Categories
Lifestyle

เร็ว…แรงทะลุนรก ฮ็อบส์ & ชอว์

ย้อนรอย 5 ซีนหนัง Fast & Furious ก่อนไปบู๊สุดมันใน เร็ว…แรงทะลุนรก ฮ็อบส์ & ชอว์

ชัดเจนเลยว่า 2 ตัวละครจากจักรวาลหนัง Fast & Furious ของเขาเด็ดจริง ๆ ทั้งเจ้าหน้าที่พิเศษ Luke Hobbs (The Rock-Dwayne Johnson) และอดีตทหารอังกฤษ Deckard Shaw (Jason Statham) ที่ปรากฏตัวในหนัง Fast & Furious กันมาคนละประมาณ 2 – 4 ภาค และในวันนี้ตัวละครทั้งสองนี้ก็ได้มีภาพยนตร์แยกออกมาเป็นของตนเองในชื่อ เร็ว…แรงทะลุนรก ฮ็อบส์ & ชอว์ 

หนังเรื่องนี้จะพาเราไปรู้จักอดีตตัวละครสมทบทั้งสองคนนี้ให้มากยิ่งขึ้น ถึงขนาดเรียกว่ารู้จักยันพื้นเพภูมิหลังของครอบครัวกันเลยทีเดียว และแน่นอนว่าเมื่อจัดอยู่ในตระกูลหนัง Fast เรื่องนี้จึงต้องไปให้ไกลแบบสุดลิ่มทิ่มประตู 

ดังนั้นก่อนที่คุณจะไปดู เร็ว…แรงทะลุนรก ฮ็อบส์ & ชอว์ ก็มาลองติวเข้มกันก่อนดีกว่าว่า ซีนเด็ดซีนโดนของ 2 ตัวละครในแฟรนไชส์ทั้ง 8 ภาคที่ผ่านมานั้น มีฉากไหนเด็ดจริงถึงขนาดดูแล้วยังติดความทรงจำแบบไม่มีลืมเลือน

1.การปรากฏตัวของ Luke Hobbs

ตัวละคร Luke Hobbs นั้นปรากฎตัวขึ้นครั้งแรกใน Fast 5 ซึ่งการปรากฏตัวของ The Rock ในภาคนี้ เสมือนเป็นสัญญาณบ่งบอกกับแฟน ๆ หนังรถซิ่งเรื่องนี้ว่า หลังจากนี้ต่อไป จักรวาลของ Fast & Furious จะไม่ใช่แค่หนังนักซิ่งอีกต่อไป นับจากนี้ภาพยนตร์เรื่องนี้จะกลายเป็นภาพยนต์แอคชั่นฟอร์มยักษ์

2.การปรากฏตัวแบบเต็ม ๆ ของ Deckard Shaw

ตัวละคร Deckard Shaw นั้นมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการใน Fast & Furious 7 ซึ่งก่อนหน้านี้ในท้ายเรื่องของ Fast 6 นี้ Deckard Shaw ได้เผยโฉมออกมาเล็กน้อยแล้ว โดยเป็นการย้อนเหตุการณ์กลับไปใน ภาคที่ 3 และเมื่อมาถึงภาคที่ 7 นี้การเปิดตัวของ Shaw มาในบทของจอมวายร้ายเสียด้วย 

การที่ Jason Statham มารับบทเป็นวายร้ายนั้น ยิ่งทำให้ Fast & Furious ดูเข้มข้นและน่าดูมากขึ้น เพราะทุกคนคงอยากเห็นการปะทะกันของตัวละครหลัก อย่าง Vin Diesel หรือไม่ก็ The Rock กับ Jason Statham นั่นเอง ซึ่งแฟนหนัง Fast ก็ไม่ผิดหวังจริง ๆ

3.Dom VS Shaw ซัดกันแหลกแบบเด็กช่าง

ซีนที่อยู่ในความทรงจำของใครหลายคนต้องมีฉากนี้แน่นอน การซัดกันด้วยหมัด และ งัดกันด้วยประแจ ระหว่าง Dominic Toretto กับ Deckard Shaw ใน Fast & Furious 7 โดยเนื้อเรื่องนั้นพยายามปลุกอารมณ์มาตั้งแต่ภาค 6 แล้วในฉากที่ Shaw ไปฆ่าหนึ่งในตัวละครสำคัญอย่าง Han ทำให้ Dom แค้นมาก ส่วน Shaw เองก็แค้น Dom เช่นกันที่เล่นงานเอาน้องชายของ Shaw เสียไม่เป็นผู้เป็นคน

หนังพยายามเพิ่มดีกรีความแค้นให้มาถึงจุดเดือดมากขึ้นเรื่อย ๆ และเมื่อถึงขีดสุด ปรอทแตก ก็ต้องแลกกันด้วยมือเปล่า และ ซัดกันให้นัวด้วยท่อนเหล็กตามแนวเด็กช่างกล

4.Hobbs VS Shaw การวัดฝีมือแบบ 2 คน 2 คม

เป็นฉากปะทะกันแบบใช้ฝีมือทักษะการต่อสู้แบบมือเปล่า ของ Hobbs & Shaw ใน Fast & Furious 7 ตอนต้นเรื่อง ซึ่งอัดกันหนัก ๆ แบบจัดเต็มจริง ๆ ก่อนที่จะปิดฉากการปะทะกันด้วยของหนัก Hobbs ต้องกระโดดหนีตายจากระเบิด ทำให้ตนเองถึงกับแขนหักไปตั้งแต่ต้นเรื่อง ซึ่งการวัดเชิงศิลปะการต่อสู้มือเปล่าของ 2 คนนี้ก็ยังเป็นภาพจำของแฟน ๆ ภาพยนต์แอคชั่นไม่รู้ลืม

5.Hobbs & Shaw บู๊แสบ ๆ แบบนักโทษ

ใน Fast & Furious 8 ชาวแก๊งของ Dom เผชิญปัญหา ซึ่ง Luke Hobbs เองก็ถือเป็นหนึ่งในแก๊งนี้ไปเรียบร้อยจึงโดนร่างแหไปด้วย ทำให้ต้องถูกคุมขัง ไม่รู้บังเอิญหรืออย่างไร ดันจับ Hobbs ไปอยู่เรือนจำเดียวกับ Shaw เสียได้ และเมื่อทั้งสองเจอกันอีกครั้ง ในฐานะนักโทษ ทั้งคู่จึงมีการฟาดปากกันกันพอหอมปากหอมคอ และ กลายเป็นทั้งคู่พยายามใช้ฝีมือต่อสู้เพื่อหนีออกมาจากคุกพร้อม ๆ กันเสียอย่างนั้น

ปฏิบัติการเดือดของคู่แค้น ที่ต้องกลายมาเป็นคู่หูสุดระห่ำ ภารกิจแอคชันที่มีความปลอดภัยของโลกเป็นเดิมพัน ความมันรสชาติใหม่ของจักรวาล เร็ว…แรงทะลุนรก กับหนังเดี่ยวเรื่องแรกของแฟรนไชส์ และการเปิดเลนใหม่บนถนนที่จะเผยให้แฟน ๆ ได้รู้จักกับ 2 ตัวละครสายระห่ำมากขึ้นกว่าที่เคย ไปบู๊สุดมันกันได้ใน เร็ว…แรงทะลุนรก ฮ็อบส์ & ชอว์ และ ต่อด้วยหนังดีๆอีกหลากหลายเรื่องที่เราแนะนำให้คุณได้ลองดู เร็ว...แรงทะลุนรก ฮ็อบส์ & ชอว์

Categories
Lifestyle

ทรานฟอร์เมอร์ 4

5 เรื่องที่คุณควรต้องรู้ก่อนดู ทรานฟอร์เมอร์ 4 Age of Extinction

อีกหนึ่งภาคต่อของหนังสงครามหุ่นยนต์ที่หลายคนเฝ้าตั้งตารอกับ ทรานฟอร์เมอร์ 4  Age of Extinction ซึ่งทางผู้กำกับอย่าง Michael Bay เองก็ได้ประกาศออกตัวไว้ก่อนหน้าที่หนังจะฉายว่าภาคนี้จะมีการยกเครื่องใหม่ เพราะต้องการปูทางไปสู่ Transformers ในมุมมองใหม่ ๆ ของการนำเสนอบ้าง 

แม้หลายคนที่ได้ลองชมภาพยนต์เรื่องนี้ไปบ้างแล้วนั้น จะบอกว่าไม่ค่อยโดนใจสักเท่าไหร่ แต่ในภาพรวม ๆ แล้วก็ทำออกมาได้ดี เป็นภาพยนต์ดูสนุกอีกเรื่อง ส่วนใครที่ยังไม่ได้ดูและกำลังตัดสินใจจะหามาดูในเร็ว ๆ นี้ เราก็ขอนำเสนอ 5 เรื่องที่คุณต้องรู้ก่อนจะตัดสินใจดูหนังสงครามหุ่นยนต์เรื่องนี้

1.มุมมองการนำเสนอใหม่ภายใต้คนเขียนบทคนเดิม

สำหรับทรานฟอร์เมอร์ในภาคที่ 4 นี้อย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้นว่า ทางผู้กำกับ ต้องการปูทางเรื่องไปสู่การเล่าเรื่องในมิติใหม่ แต่เรื่องของการวางโครงและทิศทางของเรื่องนั้น ยังฝากไว้ให้เป็นหน้าที่ของ อห์เรน ครูเกอร์ Ehren Kruger เหมือนเดิม ซึ่งทางมือเขียนบทคนนี้ก็ได้เขียนให้กับทรานฟอร์เมอร์ ภาค 2 – 3 มาแล้ว

ทาง Michael Bay ตั้งใจว่า ในช่วงภาคที่ 1 – 3 นั้นต้องการให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นไตรภาคชุดที่ 1 และ ทรานฟอร์เมอร์ 4 เป็นต้นไปจะเป็นชุดไตรภาคที่ 2 ในภาคที่ 4 นี้จึงมีการเปลี่ยนอะไรหลาย ๆ อย่าง ศึกสงครามจึงเหมือนเริ่มต้นใหม่ในเมืองชิคาโก้ สหรัฐอเมริกานั่นเอง

2.ตัวละครกลุ่มใหม่ใน ทรานฟอร์เมอร์ 4 

เมื่อต้องการเปลี่ยนมุมมองใหม่ จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงตัวละครใหม่ด้วยเพื่อพยายามลบล้างภาพเก่า ๆ เริ่มจากกลุ่มหุ่นยนต์ออโตบอทส์ ในหนังภาคที่ 4 นี้ก็หายไป เนื้อเรื่องกล่าวไปในเชิงว่ากลุ่มหุ่นยนต์นี้ถูกมนุษย์มองว่าเป็นภัยคุกคาม จนกลุ่มหุ่นยนต์กลุ่มนี้ได้หายตัวไปอย่างลึกลับ

ในส่วนของดาราที่เป็นมนุษย์ภาคนี้ก็เปลี่ยนกลุ่มยกชุด ได้ดาราสุดเก๋าอย่าง มาร์ก วาห์ลเบิร์ก (Mark Wahlberg) มารับบทเป็น เคด เยเกอร์ (Cade Yeager)ซึ่งเป็นนักประดิษฐ์พ่อม่ายและเจ้าของอู่ซ่อมรถที่ประสบปัญหาด้านการเงินอย่างหนัก จนอาจจะไม่มีเงินพอที่จะส่งเสียลูกสาวของตนเองเรียนต่อ ซึ่งผู้รับบทลูกสาวก็คือ นิโคลา เพลท์ซ (Nicola Peltz)

เหตุการณ์ของตัวละครหลักทั้งสองถูกผูกปมให้กลายเป็นการจุดฉนวนสงครามหุ่นยนต์ครั้งใหม่ เมื่อ Cade ไปพบรถเก่าคันหนึ่งและเขานำมาซ่อมแซม แต่ดันปรากฏว่ารถเก่าคันนั้นไม่ใช่รถ กลับเป็นออพติมัส ไพรม์ (Optimus Prime) หุ่นยนต์ดัดแปลง นั่นจึงทำให้พวกเขาถูกฝ่ายรัฐบาลตามล่าตัวทันที เรื่องวุ่น ๆ จึงเกิดขึ้น

3.ตัวละครหุ่นยนต์ในเรื่องมีการดีไซน์ใหม่ทั้งหมด

อีกสิ่งที่ต้องบอกว่าผู้กำกับต้องการเปลี่ยนโฉมให้คนเกิดภาพจำใหม่ในทรานฟอร์เมอร์ 4 นี้ก็คือ เหล่าตัวละครหุ่นยนต์ ซึ่งเรื่องนี้มีการดีไซน์ใหม่หมด เช่น

· ออพติมัส ไพรม์ (Optimus Prime) ตัวแกนหลักของเรื่องจากเดิมออกแบบและพัฒนามาจากสไตล์ของรถบรรทุก Marmon 97 และก็มีการออกแบบดีไซน์ซ้อนลงไปให้หุ่นตัวนี้อีกครั้ง โดยเปลี่ยนมายึดรูปแบบของรถบรรทุกแบบ Western Star 4900 Phantom Custom  

·บัมเบิ้ลบี (Bumblebee) ตอนแรกก็ออกแบบมาจากรถ 1967 Camaro จากนั้นก็มีการออกแบบใหม่โดยพัฒนามาจาก Chevrolet Camaro

· Ratchet ดีไซน์เริ่มต้นจากรถพยาบาล ก็เปลี่ยนมาเป็น Rescue Hummer H2

4.ภาคนี้หุ่นยนต์ไม่เป็นมิตรกับมนุษย์นัก

ในทรานฟอร์เมอร์ 4 นี้พวกหุ่นยนต์ถูกปรับบทให้แปลกแยกออกจากกลุ่มมนุษย์ คือถูกป้อนโปรแกรมให้แอนตี้มนุษย์ เพราะเข้าใจว่าตนเองนั้นเป็นภัยคุกคามต่อมนุษย์ ทำให้พวกหุ่นยนต์ในภาคนี้พร้อมที่จะสู้รบกับมนุษย์ และแสดงความไม่เป็นมิตรได้ตลอดเวลา

5.การกำเนิดของหุ่นยนต์บางตัวมีเหตุและผลรองรับ

ในภาคก่อน ๆ นั้นเราไม่สามารถรู้ที่มาที่ไปหรือเหตุผลของการก่อกำเนิดใหนหุ่นยนต์แต่ละตัวได้ แต่ในภาคนี้ผู้กำกับอย่าง ไมเคิล เบย์ (Michael Bay)ได้มีการเพิ่มน้ำหนักและเหตุผลในการถือกำเนิดขึ้นหรือการเข้ามาในเรื่องของตัวละครหุ่นยนต์บางตัวด้วย แต่จะเป็นตัวไหน ก็ต้องขอให้คุณลองไปดูกันเอาเอง

ในภาพรวมแล้วก็ต้องบอกว่าทรานฟอร์เมอร์ 4 ก็ยังเป็นภาพยนตร์ที่น่าดูอยู่ดี แม้ว่าแฟน ๆ ที่ติดตามมาตั้งแต่ภาคแรกบางคนบอกว่า ภาคนี้ไม่ค่อยโดนสักเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับภาคก่อนๆ แต่ถึงไม่โดนใจ แฟนคลับก็ยังให้การตอบรับอยู่เสมอ ใครยังไม่ได้ดูลองหามาดูเลย ก็สนุกอยู่นะขอบอก

ติดตามเรื่องราวของภาพยนต์ดีๆ และ อัพเดทไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจได้ง่ายกับเราที่นี่

ทรานฟอร์เมอร์ 4

Categories
Lifestyle

จูราสสิค เวิลด์

จูราสสิค เวิลด์ Fallen Kingdom มันพร้อมกลับมาขย้ำคุณอีกครั้ง

เป็น หนังภาคต่อที่ใครหลายคนบอกว่าใจจดใจจ่อกับการรอดูอยู่เลยกับ จูราสสิค เวิลด์ ภาค Fallen Kingdom นี่คือภาพยนตร์แนวปลุกชีพไดโนเสาร์ฉบับรีแบรนด์มากจากเรื่อง Jurassic Park ซึ่งไม่ว่าจะฉบับไหนก็ตามก็เรียกว่า ประสบความสำเร็จทั้งสองรูปแบบเลย เป็นภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่องที่ให้รสชาติความสนุกได้ครบรสดีจริง ๆ

จูราสสิค เวิลด์ เล่าเรื่องต่อเนื่องจากภาคแรก

สำหรับ Jurassic World ในภาคนี้สร้างต่อเนื่องจากภาคแรก 3 ปี จึงเล่าเรื่องต่อมาจากภาคแรก ซึ่งในจูราสสิค เวิลด์ ภาคแรกนั้น ได้จบลงตรงที่จูราสสิค พาร์คหรือสวนสัตว์ดึกดำบรรพ์นั้นล่มสลายไปแล้ว เหล่าไดโนเสาร์ที่ยังเหลือก็ถูกย้ายเอาไปไว้บนเกาะแห่งหนึ่งที่ธรรมชาติยังคงสมบูรณ์ และเป็นแผ่นดินที่มนุษย์จะไม่มีวันย่างกรายเข้าไป

แต่อยู่ ๆ ภูขาไฟที่อยู่บนเกาะนั้นก็เกิดระเบิดขึ้น นั่นทำให้ตัวละครเอก ทั้งสองจากภาคแรก คือ โอเว่น และ แคลร์ ต้องกลับไปช่วยเหล่าไดโนเสาร์เหล่านั้นอพยพลี้ภัยเพื่อให้ให้ไม่สาบสูญไป แต่ทว่าภารกิจครั้งนี้มีเบื้องหลังแอบแฝง ไม่ใช่ภารกิจช่วยเหลือตามที่ตัวละครทั้งสองเข้าใจ ในงานนี้มีความชั่วร้ายและเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนแอบแฝงอยู่

แล้วความชั่วร้ายดังกล่าวนี้คืออะไร มีอะไรเป็นเงื่อนงำที่เก็บซ่อนอยู่ จะมีอะไรเกิดขึ้นกับพวกเขาทั้งสองบ้าง คงต้องไปตามลุ้นกันเอาเอง 

สูงสุดคืนสู่สามัญ

แม้จูราสสิค เวิลด์ Fallen Kingdom จะเป็นการรีแบรนด์และขยายอาณาจักรไดโนเสาร์ต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ แต่ในเบื้องหลังการสร้างของภาคนี้ ทีมผู้สร้างกลับต้องการงานแบบคลาสสิกกลับมาสร้างความยิ่งใหญ่และสยดสยองอีกครั้ง จึงได้นำเทคนิค Animatronics หรือเทคนิคการสร้างหุ่นจำลองเสมือนกลับมาใช้อีกครั้ง โดยได้มีการใช้ผสมผสานกับเทคนิค CGI

ซึ่งในภาคแรกนั้นเป็นการใช้ CGI ทั้งหมดเลยจึงมีหลายคนวิจารณ์ว่า ตัวภาพนั้นดูขาดเสน่ห์บางอย่างไป ในภาคนี้ทีมผู้สร้างจึงนำเทคนิคเก่ากลับมาใช้ผสมกับเทคนิคใหม่ ที่จะทำให้เสน่ห์ของภาพและความสมจริงของไดโนเสาร์คืนชีพกลับมาอีกครั้ง

พัฒนาการที่มากขึ้นในภาคนี้

ใน Jurassic World ภาคนี้ก็ต้องบอกว่ามีอะไรหลายอย่างพัฒนามากขึ้น นอกจากเรื่องเทคนิคในการสร้างไดโนเสาร์แล้ว การใส่ใจในเรื่ององค์ประกอบภาพในฉากอื่น ๆ ก็ถือว่าทำได้ดีมากทีเดียว อย่างฉากภูเขาไฟระเบิด ได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์ไม่น้อย เพราะภาพดูออกมาสวยงามสมจริงมาก

ยังมีเรื่องของการถ่ายทำที่ในภาคนี้ ใช้เทคนิคการถ่ายแบบจอกว้าง ขนาด 2.39:1 โดยทีมงานกล่าวว่าต้องการให้ภาพเก็บภาพของไดโนเสาร์แบบกว้างให้เยอะที่สุด ซึ่งก็เยอะที่สุดในจักรวาลภาพยนตร์ Jurassic ทุกเรื่องที่ผ่านมาจริง ๆ

ผู้แสดงจากภาคเก่ายังคงอยู่กับเนื้อเรื่องที่หลากอารมณ์มากขึ้น

สำหรับดารานำทั้งพระเอกและนางเอกของเรื่อง ยังคงเป็นคนเดิมนั่นคือ Chris Pratt ที่มารับบทเป็นโอเว่น นักฝึกไดโนเสาร์คนเดิม และ Bryce Dallas Howard รับบทแคลร์ ซึ่งการที่ต้องเล่นบทหนีตายจากภูเขาไฟและไดโนเสาร์ที่ไม่มีตัวตนอยู่จริงนั้นก็เป็นงานหนักของนักแสดงไม่น้อย เพราะจะต้องจินตนาการกันหนักเลยทีเดียว

ในส่วนของอารมณ์ของหนังนอกจากเรื่องของเสียงปึงปังจาก การเดินของไดโนเสาร์แล้ว ก็ยังมีซีนดราม่าทำให้เรารู้สึกสงสารพวกไดโนเสาร์ได้อยู่เหมือนกัน และนอกเหนือจากนั้นก็ยังมีอารมณ์ตลกร้ายที่แฝงไว้ในเรื่องอยู่บางจุดที่หลายคนดูแล้วก็รู้สึกว่าน่าจดจำ ไม่ได้ทำมาเพื่อให้ดูผ่าน โดยรวมจึงกลายเป็นภาพยนตร์ที่ให้อารมณ์หลากรสชาติเลยทีเดียว

มีการเสริมเรื่องปรัชญาชวนคิดเข้าไปในเรื่องด้วย

สิ่งหนึ่งที่ผู้กำกับและทีมผู้สร้างพยายามที่จะสื่อเข้าไปในจูราสสิค เวิลด์ภาคนี้ก็คือ เรื่องปรัชญาการอยู่ร่วมกัน ปรัชญาการใช้ชีวิต รวมไปถึงประเด็นเรื่องของศีลธรรม มีคำพูดคม ๆ แฝงอยู่ในเรื่องหลายครั้ง แม้บางคนบอกว่าดูไร้พลังไปสักหน่อย แต่ก็ทำให้รสชาติภาพยนตร์เรื่องนี้อร่อยกลมกล่อมดีอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

สรุปแล้วจูราสสิค เวิลด์ ภาค Fallen Kingdom เป็นภาพยนตร์ที่ดูสนุกอีกหนึ่งเรื่องที่อยากจะขอแนะนำและชวนให้คุณทุกคนมาได้ดู การเดินเรื่องก็ทำได้ไหลลื่น ใครพร้อมจะหนีการขย้ำจากเหล่าไดโนเสาร์แล้ว ต้องรีบไปหามาดูเลย ถือเป็นอีกหนึ่งภาพยนต์ดีๆที่สนุก และ สามารถดูได้ทั้งครอบครัว

จูราสสิค เวิลด์

Categories
Lifestyle

เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง

เลือกซื้อเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงอย่างไรให้ตอบโจทย์การใช้งานมากที่สุด

เราทุกคนแม้จะมีภารกิจหน้าที่นอกบ้านกันทุกคน แต่ “งานบ้าน” ก็ยังเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่รอให้เราทุกคนมารับผิดชอบในวันหยุดหรือวันว่างเสมอ หลายคนจึงมีการวางแผนว่าวันหยุดยาวครั้งหน้าจะหาเวลา Big Cleaning สิ่งต่าง ๆ ในบ้าน อย่างน้อยได้ล้างรถก็ยังดี ซึ่งงานต่าง ๆ เหล่านี้ถ้ามี เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง ไว้เป็นตัวช่วยก็จะทำให้งานง่ายขึ้นมาก

อุปกรณ์เครื่องที่กล่าวมานี้เป็นหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยให้เบาแรงและประหยัดเวลาในการชำระล้างสิ่งสกปรกและงานทำความสะอาดบ้านต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี แต่ทว่าพอจะเลือกซื้อเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง ล้างรถก็กลัวว่าจะไม่ตอบโจทย์งานด้านอื่นด้วย ไม่ต้องคิดมากไป เรามีคำแนะนำดี ๆ ในเรื่องนี้มาฝาก 

จะเลือกซื้อให้ตรงใจต้องดูวัตถุประสงค์การใช้งาน

มีหลายคนตั้งใจจะซื้อเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง ล้างรถมาใช้เพื่อการทำความสะอาดรถโดยตรง แต่บางคนก็ต้องการใช้กับงานทำความสะอาดบ้านที่หลากหลายกว่านั้น วัตถุประสงค์ในการใช้งานนั้นเป็นจุดสำคัญจุดแรกที่จะต้องพิจารณาก่อนเลย เพราะถ้าคุณรู้ว่าจะต้องนำไปใช้กับงานแบบไหนบ้างก็จะเป็นสิ่งที่ช่วยกำหนดขนาดของแรงดันจากเครื่องฉีดน้ำได้ตรงกับการใช้งานนั่นเอง

เน้นทำความสะอาดทั่วไปไม่เจาะจงเฉพาะ

ถ้าคุณต้องการเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงไว้ใช้กับงานทำความสะอาดบ้านทั่วไป ไม่ได้ใช้เฉพาะเจาะจงกับงานไหนเป็นหลัก ขนาดแรงดันของเครื่องที่แนะนำก็คือ 90 – 120 bar ขนาดแรงดันประมาณนี้ก็สามารถใช้กับงานทำความสะอาดอย่างเช่น ล้างแอร์ ล้างรถมอเตอร์ไซค์ ฉีดล้างเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านบางชิ้นที่ล้างได้ หรือจะใช้กับการล้างรถเก๋งก็สามารถทำได้เป็นต้น

เครื่องฉีดขนาดแรงดันประมาณนี้ ราคาค่อนข้างถูก ซื้อหากันได้ง่าย เทียบประสิทธิภาพกับการใช้สายยางฉีดแล้วดีกว่ากันมากทีเดียว สะดวกในการใช้งานมากกว่าไม่ต้องเดินไปปิด-เปิดน้ำ และยังช่วยประหยัดน้ำได้มากกว่าการใช้สายยางอีกด้วย

แต่อย่างไรก็ดี เครื่องแรงดันน้อยนั้นก็มีข้อจำกัด เรื่องระยะเวลาในการใช้งาน ตัวเครื่องแบบนี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการใช้งานต่อเนื่องยาวนาน อาจใช้ต่อเนื่องได้ประมาณ 40 นาทีถึง 1 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น ก็ต้องดูเรื่องระยะเวลาในการใช้งานเป็นองค์ประกอบด้วย

เน้นทำความสะอาดคราบฝังแน่น

กรณีที่คุณต้องการใช้ทำความสะอาดที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น อย่างต้องการฉีดล้างคราบฝังแน่นขนาดแรงดันที่แนะนำก็คือ 130 – 150 bar แต่โดยส่วนใหญ่แล้วเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงที่มีแรงดันสูงประมาณนี้ มักจะใช้กันในกลุ่มธุรกิจรับทำความสะอาด ที่ต้องการล้างพื้นโรงงานอุตสาหกรรม หรือพื้นที่ที่มีคราบฝังแน่นจากคราบน้ำมัน คราบสีหรือสารเคมีต่าง ๆ 

ในด้านราคาแล้วแน่นอนว่า เครื่องฉีดแรงดันสูงแบบนี้ราคาก็จะสูงขึ้นกว่าแบบที่ใช้ในบ้านทั่วไป หากคุณต้องการนำไปใช้ในโรงงาน หรือธุรกิจของคุณแบบนี้ก็ถือว่าเหมาะสมที่สุด 

เน้นทำความสะอาดในพื้นที่กว้าง

หากคุณต้องการ เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง ไว้ใช้กับการทำธุรกิจและเชิงพาณิชย์โดยตรง อย่างเช่นการใช้สำหรับทำความสะอาดพื้นที่โรงแรม โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หรือพื้นที่ที่มีบริเวณกว้างก็ขอแนะนำให้เลือกเครื่องฉีด ที่มีแรงดัน 150 – 200 bar เครื่องฉีดแบบนี้จะมีมอเตอร์ขนาดใหญ่ แรงดันน้ำจะสูง สามารถใช้ฉีดล้างได้ค่อนข้างนาน มีความทนทานสูง

สำหรับราคารูปแบบนี้ก็จะสูงที่สุด เพราะขนาดมอเตอร์ใหญ่ อุปกรณ์ดีไซน์ขึ้นมาสำหรับการใช้งานแบบเฉพาะเจาะจง แม้จะมีน้ำหนักมาก แต่โดยส่วนให้ก็จะมีล้อเลื่อนมาให้ จึงไม่เป็นปัญหาในการเคลื่อนย้าย ส่วนในเรื่องของประสิทธิภาพในการฉีดล้างทำความสะอาด รูปแบบนี้ย่อมฉีดล้างได้ดีสุด และเครื่องก็ไม่มีเสียงดังรบกวนด้วย

คงได้ทราบกันแล้วถึงแนวทางการพิจารณาเลือกซื้อเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง ว่าแบบไหนแรงดันเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสมกับการใช้งานของคุณ หากใช้งานในครัวเรือนทั่วไป ก็ไม่จำเป็นจะต้องลือกแรงดันสูง เอาแบบธรรมดาก็พอ แค่นี้ก็สามารถฉีดล้างอุปกรณ์ทั่วไปได้หมดแล้ว ไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองซื้อแบบแรงดันเยอะ ๆ ก็ได้ หวังว่าคุณจะได้เครื่องฉีดที่ตรงใจของคุณกันนะ ลองอ่านบทความเกี่ยวกับวิธีเลือกสิ่งอำนวยสะดวกให้คุณดูแลบ้านคุณได้ง่ายๆ ได้ที่นี่

เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง

Categories
Lifestyle

เหล็กฉาก

เนรมิตชั้นวางของแบบ DIY มีสไตล์ทำง่ายแค่มี “เหล็กฉาก”

อาจมีหลายคนช้อปปิ้งเพลิน ซื้อของโน่นนี่เข้าบ้านบ่อย ๆ มารู้ตัวอีกทีของก็กองเต็มบ้านจนแทบไม่มีที่จะเก็บแล้ว ครั้งจะซื้อชั้นวางของมาเพิ่มอีกก็ดูจะสิ้นเปลือง เพราะราคาก็ไม่เบาและไหนจะขนเข้าบ้านมาก็ลำบาก วิธีหนึ่งที่จะช่วยคุณให้มีชั้นวางของเก๋ ๆ ได้แบบไม่ซ้ำใครก็คือ การใช้ “เหล็กฉาก” ประกอบเป็นชั้นวางของแบบ DIY เสียเลย ลองมาดูวิธีทำกันดีกว่าว่าจะง่ายขนาดไหน

ชั้นวางของจาก เหล็กฉาก

อุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการประกอบชั้นวางของ

· เหล็กฉากเจาะรูขนาด 1.5 × 1.5 นิ้ว ความยาว 45 เซนติเมตร จำนวน 20 ชิ้น, ความยาว 135 เซนติเมตร จำนวน 4 ชิ้น(หากใครต้องการชั้นวางที่มีสีแตกต่างก็ให้นำไปพ่นสีที่ต้องการไว้ก่อนได้เลย)

· เหล็กฉากสำหรับเข้ามุม (corner angle steel)

· น็อต (Nut)

· ตะปูเกลียว (Screw)

· แผ่นไม้ ( Wooden slats) ขนาดที่ต้องการ ประมาร 44.5 x 44.5 centimeter่ จำนวน 5 แผ่น

· ล้อ (wheel) สำหรับใช้ฐานชั้นวางเพื่อให้ชั้นวางเลื่อนได้

· สว่าน (Drill)

· ไขควง ( screwdriver )

· ประแจ (Wrench)

ทำไมควรเลือก เหล็กฉาก แบบเจาะรูมาใช้ประกอบชั้นวาง

จริง ๆ แล้ว ชั้นวางของที่ทำขึ้นเองด้วยอุปกรณ์แบบนี้ มีให้เห็นได้โดยทั่วไป ห้างร้าน โกดังสินค้า สำนักงาน โรงแรม โรงพยาบาลมีใช้กันทั่วไป และส่วนใหญ่มักจะบอกเหตุผลไปในทางเดียวกันว่า ต้นทุนในการประกอบถูกกว่า การซื้อชั้นวางสำเร็จรูป อุปกรณ์ก็หาซื้อง่าย เมื่อประกอบเสร็จแล้วชั้นวางก็ใช้งานได้ดีรับน้ำหนักได้มาก ทนทาน 

อีกทั้ง เมื่อไม่ต้องการใช้งานในการทำเป็นชั้นวางแล้ว จะดัดแปลงไปใช้งานอื่นหรือเอาไปทำสิ่งอื่นก็ทำได้ด้วย เพราะความยืดหยุ่น ใช้งานได้หลากหลายและมีความทนทานแบบนี้นี่เอง ที่ทำให้ในหลาย ๆ ที่เลือกที่จะใช้ชั้นวางแบบประกอบขึ้นเองแบบนี้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่คุณควรเลือกอุปกรณ์ชิ้นนี้มาทำชั้นวางแบบ DIY นั่นเอง

ขั้นตอนการทำ

1.ให้เริ่มต้นจากนำแผ่นไม้ 1 แผ่นที่เตรียมไว้ มาเจาะรูด้วยสว่าน สำหรับการเตรียมติดตัวล้อที่เป็นฐาน

2.นำเหล็กฉากมาประกอบเข้าหากัน โดยใช้หลักการประกอบส่วนฐานและทำโครงสร้างเป็นขาหรือเสาสี่ด้าน จากนั้นก็ค่อย ๆ ต่อจากโครงขึ้นมาเป็นชั้นวางของ

3.วางเหล็กเข้าประกอบมุม ในส่วนด้านในและขันนอตยึดเอาไว้ จัดเรียงให้เกิดเป็นชั้น โดยให้เว้นช่องว่างในแต่ละชั้นประมาณ 1 ฟุต

4.เมื่อประกอบโครงสร้างเสร็จแล้ว ให้นำแผ่นไม้ที่เจาะรูเตรียมไว้ ไปวางเป็นฐานที่ชั้นล่างสุด จากนั้นยึดไม้กับตัวโครงเหล็กด้วยตะปูเกลียว

5.ติดล้อเข้ากับตัวแผ่นไม้

6.วางแผ่นไม้ต่อเข้ากับทุกชั้น ก็เป็นเสร็จทุกขั้นตอน แค่นี้คุณก็จะมีชั้นวางของแบบ DIY เก๋ ๆ แล้ว

การประยุกต์ใช้ในการเก็บสิ่งของให้ได้มากขึ้น

ชั้นวางของแบบ DIY ที่ประกอบขึ้นนี้ ใช่ว่าจะใช้วางของบนชั้นตามปกติแบบทั่วไปได้เท่านั้น ถ้าใครต้องการเพิ่มลูกเล่น ต้องการเก็บของชิ้นเล็กชิ้นน้อยต่าง ๆ ก็สามารถนำมาประยุกต์การเก็บของได้อีกหลายแบบ แทนที่จะวางจะลองเปลี่ยนมาทำเป็นลิ้นชัก หรือทำเป็นการแขวนดูบ้างก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น

· ทำเป็นกึ่งลิ้นชัก ก็ให้หาลังพลาสติกมาใช้ ใส่ของแล้ววางไว้บนชั้น แต่เวลาวางให้วางเหลื่อมมุมองศากันเล็กน้อย แบบขั้นบันได นอกจากจะทำให้มองเห็นสิ่งของที่จัดเก็บไว้ภายในได้แล้ว ยังเก็บของให้เป็นระเบียบได้มากขึ้นด้วย

· ทำเป็นที่แขวน เหล็กฉากนั้นมีรูอยู่แล้ว ก็ให้หาตะขอตัว S มาสักตัว สองตัวคล้องลงไปที่รู แค่นี้ก็จะได้ที่ตะขอแขวน เอาไว้เก็บของในอีกรูปแบบแล้ว สะดวกสบาย และ ง่ายจริงๆ

เหล่านี้เป็นไอเดียเพิ่มเติมความเก๋ในการจัดเก็บวางของบนชั้นวางแบบนี้ ซึ่งจะเห็นว่าเราสามารถสร้างสรรค์วิธีการจัดเก็บของได้หลากหลายแบบเลยทีเดียว เพียงแค่ใช้วัสดุที่หาได้ง่าย และ ยังเลือกได้ตามสไตล์ที่คุณต้องการ

เห็นไหมว่าชั้นวางของแบบ DIY ที่ประกอบขึ้นจากเหล็กฉากนี้มีความน่าสนใจมากขนาดไหน การประกอบนั้นอาจจะต้องใช้เวลาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ยากเกินไป ซึ่งถ้าเทียบต้นทุนค่าใช้จ่าย ระหว่างประกอบขึ้นเองกับซื้อชั้นวางสำเร็จรูปแล้ว ยังไงแบบนี้ก็ถูกกว่าอยู่ดี แถมยังจัดขนาด จัดทรงเลือกมุม ปรับสีสันให้เข้ากับห้องหรือที่พักอาศัยได้ตามที่ใจต้องการอีกด้วย ใครสนใจก็ลองทำกันดูนะ ติดตามอ่านเรื่องราวสาระความรู้ ที่ช่วยให้คุณใช้ชีวิตได้ง่ายมากยิ่งขึ้น รวมถึงเคล็ดลับดีๆสำหรับดูแลบ้านของคุณ ไปกับเราได้ง่ายๆ ที่นี่ และ หากมีเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ที่คุณอยากให้เรามาอัพเดทให้คุณได้รู้ สามารถ comment ไว้ได้เลย

เหล็กฉาก

Categories
Lifestyle

ikea

How to เทคนิคเลือกเฟอร์นิเจอร์ ikea อย่างมืออาชีพ คุณหรือใครก็ทำได้

ปัญหาอย่างหนึ่งของคุณพ่อบ้านแม่บ้านมือใหม่ และคนที่เพิ่งเริ่มสนใจเรื่องของตกแต่งบ้านมักจะเป็นเหมือนกันก็คือ อยากจะซื้อเฟอร์นิเจอร์ของ ikea มาตกแต่งบ้าน แต่เริ่มต้นไม่ถูก ไม่รู้ควรจะเริ่มอย่างไรดี เพราะทั้งเวลาและงบประมาณบางทีก็จำกัด เฟอร์นิเจอร์เป็นสิ่งค่อนข้างมีราคาเสียด้วย ซื้อแล้วถ้าไม่เหมาะกับบ้านคงเสียเงินดายแย่ เราจึงมีคำแนะนำดี ๆ มาฝาก

ลองเริ่มต้นจากการวัดขนาดดูก่อนสิ

ใครที่ตั้งใจแน่นอนแล้วว่า จะซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่จากอิเกีย มาตกแต่งบ้านในส่วนต่าง ๆ ถ้าไม่รู้จะเริ่มจากอะไร ง่ายสุดแนะนำให้เริ่มต้นจากการ มองไปที่พื้นที่ที่คุณคิดว่าจะเอาเฟอร์นิเจอร์มาวาง แล้วให้ทำการวัดพื้นที่ในบริเวณนั้น 

ซึ่งคุณไม่ต้องกำหนดพื้นที่เป๊ะ ๆ ก็ได้ อาจจะกำหนดไว้ 2 – 3 จุดว่าน่าจะวางเฟอร์นิเจอร์ไว้ตรงไหนบ้าง แล้ววัดพื้นที่แต่ละจุดออกมาว่า แต่ละมุมนั้นมีความกว้าง ความยาว และความสูงอยู่ที่เท่าไหร่ เพราะนั่นจะช่วยทำให้คุณรู้ว่าควรซื้อเฟอร์นิเจอร์ขนาดเท่าไหร่ เป็นการป้องกันการซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่ผิดขนาดนั่นเอง

การรู้ขนาดของพื้นที่นั้นจะช่วยทำให้การเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ง่ายขึ้นมาก เพราะเราจะรู้ก่อนคร่าว ๆ เลยว่าพื้นที่กว้างพอที่จะวางเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ได้ไหม ถ้าพื้นที่เล็กไปเราจะได้ตัดใจหรือวางแผนใหม่ได้ง่ายขึ้น

เรื่องการขนย้ายก็เป็นปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง

สิ่งต่อมาที่คุณต้องไม่ลืมด้วยก็คือ เรื่องของการขนย้ายเข้า-ออกจากบ้าน เพราะบางคนภายในบ้านกว้าง แต่ส่วนของประตูอาจจะเล็กแคบ หากเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่ชิ้นใหญ่แบบชิ้นเดียว ไม่สามารถถอดประกอบได้ เวลาจะเข้ามาวางในบ้านอาจจะมีปัญหา 

นอกจากนั้นกรณีที่จะขนย้ายเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ขึ้นชั้นบนของบ้าน ก็ต้องประเมินกันให้ดี ทั้งพื้นที่ ขนาดเฟอร์นิเจอร์ และกำลังคน ทุกอย่างจะต้องสอดคล้องลงตัวและเป็นไปได้เท่านั้น ไม่อย่างนั้นก็จะเกิดปัญหาในการขนย้าย สุดท้ายอาจทำให้เฟอร์นิเจอร์เสียหายก่อนได้ใช้งาน

ทางเลือกหนึ่งที่ดีก็คือ หากติดข้อจำกัดเรื่องการขนย้ายไปในตำแหน่งต่าง ๆ ของบ้าน ก็แนะนำให้ซื้อเฟอร์นิเจอร์แบบถอดประกอบได้ ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ของอีเกียก็โดดเด่นในเรื่องนี้อยู่แล้ว ทางเลือกนี้จึงถึงว่าตอบโจทย์ยุคสมัยได้ดีเลย

สำรวจงบประมาณกันหรือยัง

ปัจจัยเรื่องงบประมาณในการซื้อเฟอร์นิเจอร์เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญมาก คุณจะต้องสำรวจดูก่อนว่าในกระเป๋าสตางค์และบัญชีธนาคารมีเงินอยู่มากน้อยเพียงไร การซื้อเฟอร์นิเจอร์สักชิ้นนั้น จริง ๆ แล้วก็เป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อย โดยปกติแล้วก็ต้องมีหลักพันบาทขึ้นไปอยู่แล้ว หากเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ออกแบบพิเศษก็อาจจะต้องมีหลักหมื่นเฉียด ๆ แสนกันเลย

ดังนั้น ก่อนที่คุณจะตัดสินใจซื้อเฟอร์นิเจอร์ ลองดูงบคร่าว ๆ ของตนเองก่อน จากนั้นค่อยไปสำรวจรูปแบบและดูราคาเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องการ ถ้าแมทช์กันพอดีก็ตัดสินใจซื้อได้ง่ายมากขึ้น

เปรียบเทียบราคาก่อนซื้อก็ดีเหมือนกันนะ

เทคโนโลยีออนไลน์ช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้นหลายอย่าง แม้กระทั่งการเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ เราสามารถเช็คราคาเปรียบเทียบโปรโมชั่นต่าง ๆ ของเฟอร์นิเจอร์แต่ละแบรนด์กันได้ง่าย ๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ คุณไม่จำเป็นจะต้องซื้อจากอีเกียที่เดียวก็ได้ บางชิ้นอาจจะสั่งซื้อจากร้านอื่นก็ไม่ได้ผิดอะไร ก็ขึ้นอยู่กับความพอใจและโปรโมชั่นในช่วงนั้น ๆ ของแต่ละร้านด้วย

ต้องดูด้วยว่าใครใช้

หากในบ้านมีกันอยู่หลายชีวิตหลายช่วงวัย เฟอร์นิเจอร์หนึ่งชิ้นที่ซื้อมาก็ควรจะตอบโจทย์ทุกคนในบ้านได้ อย่างเฟอร์นิเจอร์ของ ikea จะมีการดีไซน์พิเศษให้สามารถใช้งานได้หลากหลายตอบโจทย์ทุกชิ้นในบ้าน และบางชิ้นก็อาจจะดีไซน์เฉพาะสำหรับคนในช่วงวัยต่าง ๆ ด้วย เฟอร์นิเจอร์ก็เป็นเหมือนบ้าน ก็ต้องดูว่าซื้อมาแล้วเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนในบ้านมากน้อยแค่ไหนด้วย

เหล่านี้เป็นเทคนิคการเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ของอิเกียอย่างมืออาชีพที่เราขอนำมาแนะนำกันในครั้งนี้ คุณจะเห็นว่าจริง ๆ การเลือกเฟอร์นิเจอร์สำหรับใช้สอย หรือตกแต่งบ้านไม่ใช่เรื่องยากเลยสักนิด แต่อาจจะต้องคิดกันสักหน่อยวางแผนกันสักเล็กน้อย ว่าของแต่ละชนิดที่คุณจะซื้อนั้นเหมาะกับการใช้งานยังไง เท่านี้คุณก็จะได้เฟอร์นิเจอร์สวย ราคาดี ที่ตอบโจทย์ตัวคุณและทุกชีวิตในบ้านแล้ว พบกับเนื้อหาสาระดีๆอัพเดททุกอาทิตย์กับเราได้ที่นี่

ikea

Categories
Smart Living

เครื่องตัดหญ้า

อยากได้เครื่องตัดหญ้า เลือกอย่างไรให้ถูกใจและได้ความคุ้มค่า

หลาย ๆ บ้านรู้สึกดีที่มีพื้นที่ทำสนามหญ้าหน้าบ้าน หรือ ทำไว้หลังบ้าน แต่พอหญ้าขึ้นสูงจนรกก็อาจจะมีสัตว์มีพิษอันตรายมาอาศัยอยู่ได้เหมือนกัน จึงจำเป็นที่จะต้องตัดหญ้าให้โล่งเตียนบ้าง แต่งานตัดหญ้าไม่ใช่เรื่องง่ายหากต้องตัดด้วยมือ การใช้เครื่องมืออย่าง เครื่องตัดหญ้า เข้าช่วยก็จะเป็นการผ่อนแรงและประหยัดเวลาได้มากกว่า 

แต่ทว่าหลายคนไม่รู้ว่าจะเลือกซื้ออุปกรณ์เครื่องมือชิ้นนี้อย่างไรดี เพราะรูปแบบของเครื่องก็มีให้เลือกเยอะและยังมีลักษณะใบมีดที่ไม่เหมือนกันอีก เราจึงมีคำแนะนำในเรื่องนี้มาฝากกัน

รู้จักประเภทก่อนเลือกซื้อ เครื่องตัดหญ้า

สำหรับเครื่องตัดหญ้าที่มีใช้และวางจำหน่ายกันอยู่ในท้องตลาดปัจจุบันจะมี อยู่ 3 ประเภทด้วยกัน นั่นคือ

1.แบบใช้ไฟฟ้า

ประเภทนี้เป็นเครื่องตัดหญ้าไฟฟ้าจะเป็นแบบที่มีสายปลั๊กให้เสียบ ซึ่งเวลาใช้งานจะต้องเสียบปลั๊กอยู่ตลอด

· ข้อดี: ระบบไฟและการทำงานนั้นจะมีความเสถียร เพราะใช้ไฟฟ้าทำให้เครื่องสามารถทำงานได้อย่างสม่ำเสมอโดยกำลังของเครื่องไม่ลดลงและในด้านราคาแบบนี้จะราคาค่อนข้างถูก

· ข้อเสีย: เครื่องตัดหญ้าไฟฟ้าจะใช้ได้ในพื้นที่จำกัดเท่านั้น เนื่องจากต้องเสียบปลั๊กไฟ หากพื้นที่สนามเป็นบริเวณกว้าง สายไฟอาจยาวไม่พอ

2.แบบใช้แบตเตอรี่

ประเภทนี้ระบบส่งกำลังไฟจะมาจากแบตเตอรี่ ซึ่งก็จะทำให้เครื่องสามารถตัดหญ้าได้ตามต้องการ

· ข้อดี: รูปแบบนี้ใช้งานได้ทุกสถานที่ เคลื่อนย้ายไปใช้งานตรงไหนก็ได้ เพราะไม่มีสายไฟ ถึงสนามหญ้าจะกว้าง ก็สามารถใช้งานได้ทุกบริเวณแบบไร้ปัญหา

· ข้อเสีย: ระบบการส่งกำลังไฟจะไม่เสถียร เพราะถ้าแบตเตอรี่กำลังไฟอ่อนการส่งกำลังในการตัดก็จะเบาลง รวมไปถึงราคาของแบตเตอรี่นั้นค่อนข้างสูง จึงอาจทำให้สิ้นเปลืองมากกว่าแบบใช้ไฟฟ้า

3.แบบใช้น้ำมัน

ประเภทนี้จะใช้ระบบส่งกำลังขับของตัวมอเตอร์จากน้ำมัน ทำงานเหมือนเครื่องยนต์ของรถยนต์

· ข้อดี: รูปแบบนี้มีกำลังแรงตัดที่สูงกว่าทั้ง 2 แบบที่กล่าวมา จึงเบาแรงผู้ใช้งานมากกว่าและประหยัดเวลาในการตัดหญ้ามากกว่า

· ข้อเสีย: กระบวนการจัดเตรียมก่อนใช้งานจะยุ่งยากกว่า เพราะจะต้องมีการเติมน้ำมัน อีกทั้งราคาน้ำมันที่ต้องเติมนั้นถ้าเทียบกับแบบไฟฟ้าแล้วจะสูงกว่า ทำให้แบบนี้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากกว่านั่นเอง

ควรเลือกลักษณะใบมีดอย่างไรดี

อีกหนึ่งส่วนที่จะต้องพิจารณาเลือกด้วยก็คือ ส่วนของใบมีดเครื่องตัดหญ้าจะมีลักษณะใบมีดให้เลือกใช้งานอยู่ 3 แบบด้วยกัน คือ

· ใบมีดแบบโลหะ: จะมีความคมสูง สามารถตัดหญ้าให้ขาดได้ง่าย แต่ในขณะเดียวกันลักษณะใบมีดตัดแบบนี้ก็เหมาะกับผู้ที่มีประสบการณ์เคยใช้งานมาก่อน เพราะด้วยใบมีดมีความคมสูง จึงมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยเวลาใช้งานตามมาด้วยนั่นเอง

· ใบมีดแบบพลาสติกหรือเรซิ่น: ในส่วนของความคมนั้นจะน้อยกว่าแบบโลหะ แต่ก็ปลอดภัยกว่า เหมาะสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป

· ใบมีดแบบเชือกไนลอน: ในส่วนของความคมนั้นจะน้อยกว่าทั้ง 2 แบบข้างต้นที่กล่าวมา แต่ในเรื่องความปลอดภัยแบบนี้จะถือว่าปลอดภัยที่สุด ในเรื่องของการตัดนั้นจริง ๆ ก็ถือว่าทำได้ดี ขึ้นอยู่กับกำลังของมอเตอร์ หากใช้ในบ้านเรือนทั่วไปแบบนี้จะตอบโจทย์ที่สุด

ลักษณะของที่จับก็เป็นอีกส่วนที่ต้องพิจารณาสำหรับ เครื่องตัดหญ้า

ปัจจุบันเครื่องตัดหญ้ามีดีไซน์ใหม่ ๆ ออกมาเพื่อให้เกิดความสะดวกในการใช้งาน จึงมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งของส่วนมอเตอร์หรือมีดีไซน์ตัวด้ามจับใหม่บ้าง ซึ่งในส่วนของด้ามจับนี้ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ต้องพิจารณาดูด้วย เพราะบางรุ่นเวลาใช้งานจริงจะรู้สึกว่าจับไม่ถนัด โดยหลัก ๆ แล้วด้ามจับจะมีอยู่ 2 แบบคือ

· U Shape: ลักษณะด้ามจับจะเป็นรูปตัว U แบบนี้จะเหมาะกับการใช้งานตัดหญ้าในพื้นที่ราบ ไม่ชัน

· ด้ามจับแบบสองมือ: แบบนี้เหมาะกับการใช้งานในพื้นที่ที่หลากหลายกว่า ถ้าต้องตัดหญ้าในพื้นที่ที่มีสิ่งกีดขวางแบบนี้จะดีกว่าแบบตัว U  

นี่คือวิธีการพิจารณาเลือกซื้อเครื่องตัดหญ้าที่คุณควรรู้ หากพิจารณาตามนี้ก็จะทำให้คุณสามารถเลือกเครื่องที่ตรงใจคุณที่สุดได้ ซึ่งนั่นก็หมายถึงความคุ้มค่าที่คุณจะได้รับตามมาด้วยจากอุปกรณ์ที่คุณถูกใจนั่นเอง พบกับบทความที่จะช่วยให้ความรู้ และ สาระ เกี่ยวกับบ้าน และ ไลฟ์สไตล์ได้ที่นี่ เครื่องตัดหญ้า

Categories
Smart Living

หลอดไฟ led

หลอดไฟ led เลือกซื้ออย่างไรให้ตรงใจและตอบโจทย์การใช้งาน

ในวันนี้ตามอาคารบ้านเรือนต่าง ๆ นิยมใช้ หลอดไฟ led ในการให้แสงสว่างกันมากขึ้น ส่วนหนึ่งนั้นเพราะว่าหลอด led สามารถให้ ความสว่าง มากกว่าหลอดไฟทั่วไป อีกทั้งยังประหยัดไฟกว่าและยังมีอายุการใช้งานที่ยาวนานด้วย แต่ทว่าหลอด led ก็มีให้เลือกหลายแบบด้วยกัน จนบางทีก็รู้สึกสับสนว่าจะเลือกแบบไหนดี ครั้งนี้เราจึงมีคำแนะนำในการเลือกซื้อหลอด led มาบอกกัน

อาคารที่พักอาศัยควรใช้หลอดไฟสักกี่วัตต์และควรใช้จำนวนเท่าไหร่

ก่อนจะซื้อหลอดไฟ led มาใช้สิ่งที่เราควรเข้าใจก่อนก็คือ แต่ละจุดภายในที่พักอาศัยมีความต้องการแสงสว่างที่แตกต่างกัน บางมุมภายในบ้านไม่จำเป็นต้องสว่างมากก็ได้ จะได้ช่วยประหยัดไฟ ส่วนมุมไหนของบ้านที่จำเป็นต้องใช้บ่อย หรือเป็นจุดอันตรายก็จำเป็นจะต้องให้สว่างมากขึ้นสักหน่อย

ตรงนี้จึงเป็นเหตุผลที่เราควรเลือกจำนวนวัตต์ของหลอดไฟให้เหมาะสมกับการใช้งานภายในบ้าน ซึ่งจะช่วยทำให้บ้านสว่างสดใส ดูสวยงาม ปลอดภัยและประหยัดไฟไปด้วยในเวลาเดียวกัน ซึ่งหลักเบื้องต้นในการพิจารณาเรื่องวัตต์ของหลอดไฟแอลอีดีนั้น เราจะคำนวณจากพื้นที่และความสูงของห้อง เช่น

· ห้องทำงาน: ถ้ามีพื้นที่ทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 15 ตร.ม. ความสูงอยู่ที่ 2.5 เมตร พื้นที่ประมาณนี้หากใช้เป็นหลอดไฟ led 5 วัตต์ ก็ควรใช้จำนวน 10 หลอด แต่ถ้าใช้เป็นหลอด 7 วัตต์ จำนวนก็ลดลงมาแค่ 6 หลอดก็น่าจะเพียงพอแล้ว

· ห้องนอน: ถ้ามีพื้นที่ทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 25 ตร.ม. ความสูงอยู่ที่ 2.5 เมตร ก็ควรใช้หลอดไฟแอลอีดี 7 – 7.5วัตต์ และใช้จำนวน 4 หลอดก็น่าจะเพียงพอแล้ว

· ห้องนั่งเล่น: ถ้ามีพื้นที่ทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 20 ตร.ม. ความสูงอยู่ที่ 2.5 เมตร ก็ควรใช้หลอดไฟ 9 วัตต์ ประมาณ 4 หลอดเพื่อให้ห้องมีความสว่างพร้อมกับมีบรรยากาศที่สดใสมากขึ้นอย่างนี้เป็นต้น

องค์ประกอบในการเลือกซื้อ หลอดไฟ led มีอะไรบ้าง

เมื่อเรารู้แล้วว่า เราจะติดตั้งหลอดไฟตรงไหนของบ้าน ติดห้องไหน ใช้กี่วัตต์และจำนวนเท่าไหร่ ต่อมาก็ต้องมาดูในส่วนอื่น ๆ ที่เป็นองค์ประกอบในการเลือก จะได้เลือกซื้อได้อย่างเหมาะสม ซึ่งก็จะมี

สีของแสงจาก หลอดไฟ led

โดยปกติแล้วหลอดไฟจะมีการแบ่งโทนสีของแสงจากหลอดไฟออกเป็น 3 แบบ คือ

1. Warm white – สีจะออกโทนแดงส้ม ซึ่งจะเป็นโทนสีอบอุ่น

2. Cool white – สีจะออกโทนขาว ให้ความรู้สึกเย็นสบายตา และเราจะรู้สึกว่าสว่างกว่าแบบที่ 1 

3. Day light – สีจะออกโทนขาวอมฟ้า จะให้ความรู้สึกเป็นแสงธรรมชาติเหมือนตอนกลางวัน

ทีนี้จะเลือกสีไหนก็ต้องพิจารณาด้วยว่า ห้องที่เราจะนำหลอดไปติดตั้งนั้นเป็นห้องไหน และต้องการแสงประมาณไหนถึงจะดูดีมีความเหมาะสม

ขั้วของหลอดไฟ

ขั้วของหลอดไฟนั้นมีทั้งแบบขั้วเกลียว แบบเกลียวเล็กก็มี หรือแม้แต่ แบบขั้วเสียบก็มี ดังนั้น ต้องซื้อให้ตรงกับขั้วหลอดด้วยไม่อย่างนั้นจะใส่ด้วยกันไม่ได้

รูปทรง

ปัจจุบันหลอดไฟ led มีดีไซน์รูปทรงออกมาหลายแบบ เพื่อเพิ่มความสวยงามให้กับบ้าน แต่โดยหลัก ๆ แล้วก็จะมีอยู่ 3 ทรง นั่นคือ

· ทรงกลม: เหมาะจะใช้กับโคมไฟหรือโคมโป๊ะ แบบนี้จะให้แสงในองศาที่กว้าง

· ทรงยาว: สามารถใช้ทดแทนหลอดฟลูออเรสเซนต์ได้ เหมาะสำหรับติดตั้งให้แสงสว่างทั่วไป

· ทรงจำปา: เหมาะสมสำหรับใช้กับโคมไฟประดับ แสงจะให้ออกมาคล้าย ๆ แสงแทน คือจะออกสลัว ๆ ใช้เพิ่มบรรยากาศ

ความใสและความขุ่น

ผิวเคลือบของหลอด led จะมีให้เลือกทั้งแบบใสและแบบขุ่น ซึ่งผิวเคลือบหลอดนั้นมีผลต่อการให้แสง หลอดใสนั้นจะให้การกระจายแสงที่มาก จึงเหมาะกับโคมไฟที่มีการออกแบบพิเศษเพื่อให้แสงไฟที่สวยงาม ส่วนหลอดแบบขุ่นนั้นจะเน้นให้แสงที่สม่ำเสมอ จึงเหมาะกับการใช้ทั่วไป

ทั้งหมดนี้คือหลักการเลือกซื้อหลอดไฟ led ซึ่งถ้าพิจารณาตามที่กล่าวมานี้ จะทำให้คุณสามารถเลือกซื้อได้ง่ายมากขึ้น และสามารถซื้อได้อย่างไม่มีผิดพลาดเหมาะสมกับการใช้งาน อย่างไรก็ดี ก็ควรจะดูด้วยว่าหลอดไฟนั้น ๆ มีการรับรองมาตรฐานหรือไม่ มีเครื่องหมาย มอก. และฉลากเบอร์ 5 ประหยัดไฟด้วยหรือเปล่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณได้หลอดไฟที่ตอบโจทย์คุณมากที่สุดนั่นเอง ติดตาม บทความ และ เนื้อหาสาระมากมายเกี่ยวกับบ้าน และ ไลฟ์สไตล์ ได้ที่นี่

หลอดไฟ led

Categories
Smart Living

แผงโซล่าเซลล์

รู้หรือไม่ การติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ ที่บ้าน ให้ประโยชน์ได้มากกว่าที่คุณคิด

อย่างที่รู้กันว่าทรัพยากรธรรมชาติอย่างก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และน้ำมันนั้นมีอยู่อย่างจำกัด แต่สิ่งที่เป็นพลังธรรมชาติอย่างแสงอาทิตย์นั้นกลับมีอยู่อย่างไม่จำกัด และสามารถนำมาทำประโยชน์ได้มากมาย สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดเลยก็คือ การผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งเราจะต้องใช้ แผงโซล่าเซลล์ เป็นตัวนำความร้อนจากแสงอาทิตย์มาเปลี่ยนเป็นพลังงานกระแสไฟฟ้า

ปัจจุบันการใช้พลังงานแสงอาทิตย์มาเป็นทางเลือกในการผลิตไฟฟ้ามีการพัฒนาก้าวล้ำไปมาก จนสามารถเข้าถึงได้ในระดับครัวเรือน แม้ว่าต้นทุนอาจจะยังสูงอยู่บ้าง แต่การติดตั้งโซล่าเซลล์ไว้ที่บ้านก็ให้ประโยชน์ในหลาย ๆ ด้าน แต่จะมีอะไรบ้างนั้นมาติดตามกัน 

แผงโซล่าเซลล์ ช่วยคุณประหยัดค่าไฟไปได้อีกหลายบาท

แน่นอนเลยว่าคนที่คิดจะซื้อโซล่าเซลล์มาติดตั้งใช้งานในที่พักอาศัยแบบต่าง ๆ นั้นล้วนมีเป้าประสงค์แรกในเรื่องของการประหยัดค่าใช้จ่ายในเรื่องไฟฟ้า ซึ่งก็เป็นจริงดังนั้น การติดตั้งอุปกรณ์ตรงนี้อาจจะต้องลงทุนสูงในช่วงแรกก็จริง แต่ถ้ามองกันในระยะยาวแล้วถือว่าคุ้มค่ามาก เพราะสามารถช่วยคุณประหนัดค่าไฟฟ้าต่อเดือนและต่อปีไปได้หลายบาทเลยทีเดียว

เป็นพลังงานสะอาด ดีต่อการดูแลโลก

สิ่งที่ชัดเจนมากของการแปรเปลี่ยนพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์มาใช้ในการกระบวนการผลิตไฟฟ้าก็คือ ดีต่อสภาพแวดล้อมมากขึ้น เพราะพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานสะอาด ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งถ้าเรามีการติดตั้งโซล่าเซลล์ไว้ที่บ้าน หรือที่อาคารสำนักงานของเรา ก็จะเท่ากับเป็นการช่วยลดมลพิษจากโรงงานผลิตไฟฟ้าได้ด้วยอีกทางหนึ่ง

โดยปกติแล้วถ้าเราใช้ไฟฟ้าจากโรงงานผลิตไฟฟ้าที่ส่งต่อมายังการไฟฟ้า แบบที่เราใช้กันอยู่ทั่วไปในปัจจุบันนั้น เราก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการทำลายโลกโดยไม่รู้ตัว เพราะกระบวนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าตามปกติแล้วจะต้องมีการปล่อย Co2 หรือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่อากาศ และก๊าซนี้จะลอยขึ้นไปสู่ชั้นบรรยากาศของโลก ซึ่งทำให้โลกร้อนขึ้น และสภาพแวดล้อมจะมีมลพิษสะสม

หากว่าเราเปลี่ยนมาผลิตกระแสไฟฟ้ากันเองได้ผ่านการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ไว้ที่บ้านหรือที่อาคารสำนักงานกันเยอะ ๆ ก็เท่ากับว่าโรงไฟฟ้าสามารถลดจำนวนการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าลงได้ นั่นเท่ากับว่าก็จะลดการปล่อย Co2 สู่ชั้นบรรยากาศได้ด้วย

แผงโซล่าเซลล์ ติดตั้งง่าย ใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าได้แทบทุกชนิด

หลายคนเข้าใจว่าการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์นั้นทำได้ยากมีขั้นตอนซับซ้อน ซึ่งไม่จริงเลย ปัจจุบันเทคโนโลยีพัฒนาไปมากขึ้น อุปกรณ์หลาย ๆ อย่างผลิตได้ง่ายทำให้ต้นทุนถูกลง และสามารถลดความซับซ้อนของงานติดตั้งลงไปได้มากทีเดียว นั่นทำให้การติดตั้งอุปกรณ์ในส่วนนี้ทำได้ง่ายมากขึ้น ใช้เวลาไม่นาน เพียงวันเดียวก็สามารถติดตั้งเสร็จได้อย่างง่ายดาย

นอกจากจะติดตั้งได้ไม่ยากแล้ว การใช้งานจริงก็สามารถใช้งานได้ทันทีและ สามารถที่จะใช้จ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านได้อย่างหลากหลาย เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านทั่วไปใช้ได้หมด ไม่ว่าจะเป็นหลอดไฟให้แสงสว่างภายในบ้าน ทีวี พัดลม ตู้เย็น แอร์ สามารถเชื่อมต่อได้หมด

ปลอดภัยไร้กังวล และคุ้มค่ากว่าที่คิด

หลายคนอาจจะกังวลเรื่องของการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่บ้าน เพราะกลัวว่าระบบไฟฟ้าภายในบ้านจะไม่เสถียร จนทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านเสียหายหรือเกิดระบบไฟฟ้าลัดวงจรได้ง่าย รวมไปถึงบางคนยังกังวลว่า ต้นทุนในการติดตั้งสูงเกินไปอาจจะไม่คุ้มค่าการลงทุน

ซึ่งความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่หลายคนกังวลดังที่กล่าวมาข้างต้นนี้ อาจจะเป็นไปได้ในสมัยก่อน แต่ปัจจุบันนี้ไม่ใช่อีกต่อไป องค์ความรู้ในเรื่องการใช้พลังงานแสงอาทิตย์มาผลิตไฟฟ้าในทุกวันนี้พัฒนาไปมาก ระบบการจ่ายกระแสไฟฟ้าเสถียรมากขึ้นจนเทียบเท่ากับการจ่ายไฟฟ้าตามปกติ 

ส่วนในเรื่องความคุ้มค่านั้นก็ถือว่าคุ้มค่าแน่นอน เพราะอายุการใช้งานของแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์นั้น 1 ชุดอยู่ได้ยาวนานถึง 20 ปีเลยทีเดียว 

คุณคงจะได้รับทราบกันแล้วว่า การติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ไว้ที่บ้านหรือที่อาคารสำนักงานนั้นให้ประโยชน์ได้ในหลาย ๆ ด้านจริง ๆ เป็นประโยชน์ทั้งกับตัวเรา กับสังคมและโลกของเราด้วย ดีแบบนี้คุณน่าจะลองซื้อหามาติดตั้งดูบ้างก็ดีนะ ช่วยประหยัดค่าไฟได้เยอะเลย ติดตามอ่านบทความสาระดีได้อีกมากมายได้ที่นี

แผงโซล่าเซลล์

Categories
Smart Living

บลูทูธ

5 เรื่องที่ต้องรู้ในการเลือกซื้อลำโพงแบบบลูทูธ เลือกอย่างไรได้เสียงที่ดีดังใจ

ในระยะ 3 – 4 ปีที่ผ่านมานี้กระแสความนิยมลำโพงไร้สายหรือลำโพง บลูทูธ นั้นได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นเครื่องเสียงที่มีอิทธิพลสูงกับการใช้งานฟังเพลงในปัจจุบัน ซึ่งในตอนนี้ลำโพงไร้สายแบบนี้ก็มีหลากหลายแบบ หลากหลายแบรนด์ให้เลือก มีทั้งลำโพงเข็น ลำโพงคอม ลำโพงแบบพกพา 

เมื่อมีเยอะแบบนี้จึงมี 5 เรื่องที่คุณต้องรู้ก่อนที่จะทำการเลือกซื้อ เพื่อให้คุณได้ลำโพงที่ให้คุณภาพเสียงดี ประสิทธิภาพการเชื่อมต่อเสถียร จะมีอะไรบ้างนั้นมาติดตามกันได้เลย

1.สถานที่ในการเปิดใช้ลำโพง บลูทูธ

เรื่องของสถานที่หรือขนาดของพื้นที่นั้นเป็นปัจจัยหลักที่คุณควรจะต้องคำนึงถึงก่อนเลย เพราะการจะเลือกซื้อลำโพงบลูทูธขนาดไซส์เล็ก หรือไซส์ใหญ่ ก็จะต้องพิจารณาจากปัจจัยเรื่องพื้นที่ก่อน ขนาดของพื้นที่นั้นมีผลอย่างมากต่อเรื่องความดังเบาและคุณภาพของเสียง รวมไปถึงเรื่องการส่งสัญญาณเชื่อมต่อ bluetooth ระหว่างอุปกรณ์ฟังเพลงด้วย ยกตัวอย่างเช่น

· ใช้ภายในห้องนอน: พื้นที่ห้องนอนนั้นขนาดไม่กว้างอยู่แล้ว อยู่ได้ 1 – 2 คน แบบนี้ใช้ลำโพงขนาดไซส์เล็กสุดเลยก็เพียงพอแล้ว วางตำแหน่งลำโพงให้ห่างจากเราไปไม่เกิน 1 เมตรแค่นี้ก็ได้คุณภาพระดับสียงที่พอเหมาะแล้ว

· ใช้ภายในห้องนั่งเล่น: พื้นที่ห้องนั่งเล่นหรือโถงขนาดกลาง ๆ พื้นที่จะอยู่ประมาณ 10-20 ตร.ม. จุคนได้ประมาณ 3 – 5 คนแบบนี้จะใช้ลำโพงขนาดเล็กก็ยังให้เสียงที่คมชัดได้อยู่

· ใช้ในพื้นที่กลางแจ้ง: เป็นการล้อมวงปาร์ตี้ พื้นที่จุคนประมาณ 5 – 10 คนแบบนี้ใช้ลำโพงขนาดกลางก็ให้เสียงที่กระหึ่มแล้ว

2.ความจำเป็นในการพกพา บลูทูธ

จุดเด่นของลำโพง bluetooth ก็อยู่ที่เรื่องการเชื่อมต่อไร้สาย ทำให้สามารถพกพาใช้งานในสถานที่ต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกไม่มีสายมาเกะกะให้เป็นภาระ ทำให้ปัจจัยเรื่องการพกพา กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงด้วยเวลาที่จะเลือกซื้อ 

หากคุณต้องการพกพาติดตัวไปกับกระเป๋าเป้หรือกระเป๋าสะพาย โดยสารรถสาธารณะ ลำโพงขนาดเล็ก หรือขนาดกลางก็จะเหมาะสมที่สุด แต่ถ้าปกติคุณเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว และต้องมีการใช้ลำโพงนอกสถานที่เสมอ แบบนี้จะเลือกได้ทุกไซส์ทุกขนาดเลย ตั้งแต่เล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ แต่ถ้าคุณไม่สามารถเปิดลำโพงในที่สาธารณะได้อีกตัวเลือกนึงที่ช่วยคุณได้คือหูฟังบลูทูธ ที่จะทำให้คุณสะดวกสบายฟังเพลงได้ทุกที่ และ ไม่รบกวนคนรอบข้าง

3.ความสมบุกสมบันในการใช้งาน

เราจำเป็นที่จะต้องนำลำโพงบลูทูธไปใช้ในสถานที่และสภาพแวดล้อมแบบไหนบ้าง ตรงนี้ก็ต้องคำนึงถึงด้วย บางคนพกพาไปฟังที่ริมทะเล ริมสระน้ำ กลุ่มนี้ก็จะมีโอกาสที่จะสัมผัสน้ำ ความชื้น ส่วนบางคนพกพาไปใช้ในเวลาตั้งแคมป์ตามสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ ก็อาจจะต้องสัมผัสทราย ฝุ่นโคลน 

ถ้าต้องนำไปใช้ในพื้นที่เหล่านี้ก็แนะนำว่าให้เลือกซื้อลำโพงแบบที่กันน้ำกันฝุ่นได้ไปเลย ปัจจุบันมีหลายแบรนด์ที่มีดีไซน์พิเศษ นอกจากจะกันน้ำได้แล้ว ยังสามารถนำไปลอยน้ำใช้บนผิวน้ำได้ด้วย แต่แน่นอน ราคาของลำโพงแบบนี้ก็จะสูงขึ้นมาอีกหนึ่งระดับ คุณจึงต้องพิจารณาลักษณะการใช้งานตรงนี้ด้วย ถ้าไม่ได้ใช้สมบุกสมบันมากนัก เลือกแบบทั่วไปก็พอ จะได้เซฟเงินขึ้นอีก

4.เรื่องของแบตเตอรี่

แบตเตอรี่ของลำโพงบลูทูธจะมีให้เลือกหลายความจุ ถ้าคุณเป็นคนฟังนานและไม่ค่อยมีเวลามาชาร์จไฟบ่อย ๆ ก็ให้เลือกแบบที่มีความจุแบตเตอรี่เยอะ ๆ อย่างความจุที่สามารถฟังได้ 15 – 20 ชั่วโมง ถ้าฟังไม่นานและมีเวลาดูแลชาร์จไฟอาจเลือกความจุที่ประมาณ 6 – 7 ชั่วโมงก็เพียงพอแล้ว ตรงนี้ก็มีผลต่อเรื่องของราคาด้วยเช่นกัน

5.ฟีเจอร์และลูกเล่น 

ปัจจัยนี้ก็เป็นส่วนเสริมที่ควรจะต้องนำมาพิจารณาด้วยเพื่อความคุ้มค่า ลำโพงบางรุ่นอาจมีการเพิ่มฟีเจอร์การเชื่อมต่อลำโพงหลายตัวได้ บางรุ่นก็อาจจะเปลี่ยนตัวเองเป็น Power Bank ได้ด้วย ซึ่งดีต่อคนที่ต้องการชาร์จมือถือไปในตัว ปัจจัยเหล่านี้ก็ควรจะพิจารณาควบคู่กันไปด้วย ซึ่งจะช่วยทำให้คุณได้ลำโพงตัวเก่งที่มีคุณสมบัติสูงตามความต้องการ

นี่คือ 5 สิ่งที่คุณควรจะต้องรู้เอาไว้ก่อนการตัดสินใจเลือกซื้อลำโพงบลูทูธ ถ้าพิจารณาตามหลักนี้โอกาสที่คุณจะเลือกลำโพงที่เสียงดี ตอบโจทย์การใช้งาน มีฟีเจอร์เจ๋ง ๆ แบบคุ้มราคาที่จ่ายไปก็มีสูงขึ้นแล้ว ลองนำไปใช้กันดูนะ

บลูทูธ