดวกสบาย และเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ คนที่ทำอาหารไม่เก่งก็สามารถทำได้ ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก พื้นที่เล็ก ๆ ก็สามารถทำอาหารได้ โดยตัวช่วยที่เรากำลังพูดถึงนี้ก็คือ เตาไฟฟ้า เครื่องครัวสำหรับพ่อบ้านแม่บ้านยุคใหม่ที่จะมาช่วยรังสรรค์เมนูโปรดต่าง ๆ ของคุณให้ออกมาได้ง่ายขึ้น

ทำความรู้จักกับประเภทของเตาไฟฟ้าและการทำงานก่อนเลือกซื้อ

· Hot Plate เป็นเตาไฟฟ้าที่มีลักษณะคล้ายกับเตาแก๊ส ทำความร้อนโดยใช้ไฟฟ้าเข้าไปกระตุ้นให้ขดลวดเกิดความร้อน เตาประเภทนี้จะร้อนได้ช้ากว่าแบบอื่น ๆ เพราะต้องใช้เวลาในการสร้างความร้อน รวมถึงการปรับระดับความร้อนที่ต้องใช้เวลาในการทำความร้อนด้วยเช่นกัน ข้อดีของเตาประเภทนี้คือ มีราคาไม่แพง เหมาะสำหรับการทำอาหารในบ้านหรือพื้นที่โล่ง ไม่เหมาะสำหรับการใช้ในคอนโดหรือหอพักสักเท่าไหร่ เพราะขดลวดนั้นจะทำความร้อนอยู่ตลอดเวลา หากเปิดทิ้งไว้อาจทำให้ไฟไหม้ได้

· Ceramic hob เป็นเตาเซรามิกไฟฟ้าที่มีลักษณะคล้ายกับเตาแบบ Hot Plate มีหลักการทำความร้อนที่คล้ายกัน โดยจะทำความร้อนด้วยขดลวดไฟฟ้า หลอดอินฟาเรด หรือหลอดฮาโลเจน ออกแบบมาให้ทันสมัยมากกว่า สวยงาม และทนทาน จุดเด่นคือ ผิวกระจกด้านนอกที่มีความแข็งแรง ทนทานสูง ไม่แตกง่าย ทนต่อแรงกระแทกได้ดี ทำให้มีราคาที่สูงกว่าแบบ Hot Plate แต่ถ้าไปจับโดนก็จะร้อนและมีโอกาสไหม้ได้ ใช้สำหรับภาชนะที่เป็นเซรามิกโดยเฉพาะ

· Induction Cooke เป็นเตาแม่เหล็กไฟฟ้าที่นิยมใช้กันมากที่สุดในปัจจุบันนี้ มีราคาสูงกว่าแบบอื่น ๆ มีความปลอดภัยมากกว่า และประหยัดไฟได้มากกว่า เหมาะสำหรับการใช้ในคอนโด หอพัก ฯลฯ ทำความร้อนโดยการใช้ไฟฟ้าเข้าไปกระตุ้นทองแดงเพื่อสร้างสนามแม่เหล็กให้เกิดการเหนี่ยวนำกับภาชนะที่เป็นเหล็กหรือสแตนเลสบางชนิดโดยเฉพาะ หมายความว่าหากเรานำภาชนะประเภทอื่นที่ไปใช้ก็จะไม่เกิดความร้อนขึ้นแม้ว่าเตาจะเปิดอยู่ก็ตาม ทำให้มีความปลอดภัยสูง และมีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดไฟไหม้ ในการเลือกซื้อภาชนะประกอบอาหารจึงต้องเลือกรุ่นที่สามารถใช้กับเตาแบบแม่เหล็กไฟฟ้าได้เท่านั้น เพราะถ้าเป็นชนิดอื่นจะไม่สามารถใช้ได้

การเลือกใช้เตาไฟฟ้าและการดูแลรักษา

· เลือกประเภทที่เหมาะกับการใช้งาน ควรเลือกประเภทที่เหมาะกับการใช้งานของตัวเองเป็นหลัก เช่น ใช้ในคอนโดหรือหอพักควรเลือกเตาแม่เหล็กไฟฟ้า เพราะมีความปลอดภัยในการใช้งานมากกว่า ช่วยป้องกันเวลาที่เด็ก ๆ มาโดนเตาได้ และหากใครที่ทำอาหารบ่อยควรเลือกแบบที่มีหลายหัวเพราะสามารถทำอาหารไปพร้อม ๆ กันได้หลายเมนู เช่น แบบ 2 หัว, 4 หัว

· ถอดปลั๊กออกทุกครั้งเมื่อเลิกใช้งาน เมื่อเลิกใช้งานแล้วควรปิดเตาและถอดปลั๊กออกทุกครั้ง ไม่ควรเสียบทิ้งไว้เพราะเด็ก ๆ อาจไปเปิดเล่นได้ เพราะการเสียบปลั๊กไว้จะทำให้มีกระแสไฟไหลเวียนอยู่ หากสายไฟรั่วหรือไฟฟ้าลัดวงจรมีโอกาสที่จะเกิดอันตรายสูง

· ไม่ควรนำมือไปสัมผัสกับเตา ไม่ว่าจะเป็นเตาประเภทไหน ทั้งแบบที่กันร้อนได้และกันร้อนไม่ได้ก็ไม่ควรนำมือไปสัมผัสที่เตา เพราะคุณภาพการผลิตของแต่ละยี่ห้อนั้นมีมาตรฐานที่ต่างกัน รวมถึงเตาที่มีอายุการใช้งานมานาน ๆ ที่อาจเสื่อมสภาพได้

· หมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอ ควรทำความสะอาดหลังเลิกใช้งานทุกครั้ง โดยเฉพาะอาหารที่ทิ้งคราบสกปรกไว้มากเพราะหากปล่อยไว้นานจะทำความสะอาดยาก ส่วนในการทำความสะอาดนั้นควรรอให้เตาเย็นลงก่อนแล้วจึงใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์หรือผ้านุ่มชุบน้ำอุ่นที่ผสมน้ำยาล้างจานมาลูบทำความให้ทั่วและลูบออกด้วยผ้าชุดน้ำเปล่าปิดหมาด 1 – 2 ครั้ง และเช็ดด้วยผ้าแห้งอีกครั้ง

ปัจจุบันนี้เตาไฟฟ้าเป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะสามารถใช้ทำอาหารได้หลายเมนู ทั้งเมนูต้ม ตุ๋น ผัด ทอด นึ่ง ฯลฯ หากพ่อบ้านแม่บ้านคนที่ชอบทำอาหารและไม่ชอบให้ก้นกระทะหรือก้นหม้อมีเขม่าดำก็สามารถเลือกซื้อไปใช้ได้ เคลื่อนย้ายง่าย ใช้งานสะดวก

เตาไฟฟ้า

พัดลม

จะรู้ได้อย่างไรว่าพัดลมแบบไหนที่เหมาะสำหรับห้องของเรา?

ไม่ว่าฤดูไหน พัดลม ก็ยังคงเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็นในบ้านอยู่เสมอ เพราะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้งานได้แบบอเนกประสงค์ ปรับความเย็นได้ดี เลือกความเย็นได้หลายระดับ สามารถปรับระดับความสูง – ต่ำได้ สำหรับใครที่กำลังสนใจอยากซื้อพัดลมสักตัวหนึ่งแต่ไม่รู้ว่าแบบไหนที่จะเหมาะกับห้องของเรา วันนี้ก็มีเทคนิคการเลือกซื้อและประเภทต่าง ๆ มาบอกกันว่าแต่ละประเภทเหมาะสำหรับการใช้งานแบบไหน

ประเภทของ พัดลม และการใช้งาน แบบไหนจะใช่สำหรับคุณ

· แบบตั้งโต๊ะ เป็นประเภทที่นิยมใช้กันมากที่สุด มีราคาไม่แพง โดยมีราคาเริ่มต้นที่หลักร้อยต้น ๆ ปรับระดับความสูงไม่ได้ มีให้เลือกตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ มีหลายใบพัดให้เลือก หากใครต้องการให้เย็นมากควรเลือกแบบหลายใบพัดเพราะจะทำความเย็นได้มากกว่า ออกแบบมาให้ใช้ตั้งกับพื้นหรือบนโต๊ะ เก้าอี้ มีน้ำหนักค่อนข้างเบา เคลื่อนย้ายง่าย

· แบบตั้งพื้น มีขนาดใหญ่กว่าแบบตั้งโต๊ะและมีน้ำหนักมากกว่า ที่ตัวเครื่องสามารถปรับระดับความสูง – ต่ำได้ มีหน้าใบพัดที่ค่อนข้างใหญ่ มีกำลังในการทำความเย็นได้มากกว่า เหมาะสำหรับห้องขนาดใหญ่หรือบ้านที่อยู่หลายคนเพราะกระจายความเย็นได้ในมุมกว้าง 

· แบบแขวนผนัง ออกแบบมาให้แขวนติดผนังเพื่อกระจายความเย็นในมุมสูง กระจายความเย็นได้กว้าง และช่วยระบายอากาศได้ดี เหมาะสำหรับห้องโล่ง ออกแบบมาให้เปิด – ปิดง่ายด้วยสายที่สามารถดึงเลือกระดับความเย็นได้

· แบบติดเพดาน มีขนาดใหญ่ ติดตั้งไว้ติดพับเพดาน ใบพัดมีขนาดใหญ่ พัดลมเพดานทำความเย็นได้ไม่มากเหมือนประเภทอื่น ๆ แต่สามารถระบายอากาศภายในห้องได้ดี มีให้เลือกทั้งแบบทั่วไปและแบบสวยงาม ควบคุมด้วยสวิตซ์เปิด – ปิด

· แบบทาวเวอร์ ออกแบบมาเป็นทรงสูงและแคบเหมือนตึก แต่จะไม่มีใบพัดเหมือนประเภทอื่น ๆ ทำความเย็นได้ในแนวกว้าง ใช้งานได้แบบอเนกประสงค์ สามารถปรับระดับความเย็นได้หลายประดับ นิยมใช้ในห้องที่มีขนาดไม่กว้างมาก ช่วยประหยัดพื้นที่การจัดเก็บได้ดี

· แบบไอเย็นหรือแบบไอน้ำ เป็นพัดลมเคลื่อนที่ที่ออกแบบมาให้ใช้งานได้แบบอเนกประสงค์ สามารถใช้งานได้ทั้งภายในและภายนอกบ้าน โดยทั้งสองแบบจะมีการทำงานที่ไม่เหมือนกัน แบบไอเย็นจะให้ความเย็นเหมือนแอร์ธรรมชาติ เป็นลมเย็นที่พัดออกไปโดยไม่มีไอน้ำ ส่วนแบบไอน้ำจะเป็นความเย็นที่มีไอน้ำพัดออกมาด้วย

· แบบอุตสาหกรรม เป็นชนิดที่ทำความเย็นได้มากที่สุด มีขนาดค่อนข้างใหญ่ มีทั้งแบบทรงเตี้ยและแบบทรงสูง ทำความเย็นได้มากกว่าแบบปกติหลายเท่า นิยมใช้ในพื้นที่กว้าง เช่น ห้องประชุม โรงอาหาร วัด ฯลฯ

· แบบมือถือ เป็นชนิดที่มีขนาดเล็กที่สุด ออกแบบมาให้ถือใช้งานได้สะดวก เหมาะสำหรับการพกพา ปรับความเย็นได้หลายระดับ ทำงานโดยใช้แบตเตอรี่ ชาร์จโดยใช้สาย USB 

การดูแลรักษาพัดลมให้ใช้งานได้นาน

· ปิดเมื่อไม่ได้ใช้งาน เมื่อไม่ได้ใช้งานควรปิดทุกครั้ง ไม่ควรเปิดทิ้งไว้เพราะจะทำให้กินไฟ และไม่ควรเปิด – ปิดบ่อย ๆ 

· ถอดปลั๊กออกเมื่อเลิกใช้ทุกครั้ง หลังเลิกใช้งานแล้วควรถอดปลั๊กออกทุกครั้งไม่ควรเสียบทิ้งไว้เพราะอาจมีเด็กมาเปิดเล่นได้ และหากบ้านไหนที่มีเด็กเล็กควรใช้ที่ครอบกันนิ้วมือด้วย

· ไม่เคลื่อนย้ายบ่อย ไม่ควรเคลื่อนย้ายบ่อย ๆ และควรตั้งใช้งานบนพื้นเรียบเสมอ เพราะการเคลื่อนย้ายบ่อยจะทำให้เกิดการสั่นสะเทือนได้

· หมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอ ควรทำความสะอาดอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้งด้วยการถอดตะแกรงและใบพัดไปล้างทำความสะอาดเพื่อไม่ให้ฝุ่นหรือสิ่งสกปรกต่าง ๆ สะสมที่ฝาตะแกรง เพราะหากมีฝุ่นเกาะเยอะเมื่อเปิดใช้งานก็จะพัดฝุ่นออกมาด้วย ทำให้เป็นโรคภูมิแพ้ได้

· ไม่เปิดติดต่อกันนานเกินไป ไม่ควรเปิดติดต่อกันเป็นเวลานานเพราะหากเปิดติดต่อกันจนนานเกินไปอาจทำให้ไหม้ได้ โดยเฉพาะรุ่นที่ไม่มีคุณภาพหรือมอเตอร์ที่ใช้งานมาเป็นเวลานานหลายปีแล้ว ควรปิดเพื่อพักบ้าง หมั่นสังเกตอาการและทำความสะอาดมอเตอร์อยู่เสมอ

ได้รู้ถึงประเภทและการดูแลรักษากันไปแล้ว หากถูกใจแบบไหนก็เลือกซื้อมาใช้งานกันได้ เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ควรมีติดบ้านไว้ เพราะช่วยบรรเทาความร้อนได้

พัดลม

ตู้เย็น

เรื่องควรรู้ในการใช้ตู้เย็น พฤติกรรมแบบไหนที่ทำให้ตู้เย็นกินไฟ!

หากพูดถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จะต้องมีทุกบ้านเชื่อว่า ตู้เย็น ต้องเป็น เครื่องใช้ไฟฟ้า อันดับต้น ๆ อย่างแน่นอน เพราะบ้านเรามีสภาพอากาศที่ค่อนข้างร้อน การแช่เครื่องดื่มเย็น ๆ ไว้ดื่ม หรือแช่อาหารเก็บไว้รับประทาน จึงเป็นทางเลือกของคนทั่วไป ซึ่งในปัจจุบันนี้ ตู้เย็นก็ผลิตออกมาให้เลือกหลายรุ่น หลายขนาด มีทั้งขนาดเล็กสำหรับพกพา และขนาดใหญ่ ใช้งานกันทั้งครอบครัว มีหลายฟังก์ชันการใช้งานให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นโหมด Convertible ที่จะช่วยเปลี่ยนช่องฟรีซให้กลายเป็นช่องแช่เย็น หรือโหมด Turbo Ice ที่สามารถทำน้ำแข็งได้ภายใน 1 ชั่วโมง วันนี้จึงมีประเภท และการใช้งานที่ถูกวิธีมาบอกกัน

ประเภทของ ตู้เย็น กับประโยชน์ใช้สอย แต่ละแบบเหมาะกับการใช้งานแบบไหน

· แบบพกพา เป็นประเภทที่กำลังมาแรงในขณะนี้ เพราะมีขนาดเล็ก มีดีไซน์สวยงาม มีน้ำหนักไม่มาก เป็นแบบพกพา และสามารถใช้งานบนรถยนต์ได้ เป็นแบบอเนกประสงค์ ที่สามารถนำออกไปใช้งานนอกสถานที่ได้ สามารถจุเครื่องดื่มได้ค่อนข้างเยอะ มีหลายขนาดให้เลือก เช่น 6 ลิตร, 8 ลิตร ฯลฯ ใช้แช่อาหาร ผลไม้ และเครื่องดื่มเวลาเดินทางได้ สามารถเสียบใช้งานกับไฟรถยนต์ได้ เป็นเครื่องทำความเย็นเคลื่อนที่ที่สะดวกสบาย และเหมาะสำหรับคนที่เดินทางบ่อย หรือชอบไปแคมป์ปิ้ง ส่วนการใช้งานควรเลือกจากความจุในการแช่ของ รวมถึงดีไซน์การออกแบบด้วย ว่าสามารถใส่เครื่องดื่มขนาดเท่าไหร่ได้บ้า งเพื่อให้ขนาดพอดีกับช่องแช่เย็น

· แบบมินิบาร์ เป็นตู้เย็นขนาดเล็กที่นิยมใช้โรงแรม หอพัก ฯลฯ เหมาะสำหรับ การใช้งานแบบชั่วคราว และแช่ของที่มีปริมาณไม่มาก ทำความเย็นได้ดี มีน้ำหนักค่อนข้างมาก ช่วยประหยัดพื้นที่ใช้สอยได้ ใช้วางกับพื้น หรือบนโต๊ะได้

· แบบ 1 ประตู ออกแบบมาให้มีประตูเปิด – ปิดบานเดียว ด้านในแบ่งออกเป็น 2 ช่องได้แก่ ช่องแช่แข็ง และช่องแช่เย็น มีให้เลือกหลายขนาด แต่ส่วนมากแล้วจะมีขนาดที่ไม่ใหญ่มาก เหมาะสำหรับบ้านที่มีสมาชิกไม่มาก หรือแช่ของไม่เยอะ ส่วนในการใช้งานไม่ควรเปิด – ปิดบ่อย ๆ เพราะจะทำให้ช่องทำความเย็นทำงานหนัก และกินไฟ

· แบบ 2 ประตู เป็นประเภทที่นิยมใช้กันมากที่สุด เพราะออกแบบมาให้มี 2 ประตู ได้แก่ ประตูช่องแช่แข็ง และประตูช่องแช่เย็น หากต้องการใช้งานช่องไหนก็เปิดเฉพาะช่องนั้นได้เลย ไม่รบกวนการทำงานของช่องแช่แข็ง ข้อดีของตู้เย็น 2 ประตู คือ ประหยัดพลังงาน และกินไฟน้อย มีความจุที่ค่อนข้างมาก มีชั้นวาง และ มีชั้นวางของข้างตู้ ทำให้เก็บของได้เยอะ เหมาะสำหรับบ้านที่มีสมาชิกหลายคน

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ ตู้เย็น และการใช้งาน 

· ไม่ควรเปิด – ปิดบ่อยเกินไป เพราะการเปิด – ปิดบ่อยเกินไป หรือเปิดทิ้งไว้เป็นเวลานาน จะทำให้ทำงานหนัก และกินไฟ เนื่องจากในขณะที่เปิดนั้นจะทำให้มีความร้อนเข้าไป ทำให้ต้องทำงานหนักเพื่อทำความเย็นให้อยู่ในอุณหภูมิที่กำหนด

· ไม่ควรแช่ของมากเกินไป แม้จะมีพื้นที่ให้แช่ของมาก แต่ก็ไม่ควรนำของไปแช่จนอัดแน่นมากเกินไป เพราะจะทำให้ระบบทำความเย็นภายในไม่ทั่วถึง ส่งผลให้อาหารเน่าเสียได้ อีกทั้งยังทำให้ทำงานหนักด้วย ทางที่ดีควรแช่แต่พอดีจะดีกว่า และหมั่นเก็บอาหารที่ไม่ได้รับประทาน หรือหมดอายุแล้วออกไปทิ้งอยู่เสมอ เพื่อเพิ่มพื้นที่การใช้งาน และช่วยให้น่าใช้งานมากยิ่งขึ้น

· ไม่ควรนำของร้อนมาแช่เย็น หากต้องการนำอาหารมาแช่เย็น ควรรอให้หายร้อนก่อน เพราะการนำของร้อนมาแช่เย็น จะทำให้อุณหภูมิด้านในสูงขึ้น ทำให้ทำงานหนักเพื่อทำความเย็นให้ถึงอุณหภูมิที่ตั้งไว้ ส่งผลให้เกิดการกินไฟ

· ควรตั้งให้ห่างจากผนัง ควรตั้งให้อยู่ห่างจากผนังอย่างน้อย 10 เซนติเมตร และควรอยู่ในที่ที่ระบายอากาศได้ดี เพื่อช่วยระบายความร้อนที่แผ่ออกมา

· หมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอ ควรทำความสะอาดอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อเก็บอาหารที่หมดอายุออก เช็ดทำความสะอาดฝุ่น และคราบสกปรกต่าง ๆ รวมถึงการละลายน้ำแข็งด้วย

ไม่ว่าจะเป็น ตู้เย็น แบบไหนที่คุณเลือก ก็สามารถใช้งานให้นานขึ้นได้ ด้วยการใช้งานอย่างถูกวิธี และหมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอ เพราะนอกจากจะช่วยให้สะอาด และน่าใช้งานแล้ว ยังช่วยประหยัดไฟได้ด้วย

อย่าลืม ติดตามบทความ เนื้อหาสาระ ความรู้ดีๆ เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ และ เทคโนโลยี ที่จะช่วยอำความความสะดวกให้คุณ และ ครอบครัว รวมถึงตามอัพเดทเทรนด์ สินค้าใหม่ๆ พร้อมกับเรา ได้ที่นี่

ตู้เย็น

เครื่องซักผ้า

7 พฤติกรรมควรเลิกหากไม่อยากให้ เครื่องซักผ้า ของคุณต้องพังก่อนเวลา

เครื่องซักผ้า เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านที่นิยมใช้กันในทุก ๆ บ้าน เพราะเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่ช่วยให้การซักผ้า เครื่องนุ่งห่ม หรือเครื่องนอนต่าง ๆ ทำได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องออกแรงเยอะ ช่วยประหยัดเวลาการซักและการตาก สามารถอบหมาดและนำไปตากแดดได้เลย เพียงไม่นานก็แห้งแล้ว สำหรับใครที่ไม่อยากให้เครื่องทุ่นแรงชิ้นนี้ต้องพังไปก่อนเวลาควรเลือกใช้อย่างถูกวิธีและหลีกเลี่ยง 7 พฤติกรรมที่จะทำให้พังเร็วขึ้นดังต่อไปนี้

7 พฤติกรรมต้องเลิก! ถ้าไม่อยากให้ เครื่องซักผ้า ต้องพังลงซะก่อน!

1. ใส่ผ้าเยอะเกินไป แต่ละรุ่นจะมีขนาดบอกเอาไว้ว่ามีขนาดเท่าไหร่ เช่น 9 กิโลกรัม, 14 กิโลกรัม ฯลฯ จึงควรใส่ผ้าในปริมาณที่เหมาะสม ไม่อัดแน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้เครื่องต้องทำงานหนัก เมื่อบวกกับระดับน้ำแล้วจะทำให้เครื่องรับน้ำหนักที่มากขึ้น เมื่อเกิดแรงเหวี่ยงจะทำให้เครื่องเกิดการสั่นสะเทือนและพังได้

2. ตั้งบนพื้นที่ไม่เสมอกัน ควรตั้งในพื้นที่เรียบเสมอกันทั้ง 4 ด้านและควรใช้ฐานรองเครื่องเสมอ เพราะนอกจากจะช่วยรับน้ำหนักได้ดีแล้วยังช่วยป้องกันการสั่นสะเทือนได้ด้วย ไม่ควรตั้งบนพื้นที่สูงหรือหมิ่นเพราะอาจทำให้เครื่องหล่นเมื่อการเกิดสั่นสะเทือนได้

3. ใช้งานหนักจนเกินไป ในแต่ละวันควรซักผ้าไม่เกิน 2 – 3 รอบเพราะหากซักติดต่อกันมากจนเกินไปจะทำให้เครื่องทำงานหนักและมีอายุการใช้งานที่สั้นลงได้ ส่วนการซักควรซักให้เสร็จในครั้งเดียวเพราะการเปิด – ปิดซักบ่อย ๆ จะทำให้เปลืองไฟมากกว่า

4. เลือกโหมดการซักที่เหมาะสมกับชนิดของผ้า ที่เครื่องซักผ้าจะมีโหมดการซักต่าง ๆ ให้เลือก เช่น โหมดซักผ้ายีนส์ โหมดซักผ้าห่ม โหมดอัตโนมัติ โหมดนุ่มนวล ฯลฯ ควรเลือกโหมดให้ตรงกับชนิดของเนื้อผ้า เพราะแต่ละโหมดจะมีระบบการซักที่ไม่เหมือนกัน 

5. ไม่เคยทำความสะอาดถังซักเลย ควรทำความสะอาดถังซักอย่างน้อยทุก 3 เดือนด้วยการล้างถังซักโดยใช้โหมดล้างถังเพื่อทำความสะอาดถังในซอกมุมต่าง ๆ โดยโหมดล้างถังจะทำงานด้วยระบบน้ำอุ่น ช่วยขจัดคราบสกปรกและกลิ่นไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ยังควรนำถุงกรองฝุ่นและถาดใส่ผงซักฟอกออกมาล้างทำความสะอาดอยู่เป็นประจำ

6. ไม่นำเครื่องประดับ เหรียญ หรือของอื่น ๆ ออกจากเสื้อผ้าก่อนซัก ก่อนซักควรตรวจเอาสิ่งของออกจากกระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋ากางเกงออกก่อน ไม่ว่าจะเป็นเหรียญ เครื่องประดับ หรืออื่น ๆ เพราะจะทำให้ไปขีดข่วนหรือกระทบกับถังซักได้ ส่วนเสื้อผ้าที่มีเครื่องประดับควรแยกซักด้วยการนำมาซักมือ เพราะแรงเหวี่ยงของเครื่องอาจทำให้เครื่องประดับหลุดได้

7. เลือกระดับน้ำไม่พอดีกับปริมาณผ้า ควรเลือกระดับน้ำให้พอดีกับปริมาณผ้า เพราะหากเลือกระดับน้อยเกินไปจะทำให้ทำความสะอาดไม่ทั่วถึง หรือหากเลือกระดับน้ำมากเกินไปก็จะทำให้เปลืองน้ำได้

ประเภทของเครื่องซักผ้าและการเลือกใช้งาน

· แบบมินิ เป็นเครื่องขนาดเล็กแบบถังเดี่ยวที่ออกแบบมาให้ใช้งานง่ายขึ้น เหมาะสำหรับการซักผ้าชิ้นเล็ก เช่น ผ้าอ้อม ผ้าเช็ดหน้า เสื้อผ้าเด็ก ถุงเท้า รองเท้า ฯลฯ 

· แบบถังคู่ เป็นเครื่องที่ทำงานด้วยระบบกึ่ง Manual ออกแบบมามี 2 ถัง ได้แก่ ถังซัก และถังปั่นแห้ง สามารถเลือกระดับน้ำได้เอง ตั้งเวลาซักได้ ตั้งเวลาอบแห้งได้

· แบบฝาบน เป็นชนิดที่นิยมใช้กันมากที่สุด ทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ ใช้งานง่าย ตัวถังเป็นแนวตั้ง ฝาเปิดอยู่ด้านบน เปิด – ปิดใช้งานง่าย มีราคาไม่สูงมาก

· แบบฝาหน้า เป็นชนิดที่นิยมใช้เช่นกันแต่จะมีราคาสูงกว่าแบบฝาบน เครื่องซักผ้าฝาหน้าทำงานด้วยการหมุนซักแบบแนวนอน ช่วยลดแรงเหวี่ยงลงได้ มีแรงเหวี่ยงที่เบากว่าแบบฝาบน เป็นประเภทที่ช่วยถนอมเนื้อผ้าได้ดี มีการซักอย่างนุ่มนวล และช่วยประหยัดน้ำได้มากกว่า

หากไม่อยากให้เครื่องซักผ้าของคุณต้องพังลงก่อนเวลาก็อย่าลืมใช้งานอย่างถูกวิธีและเลือกประเภทที่เหมาะกับการใช้งานและควรเลือกขนาดที่เหมาะสมกับการใช้งานด้วย เช่น หากบ้านมีสมาชิกหลายคนควรเลือกขนาด 14 กิโลขึ้นไป เพราะสามารถรองรับปริมาณผ้าได้มากกว่า ทำให้ไม่ต้องซักหลายรอบ และช่วยประหยัดไฟลงได้

ติดตามอ่านบทความสาระน่ารู้ เคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับเทคโนโลยี และ ไลฟ์สไตล์ไปกับเราได้ง่ายๆ ที่นี่

เครื่องซักผ้า

วอลเปเปอร์

ห้องสวยได้ หลายสไตล์ด้วย วอลเปเปอร์ เปลี่ยนบรรยากาศห้องแบบเดิม ๆ ให้น่าอยู่

ต้องยอมรับว่าบรรยากาศในห้องนั้นมีผลต่อการอยู่อาศัยจริง ๆ เพราะหากห้องตกแต่งได้ไม่ดีก็จะส่งผลให้บรรยากาศภายในห้องดูไม่น่าอยู่เหมือนห้องใหม่ไปด้วย ทำให้รู้สึกอึดอัดหรือนอนไม่หลับได้ สำหรับใครที่รู้สึกว่าบรรยากาศในห้องของตัวเองไม่น่าอยู่และอยากเปลี่ยนบรรยากาศให้น่าอยู่ขึ้นก็สามารถเปลี่ยนได้ง่าย ๆ ไม่ยุ่งยากด้วยการติด วอลเปเปอร์ เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้ห้องของคุณสวยและน่าอยู่ขึ้นแล้ว ส่วนจะมีแบบไหนให้เลือกบ้างและมีวิธีการติดตั้งอย่างไรไปดูกันเลย

วอลเปเปอร์ติดผนังมีกี่ประเภท แบบไหนเป็นที่นิยม

· ไวนิล (Vinyl Wallpaper) เป็นแบบที่นิยมใช้กันมากที่สุดเพราะมีความทนทานสูง ดูแลง่าย และสามารถทำความสะอาดได้ จุดเด่นของแบบไวนิลคือ สามารถพิมพ์ลวดลายหรือสีให้เข้ากับพื้นผิวได้ ให้สีและลวดลายเหมือนจริง เมื่อนำมาติดจึงให้ความรู้สึกที่เหมือนจริงและช่วยเปลี่ยนบรรยากาศได้ กันการขีดข่วน แรงกระแทก และกันน้ำได้ ทำความสะอาดง่าย  

· นอน-วูเว่น ( Non-Woven Wallpaper) เป็นวอลเปเปอร์ที่ผลิตจากเส้นใยเซลลูโลสด้วยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมปิโตรเลียม เป็นที่นิยมในตลาดยุโรปและกำลังมาแรงในปัจจุบันนี้ เป็นชนิดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีน้ำหนักเบา มีความบาง จุดเด่นคือ มีความเหนียวมาก ไม่ฉีกขาดง่าย ติดง่าย และลอกออกง่าย 

· โฟม (Foam Wallpaper) เป็นประเภทที่นิยมใช้เช่นกัน เพราะมีน้ำหนักที่เบามาก ด้านหลังผลิตจากกระดาษ ด้านหน้าเคลือบด้วยสาร PVC แล้วอบนูนให้ออกมาเป็นลวดลายต่าง ๆ โดยที่นิยม ได้แก่ แบบ 3 มิติ เพราะช่วยสร้างมิติให้กับห้องได้ดี เช่น ลายอิฐ 3 มิติ นิยมติดในห้องที่มีการปิดมิดชิดเพื่อป้องกันฝุ่นเพราะทำความสะอาดค่อนข้างยาก

· ดูเพล็กซ์ (Duplex Wallpaper) ผลิตจากกระดาษทั้งแผ่น ค่อนข้างบาง ไม่ทนทานเหมือนชนิดอื่น บางชนิดมีการเคลือบเงาที่ผิวหน้าด้านเพื่อให้ดูสวยงามมากขึ้น เหมาะสำหรับการติดในห้องที่โล่งแจ้ง 

· เท็กซ์ไทล์ (Textile Wallcovering) เป็นชนิดที่สร้างความหรูหราให้กับผนังได้เป็นอย่างดี ด้านหลังผลิตจากกระดาษส่วนด้านหน้าผลิตจากเส้นใยธรรมชาติ เช่น ไหม ฝ้าย ฯลฯ ให้ลายเส้นที่สวยงาม ดูเป็นธรรมชาติ และมีความหรูหรา มีลายละเอียดสูง นิยมติดในห้องรับแขก 

· ภาพวิว (Photo Wall) คือการนำภาพวิวต่าง ๆ มาพิมพ์บนกระดาษ เช่น ภาพธรรมชาติ ภาพบุคคล ผลิตจากกระดาษทั้งด้านหน้าและด้านหลัง 

· หน้าไม้จริง (Wood Backing Wallpaper) เป็นชนิดที่ให้ความรู้สึกที่เหมือนจริง ผลิตจากไม้แท้ชนิดต่าง ๆ ไม่มีการเคลือบผิว  

· ไฟเบอร์ (Fiber Wall) ผลิตจากแผ่นยิปซัมที่นำมารีดบางและถักด้วยเส้นใยไฟเบอร์แล้วนำมาเคลือบผิวและพิมพ์สีให้เป็นลวดลายต่าง ๆ มองเห็นรายละเอียดบนผิวได้อย่างชัดเจน มีความสวยงามและหรูหรา นิยมใช้โทนสีพื้นลายเรียบ

· แบบหลังผ้า (Fabric Backing Wallpaper) เป็นชนิดที่ได้รับความนิยมเช่นกัน เพราะมีความทนทานสูง ทนแรงกระแทกและการขีดข่วนได้ดี ผิวด้านหน้าเคลือบด้วยสาร PVC มีลวดลายที่สวยงาม ส่วนมากแล้วจะมีลายเรียบ ๆ 

5 ขั้นตอนการติดวอลเปเปอร์ติดผนังด้วยตัวเองแบบง่าย ๆ 

· เตรียมพื้นผนัง ทำความสะอาดผนังโดยการปัดฝุ่นและขัดผนังด้วยกระดาษทรายให้เป็นพื้นเรียบเสมอกัน หากผนังมีความชื้นจากการแกะแผ่นเก่าออกควรรอให้แห้งสนิทก่อน ถึงจะเริ่มทำการติดตั้งวอลเปเปอร์ใหม่ได้

· วัดขนาดผนัง วัดขนาดผนังในตำแหน่งที่ต้องการติดให้พอดี เพื่อให้ขนาดของวอลล์เปเปอร์ที่เลือกซื้อมานั้นเพียงพอ ไม่น้อยเกินไป หรือ สั้นเกินไป

· วัดขนาด Wallpaper เทียบลาย และตัดให้พอดี จากนั้นวัดขนาดวอลเปเปอร์ให้พอดีกับผนังแล้วนำไปเทียบลายที่ผนัง เพื่อที่จะมาร์คจุดวางให้พอดีกับขนาดที่วัด รวมถึงต้องดูเรื่อง มุมหรือส่วนโค้งต่าง ๆ ของผนังด้วย

· นำมาติดบนผนังจากบนลงล่าง ขั้นตอนการนำไปติดที่ผนัง เริ่มจากจุดที่มาร์คไว้ โดยให้ติดจากด้านบนลงล่างและจากซ้ายไปขวา แต่หากเป็นวอลเปเปอณ์ชนิดที่ไม่มีกาวในตัว ให้นำลูกกลิ้งทาด้วยแป้งเปียกแล้วทาให้ทั่วแผ่นทางด้านหลังก่อน แล้วจึงนำไปติดบนผนังในจุดที่เรามาร์คไว้

· ไล่ฟองอากาศด้วยไม้ลูกกลิ้ง เมื่อติดครบแล้วให้นำไม้ลูกกลิ้งแห้งกลิ้งทับไปบนวอลเปเปอร์ที่เราติด ไล่ฟองอากาศออกให้หมด เพื่อทำให้กาวติดทนนาน โดยให้เน้นที่บริเวณขอบและบริเวณรอยต่อ เพียงเท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย

หากคุณอยากให้ห้องของคุณมีบรรยากาศแบบไหน ก็สามารถเลือกวอลเปเปอร์ ลายที่ชอบมาเปลี่ยนบรรยากาศห้องด้วยตัวเองกันได้ง่ายๆ มีให้เลือกหลายลวดลาย มีทั้งแบบเรียบ ๆ แบบมีสีสัน แบบมีลวดลาย และแบบ 3 มิติ เมื่อปรับเปลี่ยนบรรยากาศในห้องให้ตรงใจได้แล้ว ทีนี้คุณก็แค่เปิดฟังเพลงที่ชอบเบาๆ และ ผ่อนคลายอารมณ์ไปกับบรรยากาศในห้องที่เหมือนใหม่ของคุณ

วอลเปเปอร์