หม้อทอดไร้น้ำมัน

เคล็ดลับการเลือก หม้อทอดไร้น้ำมัน จะรู้ได้อย่างไรว่าแบบไหนที่เหมาะกับการใช้งานของเรา

ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา หม้อทอดไร้น้ำมัน ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากการกักตัวในช่วงสถานการณ์โควิด 19 ทำให้หลายคนต้องกักตัวอยู่บ้านและประกอบอาหารทานเอง หม้อทอดจึงได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วเนื่องจากเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ใช้งานง่าย มีขนาดไม่ใหญ่มากและทำอาหารได้หลายประเภท สำหรับใครที่สนใจและอยากได้มาไว้ทำอาหารเราก็มีเคล็ดลับดี ๆ ในการเลือกซื้อมาบอกกัน

เคล็ดลับการเลือกซื้อหม้อทอดไร้น้ำมันแบบง่าย ๆ ให้ได้รุ่นที่ตรงใจ

· เลือกจากความจุ ความจุของหม้อเป็นสิ่งที่จำเป็นในการใช้งาน เพราะแต่ละขนาดจะใส่อาหารได้ไม่เท่ากัน หากบ้านมีสมาชิกหลายคนควรเลือกหม้อที่มีขนาดใหญ่เพราะใส่อาหารได้มากกว่า เช่น หม้อทอดที่มีความจุ 3 ลิตรขึ้นไป แต่หากทำอาหารไม่บ่อยหรือใช้งาน 1 – 2 คน เหมาะสำหรับหม้อขนาดเล็ก เช่น ความจุ 1.2 ลิตร หรือ 2 ลิตร เพื่อให้ใส่อาหารได้เพียงพอและสามารถทำอาหารได้ในครั้งเดียว ไม่ต้องทำหลายรอบ

· เลือกจากฟังก์ชันการใช้งาน หม้อทอดแต่ละรุ่นจะมีฟังก์ชันการทำอาหารมาให้ในตัวเพื่อช่วยให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น โดยจะบอกว่าอาหารแต่ละประเภทใช้เวลาเท่าไหร่และใช้อุณหภูมิเท่าไหร่เพื่อช่วยให้ทำอาหารได้ง่ายขึ้น เช่น ปีกไก่ทอด ใช้อุณหภูมิ 160 องศา ใช้เวลา 15 นาที เพราะหากตั้งอุณหภูมิหรือตั้งเวลาไม่เหมาะสมกันจะทำอาหารไม่สุกหรือทำให้อาหารไหม้ได้

· เลือกจากระบบการใช้งาน โดยจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่ ระบบ digital คือการใช้งานแบบปุ่มกด และแบบหมุน หากใครสะดวกแบบหมุนควรเลือกรุ่นที่มีการใช้งานแบบหมุน มีความทนทาน แต่หากใครที่ชอบความสะดวกเหมาะสำหรับการใช้งานแบบปุ่มกด เพราะกดใช้งานง่ายกว่า

· เลือกจากวัสดุ หม้อแต่ละรุ่นจะมีการใช้วัสดุที่ไม่เหมือนกัน ควรเลือกรุ่นที่เลือกใช้วัสดุอย่างดีและช่วยป้องกันการเกิดสนิมได้ เพราะจะช่วยยืดอายุการใช้งานได้นานกว่า ช่วยป้องกันวัสดุลอกและเกิดสนิม นอกจากนี้ยังควรเลือกวัสดุที่เคลือบเทปล่อนเพราะช่วยป้องกันไม่ให้อาหารติดหม้อได้ อีกทั้งยังช่วยให้ล้างทำความสะอาดได้ง่ายขึ้นด้วย

· เลือกจากยี่ห้อ ยี่ห้อเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการใช้งานได้ เพราะหากเลือกยี่ห้อที่ดีและได้มาตรฐานก็จะช่วยให้ใช้งานได้นานขึ้น โดยมีอายุการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 5 ปี แต่หากเลือกยี่ห้อที่ดีและมีการดูแลรักษาที่ดีก็จะช่วยให้ใช้งานได้นานยิ่งขึ้น เช่น หม้อทอดไร้น้ำมัน tefal ที่ได้มาตรฐานและสามารถใช้งานได้นานหลายปี ช่วยให้หม้อทอดไม่เสื่อมสภาพง่าย

เคล็ดลับการใช้หม้อทอดไร้น้ำมัน

· การวอร์มหม้อก่อนใช้ ก่อนทอดควรวอร์มหม้อให้ร้อนประมาณ 2 – 5 นาที ด้วยไฟปานกลางเพื่อให้หม้อทำอุณหภูมิได้เร็วขึ้น และช่วยให้อาหารสุกเสมอกันได้ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดเวลาการทำอาหารลงได้ด้วย

· สามารถเปิดดูระหว่างที่หม้อทำงานได้ ระหว่างที่หม้อทำงานบางรุ่นออกแบบมาให้สามารถเปิดดูได้ว่าอาหารใกล้จะสุกหรือยังเพื่อตั้งค่าการใช้งานให้เหมาะกับอาหารได้ ช่วยป้องกันไม่ได้อาหารไหม้ได้ เมื่อปิดหม้อเข้าไปเครื่องจะทำงานต่อโดยอัตโนมัติ แต่ไม่ควรเปิดบ่อยจนเกินไปหรือเปิดทิ้งไว้นานเกินไปเพราะจะทำให้ความร้อนลดลงและต้องเริ่มทำงานใหม่

· การทาน้ำมันพืชจะช่วยให้อาหารกรอบขึ้นได้ สำหรับใครที่อยากให้อาหารกรอบและไม่ติดหม้อสามารถทาน้ำมันพืชที่ตะแกรงทอดหรือผิวอาหารได้ จะช่วยให้หนังอาหารกรอบและช่วยป้องกันอาหารติดหม้อได้ ช่วยให้ทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น ส่วนการทำความสะอาดก็สามารถล้างออกได้โดยไม่ต้องแช่ทิ้งไว้ข้ามวัน

หม้อทอดไร้น้ำมันเป็นเครื่องครัวที่มีการใช้กันมานานแล้วไม่ได้เพิ่งจะมีในสมัยนี้ เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่สามารถใช้ทอด อุ่น ย่าง และอบได้ หากใครที่ชอบทำอาหารและต้องการความสะดวกสบายหม้อทอดก็ถือเป็นทางเลือกที่ดีเพราะช่วยให้คุณทำอาหารได้แบบไม่ยุ่งยากในไม่กี่นาที อีกทั้งยังช่วยทำอาหารทอดกรอบได้โดยไม่ต้องใช้น้ำมันด้วย หากใครสนใจก็สามารถสั่งซื้อมาลองใช้กันได้ มีราคาไม่แพง มีให้เลือกตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพันเลย  หม้อทอดไร้น้ำมัน

ชั้นวางของ

เทคนิคการเลือก ชั้นวางของ ให้เหมาะกับการใช้งานของคุณ

บ้านน่าอยู่ทำให้จิตใจของเราก็พลอยสดชื่นแจ่มใสไปด้วย ดังนั้นเราจึงควรจัดบ้านของเราให้น่าอยู่และเป็นระเบียบอยู่เสมอ แต่หลายคนบอกว่า เป็นคนชอบซื้อของสะสม ของที่บ้านเยอะมาก หาที่เก็บไม่ได้ ทำได้แค่ยัด ๆ ไว้ในตู้เท่านั้น วันนี้เราเลยจะมาแนะนำการจัดบ้านให้เป็นระเบียบดูสะอาดตา พร้อมกับความสวยงามและยังทำให้เราสามารถหยิบของมาใช้ได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องคอยเปิดตู้คุ้ยหาของให้ลำบาก แค่เลือกเฟอนิเจอร์ อย่าง ชั้นวางของ ให้เหมาะสมกับการใช้งานเท่านี้ก็ช่วยคุณได้มากแล้ว 

1. ทางเข้าบ้าน สิ่งสำคัญที่สุดก็คือชั้นวางรองเท้า การมีชั้นวางสวย ๆ ก็ช่วยส่งเสริมให้บ้านดูดีมากขึ้น ดังนั้นจึงควรหาชั้นวางรองเท้าที่มีดีไซน์และสวยงามเพื่อให้การจัดวางรองเท้าเป็นไปอย่างมีระเบียบมากขึ้น 

2. ห้องครัว ห้องครัวถือว่าเป็นห้องที่มีของต้องหยิบต้องใช้กับเยอะมาก แถมเราจำเป็นต้องใช้วันละหลายครั้งทุกวัน การมีชั้นวางของที่อำนวยความสะดวกแก่คุณในการหยิบใช้ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุหรือความเสียหายในครัวได้ 

– ชั้นวางของแบบเลื่อนได้ เหมาะสำหรับวางแก้วน้ำ จานชามที่ต้องการเคลื่อนที่ สามารถนำออกไปใช้ด้านนอกเมื่อมีการปาร์ตี้ก็ได้ หรือใช้ใส่อาหารร้อน ๆ หลีกเลี่ยงการยกก็ได้ หรือใช้สำหรับใส่จานหนัก ๆ และเคลื่อนย้ายไปตามมุมต่าง ๆ ของบ้านได้อย่างสะดวกสบาย 

– ชั้นพลาสติกใส่จาน หลายครั้งที่เราล้างจานแล้วรู้สึกว่า บริเวณที่คว่ำจานบนซิงก์ล้างจานไม่เพียงพอ แต่ถ้าจะใส่ไว้ในตู้จานก็ยังไม่แห้งอาจจะส่งผลให้ตู้เก็บของเราเกิดเชื้อราขึ้นได้ ดังนั้นชั้นวางของพลาสติกจึงตอบโจทย์ในส่วนนี้ เพราะมีล้างจานเสร็จแล้วก็สามารถคว่ำจานลงได้ทันที และมีฝาปิดเพื่อป้องฝุ่นละอองหรือสิ่งสกปรกที่จะลอยมาเกาะจานได้อีกด้วย 

– ชั้นวางของติดผนัง เหมาะสำหรับอุปกรณ์ชิ้นเล็ก ๆ เช่น ตะหลิว ทัพพี สามารถใช้แขวนไว้ข้างผนังเพื่อสะดวกในการหยิบมาใช้ได้ เนื่องจากอุปกรณ์เหล่านี้มีขนาดเล็ก ดังนั้นการนำมาแขวนไว้นอกกจากจะช่วยให้หาได้ง่ายแล้วยังสะดวกในการเปลี่ยนหรือหยิบจับมาใช้งานได้คล่องมือมากขึ้น

3. ห้องรับประทานอาหาร บางบ้านอาจจะไม่ได้มีการกั้นโซนแยกระหว่างห้องรับแขกและห้องทานอาหาร การนำชั้นมากั้นไว้ก็เป็นการแบ่งพื้นที่ของบ้านให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น สามารถนำของโชว์มาตั้งตกแต่งให้ดูสวยงามเรียบร้อยได้อีกด้วย

4. ห้องนั่งเล่น และห้องรับแขก ห้องรับแขกถือว่าเป็นหัวใจของบ้าน เพราะเป็นห้องที่มีคนใช้มากที่สุดไม่ว่าจะเป็นแขก หรือเจ้าของบ้านที่ใช้เวลาในส่วนนี้กับครอบครัว ดังนั้นห้องรับแขกถือว่าเป็นหน้าเป็นตาของบ้าน การเลือกชั้นวางของมาประดับตกแต่งหรือใช้งาน จึงควรเลือกแบบที่สวยงามและใช้งานง่ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็นชั้นวางทีวี หรือหากใครสะสมแผ่นหนังหรือแผ่นเสียงก็ควรหาชั้นเล็ก ๆ สักชั้นเอาไว้โชว์ของสะสมก็ได้ 

5. ห้องนอน เป็นห้องที่ส่วนตัวมากที่สุดและต้องใช้ในการพักผ่อน ดังนั้นเราอาจจะมีชั้นวางของในส่วนของห้องแต่งตัวเพื่อใช้เก็บเครื่องประดับ อาจจะเป็นชั้นวางของติดผนัง ไว้วางหมวก แว่นตา เพื่อให้ง่ายต่อการใช้สอยก็ได้ หรือจะมีชั้นที่ไว้สำหรับกั้นพื้นที่เพื่อแบ่งโซนภายในบ้านอาจจะวางของสะสม หนังสือ หรือต้นไม้ก็ได้

นอกจากภายในบ้านแล้ว ภายนอกบ้านก็ยังสามารถนำชั้นลอยไปตกแต่งเพื่อเก็บอุปกรณ์ทำสวนได้อีกด้วย หรือจะเป็นชั้นไว้สำหรับวางต้นไม้ประดับก็ทำให้บ้านดูร่มรื่นสดชื่นขึ้น หรือถ้าใครที่อยู่คอนโดอยากจะจัดการของต่าง ๆ ให้เป็นระเบียบและใช้สอยได้ง่ายมากขึ้น การหาชั้นวางของสวย ๆ มาตั้งไว้ก็เป็นทางเลือกที่ดี หรือจะนำมาวางโชว์ของสะสมก็เก๋ไปอีกแบบ

นี่ก็เป็นเทคนิคง่าย ๆ ที่เราสามารถนำชั้นที่ดูเหมือนเป็นของธรรมดามาใช้งานให้ถูกต้องเหมาะสมกับความต้องการของเรา เท่านี้ก็เพิ่มความเป็นระเบียบและสะดวกในการใช้สอยให้บ้านของเรามากขึ้นแล้ว หากใครกำลังอยากจะจัดบ้านใหม่ลองหาชั้นวางเก๋ ๆ ไปจัดของที่บ้านดู รับรองว่าออกมาดีแน่นอน

พบกับบทความเนื้อหาสาระดีๆ เกี่ยวกับบ้าน และ ไลฟ์สไตล์ กับเราได้ ที่นี่

ชั้นวางของ

แวมไพร์ทไวไลท์ 2

แวมไพร์ทไวไลท์ 2  หนังดีในความทรงจำที่คอหนังยังไม่ลืม

สำหรับวันหยุดยาวในช่วงปีใหม่นี้ หลายคนคงกำลังมองหากิจกรรมทำ จะออกไปเที่ยวแต่ก็เบื่อกับผู้คนมากมายที่หลั่งไหลกันไปต่างจังหวัด อยากจะซุกอยู่ใต้ผ้าห่มผืนโปรดพร้อมกับสัตว์เลี้ยงคู่ใจในช่วงเวลาอากาศเย็น ๆ ป๊อปคอร์นอร่อย ๆ สักถ้วยไปพร้อมกับหนังเรื่องโปรด ก็นับว่าเป็นช่วงเวลาของวันหยุดที่ยอดเยี่ยมแล้ว วันนี้เราเลยมีหนังดีในความทรงจำที่เรียกได้ว่าฮิตตลอดกาลและยังคงเป็นหนังในความทรงจำของหลาย ๆ คน นั่นคือ แวมไพร์ทไวไลท์ 2 นั่นเอง

แวมไพร์ทไวไลท์ถือว่าเป็นหนังที่เรียกความสนใจไปจากหนังแวมไพร์ที่เคยมีมาก็ว่าได้ เพราะเราจะได้พบกับแวมไพร์สายพันธ์ใหม่ ๆ ความสามารถใหม่ ๆ ที่มีมากกว่าหนังแวมไพร์ที่เอาแต่ดูดเลือดอย่างเดียวในสมัยก่อน ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกปรับให้มีความทันสมัยและได้หยิบยกความแปลกใหม่ ความตื่นตาตื่นใจ เนื้อเรื่องชวนฝันที่ใครดูแล้วต้องอยากเป็นนางเอกของเรื่องนี้ และอดที่จะคลั่งไคล้ตัวละครในนี้ไม่ได้อย่างแน่นอน แต่ถ้าใครยังไม่เคยดูมาก่อนเราลองไปทำความรู้จักกับหนังเรื่องนี้กันดีกว่า 

หนังเรื่องนี้ถูกสร้างจากนิยายมาก่อนโดยมีการดัดแปลงเนื้อหาบางส่วนให้ได้อรรถรสมากยิ่งขึ้น ซึ่งมาจากนิยายที่ชื่อว่า แรกรัตติกาล ( Twilight) ซึ่งเป็นเรื่องราวความรักของคนกับแวมไพร์ ภาคต่อของนิยายเรื่องนี้คือ นวจันทรา (New Moon) , คราสสยุมพร (Eclipse) และ รุ่งอรุโณทัย (Breaking Dawn) ซึ่งผู้แต่งก็คือ สเตเฟนี เมเยอร์ โดยนิยายเรื่องนี้ได้ถูกทำเป็นภาพยนตร์ในชื่อเรื่องว่า แวมไพร์ ทไวไลท์ (Twilight) เป็นภาพยนตร์อเมริกันปี พ.ศ. 2551 มี 5 ภาคด้วยกันได้แก่ 

1. Twilight (แวมไพร์ ทไวไลท์)

2. The Twilight Saga: New Moon ( แวมไพร์ ทไวไลท์ : นิวมูน)

3. The Twilight Saga: Eclipse (แวมไพร์ ทไวไลท์ : อิคลิปส์)

4. The Twilight Saga: Breaking Dawn: Part 1 (แวมไพร์ ทไวไลท์ : เบรคกิ้งดอว์น ภาค 1)

5. The Twilight Saga: Breaking Dawn: Part 2 (แวมไพร์ ทไวไลท์ : เบรคกิ้งดอว์น ภาค 2)

เรื่องย่อมีอยู่ว่า เบลล่า สวอน เด็กสาวอายุ 17 เธอต้องย้ายมาอยู่บ้านของสามีใหม่แม่ของเธอ จำใจต้องย้ายมาอยู่โรงเรียนใหม่เช่นเดียวกัน ซึ่งที่นี่ก็ทำให้เธอได้พบกับชายหนุ่มสุดหล่อที่แตกต่างจากคนอื่นทั่วไปซึ่งเขาก็คือ เอ็ดเวิร์ด คัลเลน พระเอกของเรื่อง ซึ่ง เอ็ดเวิร์ด คัลเลน ได้มีโอกาสช่วยชีวิต เบลล่า สวอนไว้ ทำให้ทั้งสองได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นและ เบลล่าก็ได้รู้ความจริงที่ว่า เอ็ดเวิร์ดเป็นแวมไพร์ เรื่องราวความรักของทั้งคู่จะเป็นอย่างไร คนกับแวมไพร์จะสามารถรักกันได้หรือไม่ต้องติดตามต่อในภาพยนตร์

หลายคนอาจคิดว่าแค่เรื่องย่ออาจจะดูไม่แตกต่างจากหนังเรื่องมากนัก แต่เรื่องนี้การันตีความยิ่งใหญ่ด้วยปรากฏการณ์ต่าง ๆ ของเหล่าแฟน ๆ ที่มารวมตัวกันหลายเหตุการณ์เลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น 

ปรากฏการณ์ขายดีของหนังสือทไวไลท์ หนังสือถูกขายไปทั่วโลกกว่า 170 ล้านเล่ม และยังได้รับการแปลไปกว่า 38 ภาษา เป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดตลอดกาลในปี 2008 และยังได้รับรางวัลวรรณกรรมยอดเยี่ยมอีกต่างหาก 

ชุดเสื้อผ้าในภาพยนตร์ ที่เป็นที่จดจำมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้น ชุดแต่งงานของ เบลล่าใน Breaking Dawn – Part 1 ที่มีมูลค่ากว่า 35,000 เหรียญ จากนักออกแบบฝีมือดี Carolina Herrera เรียกเสียงชื่นชมจากแฟน ๆ ได้เป็นอย่างดี 

ปรากฏการณ์การจองตั๋วล่วงหน้าของภาคสุดท้ายของแวมไพร์ทไวไลท์ ที่เปิดขายในอเมริกาวันแรกสามารถมียอดขายถึง 1.17 ล้านเหรียญ ในวันที่ 1 ตุลาคม มากกว่าทุกภาคของแวมไพร์ทไวไลท์ที่ผ่านมา 

ปรากฏการณ์ความคลั่งไคล้ เอ็ดเวิร์ด พระเอกของเรื่อง เรียกได้ว่าเรียกเสียงกรี๊ดจากเหล่าสาว ๆ ได้ท่วมท้น และด้วยผลโหวต 38 เปอร์เซ็นต์ทำให้เค้ากลายเป็นแวมไพร์ที่ได้รับความนิยมและชื่นชมมากสูงสุดตลอดกาล

และนี่ก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ของกระแสภาพยนต์เท่านั้น หากใครมีวันหยุดที่น่าเบื่อลองหา แวมไพร์ทไวไลท์ 2 มาดูในช่วงวันหยุดก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะเนื้อหากำลังเข้มข้นเลยทีเดียว แต่ถ้าใครมีแฟนก็ยิ่งต้องไม่พลาดเรื่องนี้ เพราะ แวมไพร์ทไวไลท์ 2 จะเป็นช่วงที่พระนางของเรื่องรักกันแล้ว แต่ว่าอุปสรรคก็ต้องมีมาขวาง แต่ว่าเรื่องราวจะดำเนินไปอย่างไรจนถึงภาคสุดท้าย ต้องติดตามดู

พบกับบทความ เนื้อหาสาระดีๆ ที่จะช่วยให้คุณอัพเดทเทรนด์ และ ไลฟ์สไตล์ไปกับเราได้ ที่นี่ แวมไพร์ทไวไลท์ 2

ปฏิทิน 2564

5 เรื่องน่ารู้ของปฏิทินที่คุณรู้แล้วจะต้องทึ่ง 

พอพูดถึงเรื่องของปฏิทินหลายคนอาจจะคิดว่า ไม่ได้มีเรื่องที่น่าสนใจ เพราะเป็นเพียงสิ่งที่บอกวันที่เท่านั้น แต่แท้จริงแล้วกว่าเราจะมีปฏิทินใช้กันได้ ก็ได้ถูกคิดค้นขึ้นในหลากหลายรูปแบบและถูกพัฒนามาตลอดระยะเวลาที่ยาวนานจนมาเป็นปฏิทินที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในทุกวันนี้ และเมื่อเรากำลังจะเข้าสู่ปีใหม่ หลายคนคงมองหา ปฏิทิน 2564 กันอยู่ ดังนั้น เราจะมาลองทำความรู้จักกับปฏิทินให้มากขึ้นกันดีกว่า

· ความหมายของคำว่า ปฏิทิน ในภาษาอังกฤษ คือ “Calendar” 

Calendar มาจากภาษากรีกโบราณที่เรียก ว่า “Kalend” สามารถแปลในภาษาอังกฤษว่า “I cry” ซึ่งในสมัยก่อนคนจะใช้คำนี้ในการป่าวร้องบอกวันที่จะขึ้นต้นเดือนใหม่ และเป็นการส่งสัญญาณบอกลูกหนี้ว่าถึงกำหนดชำระแล้ว ในเวลาต่อมาก็กลายเป็นการป่าวร้องเพื่อบอกข่าว จนได้เกิดปฏิทินขึ้นเพื่อใช้แทนคนบอกข่าว 

· ปฏิทินมีมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์

ความชาญฉลาดของมนุษย์ทำให้ปฏิทินถูกคิดค้นตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์โดยชาว บาบิโลนเนียน พวกเขาใช้ความช่างสังเกตระยะและทิศทางของดวงจันทร์หรือที่เราเรียกกันว่า ข้างขึ้นข้างแรม ซึ่งจะนับว่าครบ 1 เดือนเมื่อเกิดข้างขึ้นข้างแรม 1 รอบ และเมื่อเกิดข้างขึ้นข้างแรมครบ 12 รอบ ฤดูกาลก็จะวนจะกลับมาอีกครั้ง ชาวบาบิโลนเนียนจึงกำหนดให้ 1 ปี มี 12 เดือนนั่นเอง หลังจากนั้นมาการใช้ปฏิทินนี้ก็ได้แพร่หลายไปตามอาณาจักรโดยรอบ แต่ชนชาติที่นำไปใช้และพัฒนาได้ก้าวหน้าก็คือชาวอียิปต์โบราณ ซึ่งพัฒนาจนได้ปฏิทินที่เรียกว่า ปฏิทินจูเลียน ที่ 1 ปีมี 365 วัน ใช้กันมาจนถึง ค.ศ. 1582 จึงเกิดการแก้ไขเป็นระบบเกรโกเลี่ยน

· ปฏิทินมี 2 แบบ อ้างอิงจากดวงจันทร์ และอ้างอิงจากพระอาทิตย์ 

– ปฏิทินแบบจันทรคติ (Lunar Calendar) เป็นแบบที่อ้างอิงจากดวงจันทร์แบบของชาวบาบิโลนเนียนนั่งเอง ซึ่งจะอ้างอิงจากข้างขึ้นข้างแรมและการโคจรของดวงจันทร์

– ปฏิทินแบบสุริยคติ : (Solar Calendar) คือ เป็นแบบที่อ้างอิงจากการโคจรของพระอาทิตย์ ซึ่งจะมีความสอดคล้องกับฤดูกาล ระยะเวลาของปีจะมีความใกล้เคียงกับระยะเวลาของฤดูกาล

· ปฏิทินพัฒนาอยู่เสมอ

ในอดีตปฏิทินจะถูกสลักไว้ตามแผ่นดินเหนียวแต่เมื่อวันเวลาผ่านไปมีการคิดค้นกระดาษขึ้นมา ปฏิทินจึงได้เริ่มถูกบันทึกลงกระดาษเพื่อใช้บอกวันเวลาของคนในสมัยก่อน ซึ่งจากการบันทึกลงกระดาษธรรมดาก็ได้ถูกพัฒนาให้มีรูปแบบที่มีสีสันและใช้งานได้ง่ายมากยิ่งขึ้น 

· ปฏิทินในประเทศไทย

ประเทศไทยใช้ปฏิทินนับปีตามปีมหาศักราชและจุลศักราชตามลำดับ ซึ่งเป็นปฏิทินแบบจันทรคติมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้มีการรับสั่งให้เปลี่ยนมาใช้ปฏิทินแบบสุริยคติแบบเกรโกเลี่ยนที่ใช้เป็นสากลในปีจุลศักราช 1240 หรือปี พ.ศ. 2431 นั่นเอง ซึ่งในตอนนั้นจะใช้เดือนแรกของปีเป็นเดือนเมษายน และได้มีการเปลี่ยนมาใช้รัตนโกสินทรศก จนมาใช้พุทธศักราชถึงปัจจุบัน แต่ในสมัย ป.พิบูลสงครามได้มีการปรับให้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งเริ่มใช้เมื่อปี พ.ศ. 2484

นี่ก็เป็นเรื่องราวของปฏิทินแบบคร่าว ๆ ที่อยากให้หลายคนได้รู้กันหวังว่าคนที่กำลังมองหา ปฏิทิน 2564 อยู่จะได้ความรู้เพิ่มเติมไปด้วย ที่สำคัญในปัจจุบันปฏิทินเริ่มมีความสวยงามและน่าใช้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ปฏิทินตั้งโต๊ะ ที่สามารถตั้งไว้ดูสำหรับโต๊ะทำงานได้ ถ้าสังเกตจะเห็นได้ว่านอกจากจะมีความสวยงามแล้วยังมีช่องให้จดบันทึกนัดหมายหรือเหตุการณ์สำคัญได้อีกด้วย เรียกได้ว่า ปฏิทินตั้งโต๊ะ ตอบโจทย์สำหรับคนทำงานจริง ๆ หรือถ้าใครเป็นสายมูเตลู ชอบดูฤกษ์ยามดี ๆ สำหรับการค้าขาย ปฏิทินจีนแบบฉีกก็เป็นทางเลือกที่ดีเช่นกัน ส่วนปฏิทินแขวนนอกจากจะใช้ดูวันที่แล้วภาพสวย ๆ บนปฏิทินก็ยังสามารถนำมาเป็นของตกแต่งบ้านได้อีกด้วย เรียกได้ว่าประโยชน์หลายอย่างเลยทีเดียว

สำหรับใครที่ยังไม่มีไอเดียในการหาของขวัญปีใหม่ ปฏิทิน 2564 ถือว่าตอบโจทย์ได้ดีทีเดียว เพราะนอกจากจะราคาจับต้องได้แล้วยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงแน่ เพราะทุกบ้านต้องมี ยังไงปีใหม่นี้ลองหาปฏิทินสวย ๆ ไปฝากเพื่อนพี่น้องหรือคนที่คุณรัก

พบกับบทความเนื้อหาสาระดีๆ ไปกับเราได้ที่นี่

ปฏิทิน 2564

ต้นคริสต์มาส

ความลับของต้นคริสต์มาสที่คุณอาจยังไม่รู้ 

เมื่อลมหนาวในเดือนธันวาคมเข้ามาเยือน หลาย ๆ คนคงคิดถึงบรรยากาศแห่งความสุขที่จะมากับเดือนนี้ด้วย ซึ่งก็คงหนีไม่พ้น วันคริสต์มาสนั่นเอง เพราะเป็นช่วงเวลาเทศกาลแห่งความสุขที่ใกล้กับช่วงปีใหม่ หลาย ๆ คนก็จะเริ่มหาของขวัญมาแลกกันในครอบครัว ที่ทำงาน เพื่อน ซึ่งแน่นอนสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับเทศกาลนี้ก็คือ ต้นคริสต์มาส นั่นเอง แต่ว่าเห็นต้นไม้ที่ประดับไว้สวย ๆ แบบนี้หลายคนรู้หรือไม่ว่าเกิดมาจากอะไร 

หากจะพูดถึงเรื่องราวที่เป็นตำนาน ต้นคริสต์มาสถือว่าเป็นต้นที่ประจำอยู่บนสวนสวรรค์ เป็นต้นไม้ที่มีสีเขียวตลอดทุกฤดู ซึ่งแทนความความหมายของความเป็นนิรันดรของพระเยซู  แต่หากพูดถึงในอดีตก็มีเรื่องราวเล่าว่า ในช่วงศตวรรษที่ 8 มีมิชชันนารีคนหนึ่งชื่อ เซนต์บอนิเฟส เป็นชาวอังกฤษได้เดินทางไปเผยแผ่เรื่องของพระเจ้าที่ประเทศเยอรมนี ซึ่งระหว่างเดินทางนั้นได้พบเด็กคนหนึ่งกำลังจะถูกฆ่าเป็นบูชายัญที่ใต้ต้นโอ๊ก มิชชันนารีสงสารจึงได้โค่นต้นโอ๊กเพื่อช่วยเหลือเด็กคนนี้ไว้จนได้พบต้นสนต้นหนึ่งอยู่ที่โคนต้นโอ๊ก จึงขุดต้นสนมอบให้คนในพิธีเพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ของการมีชีวิต พร้อมทั้งมอบชื่อให้ว่า ต้นกุมารพระคริสต์ หลังจากนั้น  หัวหน้าของคริสตจักรชาวเยอรมัน ชื่อว่า มาร์ติน ลูเธอร์ ได้ ตัดต้นสนไปประดับในบ้านช่วงเดือนธันวาคม ปี ค.ศ.1540 และนี่เองทำให้ต้นคริสต์มาสเริ่มแพร่กระจายไปสู่ประเทศอังกฤษและทั่วโลก ในช่วงหลังจากศตวรรษที่ 19 

จะเห็นได้ว่าต้นคริสต์มาสมีความสำคัญกับศาสนาคริสต์มาอย่างยาวนานและได้แพร่กระจายไปสู่ทั่วมุมโลก จนกลายเป็นว่าทุกศาสนาหรือไม่มีศาสนาก็สามารถมาร่วมเฉลิมฉลองและมีความสุขไปกับวันนี้ได้ เราจึงสามารถเห็น ต้นคริสต์มาส ขนาดใหญ่ ถูกประดับตกแต่งในทุกพื้นพื้นที่ ไม่ว่าเป็นห้างสรรพสินค้า หรือตามสถานที่สำคัญรวมไปถึงบ้านต่าง ๆ อีกด้วย แต่หลายคนคงสงสัยว่า ในตำนานมีพูดแค่ต้นสนอย่างเดียวแต่ทำไมในปัจจุบันจึงมีของตกแต่งเพิ่มเต็มไปหมด ความจริงแล้วของตกแต่งบนต้นคริสต์มาสนั้นมีความหมายในตัวเองเรามาลองดูกันว่าแต่ละอย่างมีความหมายว่าอย่างไร

ของตกแต่งบน ต้นคริสต์มาส นั้นมีความหมายอะไรบ้าง

1. ดาว ดาวเป็นองค์ประกอบที่ถูกวางไว้บนสุดของต้นสน ซึ่งความหมายนั้นแบ่งออกเป็น 2 ตำนาน คือ ตำนานแรกเรียกดาวนี้ว่า Star of Bethlehem ตำนานเล่าว่าโหราจารย์ท่านหนึ่งได้มองเห็นดวงดาวที่เจิสจรัสอยู่บนท้องฟ้า จึงได้เดินทางตามแสงของดาวดวงนั้น จนไปถึงเมืองเบธเลเฮมและพบสถานที่ประสูติของพระเยซูที่ ดังนั้นจึงให้ดาวเป็นสัญลักษณ์ของการเสด็จลงมาจุติบนโลกมนุษย์ของพระเยซู ตำนานที่สองเกิดขึ้นก่อนสมัยคริสตกาลในหมู่ชาวยิว ซึ่งชาวยิวเชื่อว่า ดาวนี้สามารถไล่สิ่งชั่วร้ายไม่ว่าจะเป็นภูตผีหรือปีศาจได้ เป็นสัญลักษณ์ที่แพร่หลายในตะวันออกกลาง ซึ่งเรียกดาวนี้ว่า ดาวของดาวิด (Star of David) 

2. กระดิ่ง และระฆัง ตามตำนานในก่อนคืนวันคริสต์มาส มีเสียงกระดิ่งดังก้องกังวานไปทั่วเป็นการเฉลิมฉลองที่พระเยซูประสูติซึ่งตรงกับวันที่ 24 ธันวาคมตรงกับวันคริสต์มาสอีฟ ดังนั้นการสั่นกระดิ่งหรือตีระฆังจึงมีนัยยะว่าสามารถลดพลังงานไม่ดีลงได้ แต่ในปัจจุบันใช้เป็นสัญญาณของการเริ่มต้นวันคริสต์มาส 

3. พวงมาลัยคริสต์มาส หรือรู้จักกันในชื่อที่เรียกว่า หรีดคริสต์มาส มักจะใช้ประดับหลากหลายที่ ไม่ว่าจะเป็นประตูบ้าน ก็ได้ มีความเชื่อที่ว่าจะช่วยขับไล่สิ่งชั่วร้ายและนำความโชคดีมาให้ และเป็นสัญลักษณ์เพื่อรำลึกถึงมงกุฎของพระเยซู

4. แอปเปิ้ล หลายคนอาจจะไม่คุ้นเคยกับการใช้แอปเปิ้ลมาประดับ แต่สำหรับคนที่ศรัทธา ลำต้นของแอปเปิ้ลนั้นคล้ายคลึงกับต้นไม้แห่งชีวิตบนสวนสวรรค์

นอกจากของประดับตกแต่งที่มีความหมายแล้ว ยังมีของประดับอื่น ๆ ที่เพิ่มความสวยงามให้กับต้นคริสต์มาสได้อีก ไม่ว่าจะเป็นลูกตุ้มประดับ ไฟระยิบระยับ หรือหลายคนจะเพิ่มโบว์ผ้าเพื่อความน่ารักอีกด้วย หรือหากว่าบ้านใครมีพื้นที่ขนาดใหญ่ก็ลองหาคริสต์มาส ขนาดใหญ่ ไปวางเพื่อเพิ่มความสดใสของบ้านได้อีกด้วย ในช่วงเทศกาลแห่งความสุขแบบนี้หากใครยังไม่เคยมีช่วงเวลาดี ๆ ในช่วงคริสต์มาสก็ลองหาต้นคริสต์มาสไปไว้ที่บ้านดู รับรองว่าจะสนุกกับเทศกาลปลายปีเพิ่มขึ้นแน่นอน 

ติดตามบทความ เนื้อหาสาระดีๆ ที่จะมีอัพเดทคุณเกี่ยวกับเรื่องบ้าน และ ไลฟ์สไตล์ ไปกับเราได้ที่นี่

ต้นคริสมาสต์

bath and body works

5 เทียนหอม bath and body works กลิ่นไหนหอม กลิ่นไหนมาแรง 

bath and body works เป็นชื่อที่แค่พูดก็รู้สึกได้ถึงความหอมแล้ว สำหรับใครที่เป็นแฟนแบรนด์นี้คงจะทราบดีว่าผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ นั้นหอมแค่ไหน ซึ่งบาธ แอนด์ บอดี้ เวิร์คส์ นั้นก็แบรนด์ที่อยู่ในการดูแลของบริษัทใหญ่อย่าง L Brands จากสหรัฐอเมริกาที่ขยายสาขาไปทั่วโลก ส่วนที่ประเทศไทยนั้นได้มีสาขาแรกอยู่ที่ห้างสรรพสินค้า Siam Center ชั้น M ส่วนสินค้าจะมีอยู่ 3 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่ Shower, Body Lotion และ Mist และแม้ว่าผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของบาธ แอนด์ บอดี้ เวิร์คส์จะเน้นที่กลิ่นหอมแต่ไม่ได้มีเฉพาะแค่ของสาว ๆ เพียงอย่างเดียวแต่ยังมีผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ชายด้วย และสำหรับใครที่ชื่นชอบเทียนชอบวันนี้เราก็จะมาเอาใจกันด้วยเทียนหอม 5 กลิ่น หอมฟินติดห้องได้นานตลอดวันมาบอกกัน

แนะนำ 5 บาธ แอนด์ บอดี้ เทียนหอม หอมฟินติดใจ กลิ่นไหนก็โดน

1. Champagne toast เทียนหอมสีชมพูอ่อนที่ให้กลิ่นหอมคล้ายกับแชมเปญและกลิ่นผลไม้ หอมกลิ่นอ่อน ๆ คล้ายกับส้มหรือลิ้นจี่ เป็นกลิ่นฟรุตตี้ที่ไม่หวานมากแต่ก็ไม่เปรี้ยวมาก ให้ความหอมแบบสบาย ๆ เป็นกลิ่นที่สาว ๆ น่าจะถูกใจ

2. Lavender sea เป็นกลิ่นที่ผสมผสานระหว่าง lavender และ vanilla ให้กลิ่นหอมอ่อน ๆ เหมือนอยู่ในสวนดอกไม้

เป็นกลิ่นให้ความรู้สึกแบบโรแมนติก ได้กลิ่นแล้วรู้สึกผ่อนคลาย กลิ่นไม่หวานจนเกินไป

3. Moonlight path ให้กลิ่นหอมอ่อน ๆ คล้ายกับแป้งเด็ก กลิ่นหอมละมุนแต่แอบเซ็กซี่ ช่วยสร้างบรรยากาศในห้องได้ดี

4. Black cherry Merlot เป็นกลิ่นที่เหมาะสำหรับการจุดยามค่ำคื่นมาก ๆ ให้กลิ่นหอมของเชอร์รีและราสเบอร์รี เป็นกลิ่นที่ช่วยสร้างบรรยากาศได้ดี ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศในคืนธรรมดาให้พิเศษขึ้นได้

5. Black tie เป็นกลิ่นหอมแบบสะอาดสะอ้านที่หนุ่ม ๆ น่าจะชื่นชอบ กลิ่นหอมอ่อน ๆ แบบสบาย ๆ ไม่แรงจนเกินไป แอบคล้ายกับน้ำหอมของผู้ชาย เป็นกลิ่นที่ทำให้รู้สึกสดชื่น

จุดเด่นของเทียนหอม bath and body works ที่ทำให้ใครต่างก็ถูกใจ

· มีกลิ่นให้เลือกหลากหลาย ในแต่ละปีจะออกคอลเลกชันกลิ่นใหม่ ๆ ออกมาอยู่เสมอ ซึ่งก็มีทั้งคอลเลกชันสำหรับหน้าหนาว หน้าร้อน โดยจะแตกต่างกันออกไป ทำให้มีกลิ่นที่หลากหลาย เหมาะกับการสร้างบรรยากาศในช่วงนั้น ๆ ซึ่งในแต่ละคอลเลกชันที่ผลิตออกมานั้นก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้ตลอดเพราะบางคอลเลกชันก็ผลิตออกมาเพื่อจำหน่ายในซีซันนั้น ๆ และเลิกผลิตไป ทำให้คนที่ชื่นชอบเทียนหอมต่างพากันซื้อเก็บเอาไว้เพื่อใช้งาน

· แพ็คเกจสวยงาม แพ็คเกจเทียนหอมของบาธ แอนด์ บอดี้ เวิร์คส์ออกแบบมาให้สวยงามและทันสมัย โดยแต่ละกลิ่นจะออกแบบบรรจุภัณฑ์มาให้สื่อถึงกลิ่นต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นสีของเทียน ตัวหนังสือ ภาพแพ็คเกจ เช่น กลิ่น Champagne toast ที่ผลิตเทียนมาเป็นสีชมพูอ่อนให้ความรู้สึกถึงกลิ่นหอมของผลไม้ กลิ่น Island Waters ที่มีสีเขียวครามเหมือนกับน้ำทะเล 

· หอมได้นานข้ามวัน เทียนหอม ขนาด 411 กรัม สามารถจุดได้นานถึง 60 ชั่วโมง หรือประมาณ 2 วันครึ่งเลยทีเดียว ส่วนในการจุดนั้นก็ไม่จำแป็นต้องจุดติดต่อกันเป็นเวลานาน เพียงจุดตอนที่อยากสร้างบรรยากาศหรือก่อนนอนวันละ 2 – 3 ชั่วโมงก็ช่วยให้ห้องมีกลิ่นหอมแล้ว การจุดบ่อย ๆ จะทำให้กลิ่นหอมของเทียนไปติดที่ผ้าม่าน เฟอร์นิเจอร์ หรือเสื้อผ้า ทำให้ห้องมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ได้แม้ไม่ได้จุดเทียนตลอดเวลา

· ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศธรรมดาให้พิเศษขึ้นได้ในแบบที่ต้องการ สำหรับวันพิเศษต่าง ๆ ก็สามารถใช้เทียนหอมจุดเพื่อสร้างบรรยากาศได้ ไม่ว่าจะต้องการบรรยากาศแบบไหนก็เลือกได้ในแบบที่ต้องการ เช่น ต้องการให้เป็นคืนที่สบาย ๆ ผ่อนคลาย เหมาะกับกลิ่น Black cherry Merlot แต่ถ้าชอบกลิ่นธรรมชาติ ชอบกลิ่นหอมของทะเลและกลิ่นแมกไม้ที่ให้ความรู้สึกเหมือนต้นไผ่ที่เพิ่งตัดใหม่เหมาะสำหรับกลิ่น Island Waters แต่ถ้าชอบกลิ่นที่หอมหวานเหมือนขนมหรือวานิลลา เหมาะสำหรับกลิ่น Warm vanilla sugar 

สำหรับใครที่ชอบความหอมของ บาธ แอนด์ บอดี้ เวิร์คส์ กลิ่นต่าง ๆ เหล่านี้ก็ไม่ได้มีแค่ในเทียนหอมเพียงอย่างเดียวเพราะยังมีในกลุ่มของผลิตภัณฑ์ Shower, Body Lotion และ Mist ด้วย มีกลิ่นให้เลือกหลายสไตล์ ทั้งกลิ่นสำหรับสาว ๆ และหนุ่ม ๆ ใช้แล้วรับรองว่าจะติดใจอย่างแน่นอน

พบกับบทความ เนื้อหาสาระดีๆ เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ได้กับเรา ที่นี่

bath and body works

แดจังกึม

แดจังกึม หมอหญิงคนแรกของกษัตริย์เกาหลี ที่ไม่ได้มีชื่อเพียงแค่ในนิยาย

ถ้าใครเป็นแฟนตัวยงของซีรี่ย์เกาหลีแล้วล่ะก็ ทุกคนจะต้องเคยได้ยินชื่อ ซีรี่ย์เกาหลีเรื่องหนึ่งที่โด่งมากทั้งในเกาหลีและในไทย นั่นคือซีรี่ย์เรื่อง แดจังกึม จอมนางแห่งวังหลวง เป็นซีรี่ย์แนวพีเรียดดราม่าที่เล่าถึง ชีวิตของเด็กสาวคนหนึ่งที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนมาตั้งแต่เด็ก จนได้มีโอกาสเข้าไปในวังหลวง ซึ่งความน่าสนใจของละครเรื่องนี้ คือความสามารถของนางเอกของเรื่องที่มีความเฉลียวฉลาดมากในสมัยนั้น แต่ที่น่าทึ่งอีกก็คือ ผู้หญิงคนนี้มีชื่อถูกบันทึกไว้ว่าเคยมีตัวตนในประวัติศาสตร์จริง ๆ 

ตามบันทึกไว้ในจดหมายเหตุของราชวงค์เกาหลีและเอกสารทางการแพทย์ซึ่งมีเนื้อหาอ้างอิงเพียงสั้น ๆ 250 ตัวอักษรว่าแดจังกึม เป็นแพทย์หญิง เพราะในสมัยนั้น เป็นสังคมของชายเป็นใหญ่จึงยังไม่เป็นที่ยอมรับมากนัก แต่ก็ถือว่าได้สร้างปรากฎการณ์ให้กับประวัติศาสตร์ มีหลักฐานเขียนไว้ว่าเธอเป็นแพทย์หญิงคนแรกของราชวงค์และมีบทบาทเป็นแพทย์ประจำตัวของพระราชา เพราะการที่ผู้หญิงจะเป็นแพทย์ในสมัยนั้นได้ ต้องมีความสามารถมาก ๆ เลยทีเดียว และนี่ก็ทำให้ตัวละครหลักของซีรี่ย์เรื่องนี้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

ซีรี่ย์เรื่องนี้เป็นพีเรียดที่มีฟอร์มยิ่งใหญ่อลังการมาก ใช้งบประมาณในการสร้างถึง 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ออกอากาศครั้งแรกที่เกาหลีใต้ 15 กันยายน 2546 กลายเป็นซีรี่ย์ยอดนิยมเป็นอย่างจนเรตติ้งพุ่งถึง ถึง 57% ค่าเฉลี่ยต่อตอนอยู่ที่ 46.3% แต่ความนิยมยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น เพราะซีรี่ย์เรื่องนี้ยังถูกนำไปฉายต่อในต่างประเทศอีกถึง 91 ประเทศ ไม่ว่าจะเป็น เวียดนาม, รัสเซีย, สเปน,สิงคโปร์,  ฝรั่งเศส, กรีซ, จีน, ออสเตรเลีย, บรูไน ฯลฯ รวมถึงได้ฉายในประเทศไทยมากถึง 4 ครั้ง ตอกย้ำความสำเร็จของ จอมนางแห่งวังหลวง ทั้งในซีรี่ย์และประวัติศาสตร์เลยทีเดียว

เนื้อเรื่องโดยย่อของซีรี่ย์เรื่องนี้ เกิดขึ้นในสมัย 500 ปี ที่ผ่านเมื่อเกาหลีอยู่ในช่วงสมัยของราชวงศ์โชซอน โดยยังคงมีการปกครองโดยผู้ชายเป็นใหญ่ นางเติบโตขึ้นมาในครอบครัวฐานะยากจน พ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่เธอยังเด็ก แต่ได้รับโอกาสให้ไปเรียนรู้การทำอาหารในพระราชวัง และความที่เธอเป็นคนฉลาด และมีไหวพริบทำให้เธอได้รับความไว้วางใจจนเป็นคนทำอาหารมือหนึ่งของวัง 

แต่ความสนใจของเธอไม่ได้จบแค่การทำอาหาร เธอยังศึกษาการปรุงยาจนมีโอกาสได้ไปรักษาพระราชาจนได้ความดีความชอบ แต่ว่าก็เป็นธรรมดาของวังหลวงที่จะมีการแก่งแย่งชิงดีกันคอยขัดขวางไม่ให้ แดจังกึม ประสบความสำเร็จ แถมยังมีเพื่อนวัยเด็กของเธอที่คอยเป็นคู่แข่งและพยายามจะขัดขาเธอ แต่เธอจะผ่านมันไปได้ด้วยความฉลาดของเธอได้อย่างไร และเธอจะมีโอกาสได้เป็นพระชายาของพระราชาหรือไม่ ต้องติดตามในซีรี่ย์ หรือนิยาย

นี่ก็เป็นเพียงเนื้อเรื่องโดยย่อเท่านั้น แต่ความสนุกของซีรี่ย์เรื่องคือการได้ดูวิธีการทำอาหารเกาหลีที่มีการนำวัตถุดิบธรรมชาติมาใช้ทดแทนสิ่งต่าง ๆ ในครัว หรือเคล็ดลับการเพิ่มรสชาติให้กับอาหาร และการแก้ปัญหาเฉพาะได้อย่างเฉลียวฉลาดของนาง รวมไปถึงความน่าทึ่งของการแพทย์ในสมัยก่อนของเกาหลีที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างดี รวมไปถึงสมุนไพรต่าง ๆ ในการรักษาโรคที่มีสอดแทรกอยู่ในซีรี่ย์เรื่องนี้ เรียกได้ว่านอกจากจะได้ความสนุกแล้วยังได้ความรู้อีกแล้ว ที่สำคัญคือสถานที่ถ่ายทำในเรื่องนี้ที่มีความสวยงามที่ใครได้เห็นแล้วจะต้องอยากไปตามรอยแน่นอน ซึ่งประเทศเกาหลีเองก็ได้เปิดสถานที่ถ่ายทำ แดจังกึมปาร์ก ในเมืองยงอิน จังหวัดคยองกี ให้นักท่องเที่ยวหรือแฟนคลับซีรี่ย์เรื่องนี้ได้เข้าชมอีกด้วย ฟินสองต่อเลยทีเดียว

หากใครกำลังมองหาซีรี่ย์หรือนิยายน่าสนุก ชวนติดตามและไม่ควรพลาดแม้ซักตอนเดียวแนะนำเรื่องนี้เลย เพราะนอกจากจะได้ความสนุกหรรษาจากซีรี่ย์ในการฟาดฟันของไหวพริบและการแข่งขันแล้วยังมีมิตรภาพและความรักให้คนดูได้ฟินได้จิ้นจนชุ่มชื่นหัวใจเช่นกัน หรือหากหาซีรี่ย์ดูไม่ได้ก็สามารถหาเป็นหนังสือนิยายมาอ่านก็ได้ครบรสไม่แพ้กัน 

ติดตามอ่านบทความ เนื้อหาสาระดีๆ เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ และ เทคโนโลยีได้ที่นี่

หูฟังไร้สาย

วิธีใช้ หูฟังไร้สาย อย่างไรไม่ให้พังเร็ว? 9 วิธีการดูแลหูฟังให้ใช้งานได้น๊านนาน

ปัจจุบันนี้หูฟังได้กลายเป็นไอเทมชิ้นใหม่ที่หลายคนมักพกติดตัวไปไหนมาไหนด้วย เพราะออกแบบมาให้ใช้งานง่ายขึ้นในแบบไร้สาย เสียบใช้งานง่าย ไม่ต้องกลัวว่าสายจะพันกัน อีกทั้งยังมีดีไซน์ที่สวยงามและทันสมัย ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็หาซื้อได้ง่ายขึ้น มีให้เลือกหลายรุ่น หลายราคา สำหรับใครที่ใช้ หูฟังไร้สาย อยู่เราก็มีวิธีการใช้งานและการดูแลอย่างถูกวิธีมาบอกกันว่าควรทำอย่างไรให้หูฟังของเราใช้งานได้นาน ๆ และไม่พังไปก่อนเวลา

9 วิธีการดูแลหูฟังแบบไร้สายเพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานให้นานยิ่งขึ้น

· เก็บใส่กล่องเมื่อไม่ใช้งาน หูฟังแบบไร้สายมีขนาดที่ค่อนข้างเล็ก เมื่อเลิกใช้งานจึงควรเก็บใส่กล่องทุกครั้งเพื่อป้องกันไม่ให้หล่นหายหรือถูกของในกระเป๋าทับหรือขีดข่วนจนเกิดความเสียหาย นอกจากนี้กล่องใส่หูฟังบางรุ่นยังออกแบบมาให้ชาร์จแบตเตอรี่ในตัวได้ ช่วยให้แบตเตอรี่เต็มอยู่ตลอดเวลา ส่วนการเลือกใช้หากใครที่ใช้งานบ่อยหรือใช้สำหรับเดินทางควรเลือกรุ่นที่มีแบตเตอรี่มีความจุเยอะและใช้งานได้นาน แบตอยู่ได้หลายชั่วโมง ไม่ต้องชาร์จบ่อย

· เลือกใช้งานให้ถูกประเภท ความจริงแล้ว หูฟังไร้สาย หรือ หูฟังบลูทูธ นั้นมีหลายประเภท แบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ แบบ Sport, Travel, Casual ในการเลือกใช้จึงควรเลือกให้ถูกประเภท โดยหูฟังแบบ Sport เป็นหูฟังสำหรับการใส่เล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย, แบบ Travel เหมาะสำหรับการเดินทาง ใช้งานได้นานหลายชั่วโมง และแบบ Casual เป็นแบบที่ใช้งานทั่วไป

· ทำความสะอาดหลังใช้ทุกครั้ง เมื่อเลิกใช้งานแล้วควรทำความสะอาดหูฟังทุกครั้ง โดยเฉพาะหูฟังแบบ Sport สำหรับใส่เล่นกีฬาที่มีโอกาสเปียกเหงื่อง่าย หลังใช้งานแล้วควรใช้ผ้านุ่มเช็ดให้สะอาดและรอให้แห้งก่อนค่อยเก็บใส่กล่อง

· ระวังไม่ให้หล่น และไม่ควรโยน เพราะมีขนาดเล็กจึงมีโอกาสหล่นได้ง่ายจึงควรหยิบจับด้วยความระมัดระวังไม่ให้หล่นเพราะจะทำให้เกิดการกระแทกและได้รับความเสียหาย หรืออาจหล่นลงท่อหรือรูต่าง ๆ จนหายได้ 

· ระวังไม่ให้โดนน้ำ หากไม่ใช่หูฟังแบบ Sport หรือที่มีการเคลมว่าโดนน้ำได้ 100% ก็ไม่ควรให้โดนน้ำ และควรหลีกเลี่ยงการใช้งานในที่ที่มีโอกาสจะโดนน้ำได้ เช่น การใส่หูฟังทั่วไปออกกำลังกาย ที่อาจทำให้เปียกเหงื่อและพังได้

· ไม่ควรปล่อยให้แบตเตอรี่หมด หากไม่ใช้งานควรเก็บใส่กล่องเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ไว้ ไม่ควรวางทิ้งไว้ข้างนอกโดยเปิดทิ้งไว้ เพราะจะทำให้แบตเตอรี่หมดได้ 

· เปิดเสียงในระดับที่พอดี ไม่ดังจนเกินไป การไม่เปิดเสียงดังเกินไปเป็นการช่วยยืดอายุการใช้งานได้อย่างหนึ่ง เพราะการเปิดเพลงดัง ๆ จะทำให้หูฟังทำงานหนัก ควรเปิดเสียงให้ดังประมาณ 60% และไม่ควรเปิดเสียงดังเกิน 85%

· ลดเบสลงเพื่อช่วยยืดอายุการใช้งาน แม้ว่าบางรุ่นจะเป็นหูฟังจะมีจุดเด่นในเรื่องของเบส แต่ในการใช้งานแล้วควรเปิดเบสให้ดังในระดับที่พอดี ไม่ควรเปิดดังเกินไปเช่นกัน

· หลีกเลี่ยงการเก็บในที่ที่มีความชื้นและความร้อนสูง เพราะเป็นอุปกรณ์ที่ทำงานโดยใช้แบตเตอรี่ จึงควรหลีกเลี่ยงการเก็บในที่ที่มีความชื้น และมีความร้อนสูง 

· เป็นของใช้ส่วนตัวที่ไม่ควรใช้ร่วมกับผู้อื่น เพราะเป็นอุปกรณ์ที่ต้องใส่เข้าไปในรูหู หากใช้งานร่วมกับผู้อื่นที่เป็นโรคเกี่ยวกับหู จะมีโอกาสติดต่อกันได้ 

หูฟังไร้สายหรือหูฟังบลูทูธ เป็นที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบันนี้ เพราะใช้งานได้สะดวก และผลิตออกมาให้เหมาะกับการใช้งานต่าง ๆ มากขึ้น เช่น หูฟังออกกำลังกาย ที่มีคุณสมบัติกันน้ำได้ เนื่องจาก ปัจจุบันนี้คนสนใจออกกำลังกายกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง ปั่นจักรยาน เข้าฟิตเนส หรืออื่น ๆ การใส่หูฟังที่ช่วยกันน้ำ กันเหงื่อได้จึงถือเป็นตัวเลือกที่ดี อีกทั้งยังออกแบบมาให้สวมใส่ได้สบาย ไม่เจ็บหู และใส่ได้กระชับมากขึ้น ไม่หลุดออกง่าย ไม่ว่าจะออกกำลังกายท่าไหน หรือจะวิ่งเร็วเท่าไหร่หูฟังก็ยังไม่หลุดออกจากหูนั่นเอง

อย่าลืมติดตามบทความ เนื้อหาสาระดีๆ เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ และ เทคโนโลยี ที่จะช่วยให้คุณใช้ชีวิตได้ง่าย และ สะดวกมากขึ้น อัทเดทเทรนด์สินค้าใหม่ๆ ไปกับเราได้ตลอดทุกสัปดาห์ ที่นี่

หูฟังไร้สาย

มะยมเงิน มะยมทอง

มะยมเงิน มะยมทอง ไม้โขดมงคลประจำบ้านที่ช่วยเสริมฮวงจุ้ย เรียกทรัพย์ ประดับบารมี

การเลือกซื้อต้นไม้สักต้นหนึ่ง นอกจากจะเลือกจากความสวยงามแล้ว ยังนิยมเลือกจากความหมายดี ๆ ของต้นไม้แต่ละชนิดด้วย เพื่อให้ปลูกแล้วเจริญรุ่งเรือง คนอยู่อาศัยร่มเย็น รวมถึงช่วยเสริมดวง หรือ ประโยชน์อื่นๆ ตามความเชื่ออีกด้วย โดยต้นไม้แต่ละชนิดก็จะมีความหมายที่แตกต่างกัน ต้นไม้ที่นิยมปลูก กันมากที่สุดคือ ไม้มงคล เพราะเป็นต้นไม้ที่เชื่อว่าปลูกไว้ที่บ้านแล้วจะดี ซึ่งต้นไม้ที่เราพูดถึงวันนี้ ก็จัดเป็นหนึ่งในไม้สุดมงคลและ นิยมปลูกด้วยเช่นกัน นั่นคือ มะยมเงิน มะยมทอง ไม้โขดมงคลหายาก ที่เชื่อว่ายิ่งปลูกแล้วจะยิ่งดี

ทำความรู้จักกับไม้โขด คืออะไร มีลักษณะอย่างไร?

มะยมเงิน มะยมทอง เป็นต้นไม้ที่จัดอยู่ในประเภทของไม้โขด เป็นไม้ที่มีรากใหญ่ อวบ เป็นหน่อ มีลักษณะคล้ายกับมันสำปะหลัง โดยรากของไม้โขดจะไม่อยู่ในดินทั้งหมดเหมือนกับรากไม้แบบทั่วไป แต่จะโผล่ขึ้นมาเหนือดินเป็นหน่อใหญ่ ๆ มีลักษณะแปลกตา ดูสวยงาม เหมาะสำหรับการเลี้ยงไว้เป็นไม้ประดับ เดิมทีจะพบได้ในป่าลึก เป็นไม้ที่หาได้ค่อนข้างยาก บ้างก็มีการนำเข้าจากต่างประเทศ โดยสาเหตุที่ขึ้นอยู่ในป่านั้นก็เพราะว่า เมื่อโตเต็มที่แล้วจะสูงถึง 8 เมตร กันเลยทีเดียว แต่ในการนำมาเลี้ยงประดับบ้านนั้นก็ใช่ว่าจะได้เห็นลำต้นสูงถึง 8 เมตร ได้ง่าย ๆ เพราะเป็นไม้ที่โตช้ามาก ๆ ต้องใช้เวลาหลายสิบปีกันเลยทีเดียว เราจึงได้เห็นแค่ต้นเล็ก ๆ ที่เลี้ยงอยู่กระถางกันเท่านั้น แต่การโตช้าก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อดี เพราะใช้เป็นไม้ประดับบ้านได้นานหลายปี และ ไม่ต้องมีพื้นที่มากก็สามารถเลี้ยงได้

ต้นมะยมเงิน มะยมทองกับความหมายดี ๆ ทำไมถึงควรปลูกไว้ที่บ้าน?

· ช่วยเสริมฮวงจุ้ย เชื่อกันว่าเป็น ไม้มงคล ที่ช่วยเสริมฮวงจุ้ยให้กับบ้าน หรือสถานที่ต่าง ๆ ได้ ช่วยให้อะไร ๆ ถูกหลักฮวงจุ้ยมากขึ้น เมื่อถูกหลักฮวงจุ้ย ก็จะช่วยเสริมดวงในด้านต่าง ๆ 

· เสริมความเป็นสิริมงคล เสริมบารมี โบราณเชื่อว่าเป็นไม้ที่มงคล หากบ้านไหนปลูกไว้จะดี จะช่วยเสริมบารมี และความเป็นสิริมงคลให้กับคนปลูก และคนบ้าน บวกกับลักษณะที่สวยงามคล้ายกับบอนไซ ทำให้คนนิยมเลี้ยงกันมากขึ้น เพราะนอกจากจะช่วยเสริมดวงแล้ว ยังเป็นต้นไม้ที่เหมาะสำหรับการนำมาจัดสวนด้วย

· ช่วยเรียกทรัพย์ เชื่อกันว่าหากปลูกต้น มะยมเงิน มะยมทองไว้หน้าบ้าน จะช่วยเรียกทรัพย์ได้ดี มีเงินทองไหลมาเทมา 

· ค้าขายรุ่งเรือง ช่วยให้ขายดี ร่ำรวย สำหรับใครที่ทำอาชีพค้าขายแล้วปลูกต้นนี้ไว้หน้าร้าน ก็จะช่วยให้ทำมาค้าขายได้ดี ร่ำรวย รุ่งเรือง ช่วยเรียกเงินเข้าร้านได้

· กลางวันบาน กลางคืนหุบ แม้ว่าจะเป็นต้นไม้ที่มีใบน้อย แต่ใบก็มีลักษณะพิเศษ โดยกลางวันใบจะบานออก แต่ตอนกลางคืนใบจะหุบเข้า หากใครที่เลี้ยงอยู่ก็ลองสังเกตกันดูได้ ส่วนใบจะมีลัษณะคล้ายกับใบมะยม มีสีเขียวออกแดง เมื่อใบเริ่มแก่จะออกสีแดง เมื่อแก่จัดก้านจะเปลี่ยนเป็นสีแดงตามไปด้วย 

· เป็นไม้มีดอก แต่ต้องใช้เวลานาน หลายคนอาจจะยังไม่เคยเห็นดอกของต้นนี้ แต่ความจริงแล้วก็มีดอกเช่นกัน แต่จะต้องใช้เวลานานมากกว่าจะออกดอกมาให้เห็น 

· เลี้ยงง่าย ไม่ต้องรดน้ำบ่อย แม้ว่าจะโตยาก แต่ว่าเลี้ยงง่ายมาก เป็นไม้ที่ไม่ค่อยชอบน้ำ ไม่ต้องรดน้ำบ่อย 2 วัน รดน้ำครั้งนึงก็ได้ ส่วนการรดน้ำให้รดลงที่ดิน โดยหลีกเลี่ยงการรดลงบนหน่อ หรือรากอวบ เพราะอาจจะทำให้เน่าได้ เลี้ยงประดับไว้ในบ้านได้ เพราะเป็นไม้ที่ไม่ค่อยชอบแดด ตั้งไว้ในที่ที่แสงแดดส่องถึงก็พอ หรือจะนำออกไปตากแดดอาทิตย์ละครั้งก็ได้ 

ต้นมะยมเงิน มะยมทอง เป็นไม้โขดที่มีความสวยงาม มีลักษณะเด่นทั้งรากโขดที่อวบ และใบที่หุบเข้า-บานออกได้ หากใครที่กำลังมองหาต้นไม้ที่ช่วยเสริมดวง และความมงคลต่าง ๆ ต้นไม้ชนิดนี้ ก็เป็นตัวเลือกที่ดีเพราะมีขนาดไม่ใหญ่ สามารถใช้ตกแต่งในบ้าน หรือใช้แต่งสวนได้ เลี้ยงง่ายไม่ยุ่งยาก มีราคาไม่แพง อยู่ในหลักร้อยต้น ๆ เท่านั้นเอง และหากใครที่เลี้ยงไว้นาน ๆ ก็มีโอกาสจะได้เห็นดอกสวย ๆ กันด้วย เป็นไม้ที่จัดอยู่ในตระกูลเดียวกับมะยม พบได้มากในโซนบ้านเรา ที่ประเทศไทย และ ประเทศพม่า เป็นต้น

อย่าลืมติดตาม และ พบกับบทความ เนื้อหาสาระดี ๆ ที่จะมาอัพเดทเกี่ยวกับเรื่อง ไลฟ์สไตล์ และ เทคโนโลยี ที่อยู่รอบ ๆ ตัวคุณ ให้คุณได้รู้จักเทรนด์สินค้าใหม่ ๆ รวมถึง ความรู้รอบตัว ที่มีประโยชน์ ไปพร้อมกับเรา ทุกสัปดาห์ ได้ที่นี่

มะยมเงิน มะยมทอง

แก้วสตาร์บัค

5 เหตุผลที่ทำให้แก้วสตาร์บัคได้รับความนิยมอยู่เสมอ มีเคล็ดลับอย่างไร?

Starbucks หากพูดชื่อนี้เชื่อว่าคงไม่มีใครที่ไม่รู้จักเพราะไม่ได้เป็นแค่ร้านกาแฟธรรมดา ๆ แต่เป็นร้านกาแฟชื่อดังในระดับโลก ที่มีสาขากระจายอยู่จำนวนมากทั่วโลก โดยสาขาแรกของของร้านสตาร์บัค ตั้งอยู่ที่เมือง ในเมืองซีแอตเทิล (Seattle) ในรัฐวอชิงตัน (Washington) ประเทศสหรัฐอเมริกา (USA) เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่ปี 1971 จากการก่อตั้งของ กอร์ดอน โบว์เกอร์, เจอร์รี บัลด์วิน และเซฟ ซีเกิล จนในตอนนี้มีสาขากระจายอยู่ทั่วโลกมากกว่า 27,984 สาขาแล้ว จุดเด่น ของสตาร์บัค คือการรักษาคุณภาพของรสชาติกาแฟเอาไว้ โดยจะต้องชงให้เหมือนกันทุกสาขาทั่วโลก เพื่อให้ผู้ที่ดื่มรู้สึกว่าได้ดื่มกาแฟอยู่ที่เมืองเกิดแม้ว่าจะนั่งดื่มอยู่ที่ต่างประเทศก็ตาม นอกจากนี้ยังใส่ใจเรื่องการให้บริการเป็นหลัก มีตัวเลือกที่หลากหลาย ลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าต้องการความเข้มข้นระดับไหน ความหวานระดับไหน รวมถึงชนิดของนมว่าต้องการนมประเภทไหน อีกทั้งการแต่งร้านยังเน้นความสะดวกสบายและเป็นส่วนตัว เหมาะสำหรับการพบปะสังสรรค์หรือใช้เวลาส่วนตัว และสิ่งที่พิเศษอีกหนึ่งอย่างคือ แก้วสตาร์บัค สินค้าทำรายได้ดีของสตาร์บัคที่ใครเห็นก็อยากได้ ส่วนจะดีอย่างไรและทำไมถึงเป็นที่นิยมไปดูกัน

5 ประโยชน์ดี ๆ ของ แก้วสตาร์บัค ที่ทำให้ใครต่างก็อยากเป็นเจ้าของ

1. มีแคมเปญดี ๆ เกี่ยวกับการรักษ์สิ่งแวดล้อมโลก อย่างที่ทราบกันว่าสตาร์บัคเป็นแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อมโลกมาตลอด โดยเริ่มตั้งแต่แคมเปญจัดสวนจิ๋วในฝาแก้ว เมื่อซื้อเครื่องดื่มทางสตาร์บัคจะให้ฝาแก้วรุ่นพิเศษมาเพิ่มอีกหนึ่งฝากับดินและเมล็ดพันธุ์ เมื่อดื่มเครื่องดื่มหมดก็ล้างแก้วให้สะอาดแล้วนำน้ำเปล่าใส่ลงไปครึ่งแก้ว จากนั้นนำฝาแก้วคว่ำลงไปในแก้ว ใส่ดิน ใส่เมล็ดพันธุ์ และรดน้ำนิดหน่อย จากนั้นใช้ฝาอีกใบครอบไว้ ไม่นานเมล็ดพันธุ์ก็จะเริ่มโต นำไปปลูกลงดินได้ และหลังจากนั้นสตาร์บัคก็ได้จัดแคมเปญรักษ์สิ่งแวดล้อมโลกมาโดยตลอด เช่น การผลิตแก้วที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ตลอดจนการผลิตแก้วสตาร์บัคจำหน่ายเพื่อลดปริมาณการใช้แก้วพลาสติกที่ในแต่ละปีมีขยะเป็นแก้วพลาสติกกว่า 6 แสนล้านใบต่อปีเลยทีเดียว 

2. ดีไซน์สวยงาม ทันสมัย จุดเด่นคือดีไซน์ที่สวยงามและทันสมัย โดยคอลเลกชันที่ออกมาแล้วได้รับความนิยมเป็นอย่างมากก็คือ แก้วเปลี่ยนสีได้ ที่จะเปลี่ยนตามอุณหภูมิของน้ำ นอกจากนี้ยังมีดีไซน์อื่น ๆ ที่สวยงาม เช่น แก้วสงกรานต์ แก้วซากุระ แก้ววาเลนไทน์ แก้วปีหนู แก้วลายประจำเมือง ฯลฯ ด้วยลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์นี้เองที่ทำให้เหล่านักสะสมหันมาสะสมแก้วของสตาร์บัคกันมากขึ้น เพราะเมื่อหมดคอลเลกชันไปแล้วแก้วนั้นก็จะกลายเป็นแก้วหายากไปในทันที

3. แต่ละประเทศออกคอลเลกชันไม่เหมือนกัน สำหรับใครที่เดินทางไปต่างประเทศแล้วได้เห็นแก้วของสตาร์บัคแล้วรู้สึกถูกใจเลยคิดว่าจะกลับมาซื้อที่เมืองไทยก็ต้องบอกว่าพลาดอย่างแรง เพราะแต่ละประเทศจะผลิตแก้วออกมาจำหน่ายไม่เหมือนกัน โดยจะออกแก้วคอลเลกชันใหม่ประจำเดือนหรือประจำเทศกาลแล้วแต่ประเทศนั้น ๆ จะผลิตออกมาเป็นคอลเลกชันที่มีจำนวนจำกัด เรียกว่าหากพลาดคอลเลกชันนี้ไปก็คือพลาดเลย ทำให้แก้วของสตาร์บัคขายดีเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะออกมากี่คอลเลกชันก็ได้รับความนิยมในทุก ๆ คอลเลกชันไป ส่วนราคาจะอยู่ที่หลักร้อยไปจนถึงหลักพัน

4. เก็บความร้อนและความเย็นได้ดี มีให้เลือก 2 แบบ ได้แก่ แก้วเซรามิกเก็บความร้อนและแก้วสตาร์บัคเก็บความเย็น ผลิตออกมาให้เลือก 4 ขนาด ได้แก่ ขนาด 8 ออนซ์ (Short), 12 ออนซ์ (Tall), 16 ออนซ์ (Grande) และขนาด 20 ออนซ์ (Venti) ตามขนาดแก้วที่ขายในร้านสตาร์บัค

5. เป็นส่วนลดในการซื้อเครื่องดื่มได้ สำหรับลูกค้าคนไหนที่นำแก้วมาเองที่ร้านจะมีส่วนลดให้ 10 บาทต่อแก้ว สำหรับใครที่ดื่มเครื่องดื่มของสตาร์บัคเป็นประจำแนะนำให้ซื้อ แก้วสตาร์บัค ไว้ใช้เองเลยจะดีกว่า เพราะนอกจะช่วยลดขยะในโลกแล้วยังได้ส่วนลดอีกด้วย 

จะเห็นว่า แก้วสตาร์บัค นั้นมีประโยชน์ไม่น้อยเลย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมลูกค้าสตาร์บัคส่วนใหญ่ถึงนิยมซื้อแก้วไว้ใช้เอง เพราะนอกจากเรื่องความประหยัดและประโยชน์การใช้งานแล้วยังเป็นแก้วที่ผลิตออกมาอย่างมีคุณภาพ ทนทาน ไม่หลุดลอกง่ายๆ สามารถใช้งานได้นาน ซื้อใบเดียวก็ใช้ดื่มน้ำได้หลายปีเลย หากใครสนใจก็อย่าลืมติดตามกันให้ดี ๆ ว่าคอลเลกชันต่อไปจะผลิตแก้วแบบไหนออกมาให้เลือกใช้งานและสะสมกัน

อย่าลืมติดตามบทความ เนื้อหาสาระดีๆ พร้อมอัพเดทเทรนสินค้า ไลฟ์สไตล์ และ เทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ตลอดทุกอาทิตย์กับเราที่นี่

แก้วสตาร์บัค