จักรยาน

เคยสงสัยหรือเปล่า ว่า จักรยาน ที่เรารู้จัก มีความเป็นมาอย่างไร และมีแบบไหนบ้าง

จักรยาน ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของสังคมเมืองไปแล้วก็ว่าได้ เพราะความสะดวกสบายในการเดินทาง แถมยังสามารถพกพาไปในที่ต่างๆ ได้อีกด้วย และการที่มันกลายเป็นวิถีใหม่แห่งสังคมไทยจึงทำให้เราได้เห็นบุคคลทุกเพศทุกวัยขี่จักรยานหลากหลายประเภทอยู่กันเต็มบนท้องถนนไปหมด จนทำให้ถนนหลายแห่งมีการกำหนดเส้นทางพิเศษสำหรับยานพาหนะประเภทนี้โดยเฉพาะ อีกทั้งมีการปรับเส้นทางให้เหมาะกับการขี่จักรยานมากขึ้นอีกด้วย ใครที่กำลังมองหารถจักรยานสักคันอยู่ละก็…ลองมาดูเรื่องราวเหล่านี้กัน

จักรยานแห่งศตวรรษที่ 19

อย่างที่เราทราบกันดีว่าจักรยานในยุคแรกๆ นั้นยังไม่ได้มีลักษณะเป็นแบบที่เราเห็นเหมือนในปัจจุบัน ชาวยุโรปเป็นชาติแรกที่คิดค้นขึ้นมาในช่วงศตวรรษที่ 19 ราว ๆ ปี ค.ศ. 1818 ในยุคนั้นรูปร่างของมันเป็นเพียงยานพาหนะที่มีสองล้อคู่กัน ผู้ขี่ต้องนั่งคร่อมบนถังไม้ที่มีสองล้อ และใช้เท้าถีบพื้นเพื่อให้รถวิ่ง ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้สำหรับการขนส่ง Baron Karl von Drais ชาวเยอรมันที่ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้บุกเบิกจักรยานได้เป็นผู้คิดค้นมันขึ้นมา โดยใช้ชื่อว่า Draisienne หรือ Laufmaschine ต่อมาในปี 1868 Kirkpatrick MacMillan ช่างตีเหล็กชาวสกอตแลนด์ได้คิดค้นเครื่องจักรสองล้อที่ถูกเรียกว่า Velocipede ขึ้นมา ในช่วงต้นปี 1860 เป็นช่วงที่ฝรั่งเศสได้ทำการพัฒนาจักรยานให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น โดย Pierre Michaux และ Pierre Lallement ได้เพิ่มขาจานและบันไดสำหรับถีบที่ยึดอยู่กับล้อหน้าขึ้นมา ในขณะที่ Douglas Grasso นำไปพัฒนาให้สามารถขับเคลื่อนจากล้อหลังได้ ในปี 1869 มีการคิดค้นล้อที่ใช้ซี่ลวด และกำเนิดเป็นเพนนี-ฟาร์ธิง หรือต้นแบบจักรยานปัจจุบันขึ้นมา โดยที่ตัวรถเป็นท่อเหล็ก มีล้อเป็นซี่ลวด และยางตัน มีเบาะนั่งสูง ต่อมาในปี 1890 ถือได้ว่าเป็นยุคทองของจักรยาน เมื่อ John Boyd Dunlop ชาวสก็อตแลนด์ เริ่มนำยางในสูบลมมาใช้ ก่อนจะมีฟรีล้อหลัง เบรกแบบโคสเตอร์ ตัวสับเกียร์ ตัวบังคับแฮนด์ รวมไปถึงสายเคเบิลแบบมีปลอก ทำให้ได้รับความนิยมมากทั้งใช้เพื่อการขนส่ง ปั่นเพื่อท่องเที่ยว เพื่อการแข่งขัน และเพื่อออกกำลังกายจนถึงทุกวันนี้นั่นเอง

ยานพาหนะนี้เริ่มเข้ามาสู่ประเทศไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เจ้าพระยา ภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) ได้นำมาถวายจากกรุงลอนดอน ซึ่งในยุคนั้นมีลักษณะแบบเก่า คือมีล้อหน้าใหญ่และล้อหลังเล็ก มีราคาขายถึงคันละ 100 -300 บาทในสมัยนั้นเลยทีเดียว ตั้งแต่นั้นชาวไทยจึงเริ่มนิยมใช้กันเรื่อยมาในหมู่ชนชั้นสูงจนถึงขั้นมีการก่อตั้งสโมสรผู้ขี่จักรยานขึ้นในวังกรมหลวงอดิศรอุดมเดช แถมยังนิยมนำดอกไม้สดประดับรถเพื่อประกวดกันอีกด้วย และในงานนี้มีการนำเอายานพาหนะนี้มาจำหน่าย ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกที่มีรถจักรยานจำหน่ายในประเทศไทย

แนะนำจักรยานคันเก่งคู่กายใครหลาย ๆ คนมีกี่ประเภทและมีแบบไหนบ้าง

· จักรยานเสือภูเขา ผลิตจากเหล็กหนา สามารถรับน้ำหนักได้สูงสุด 170 กิโลกรัม รับแรงกระแทกพื้นได้อย่างดีเพราะมีโช๊คหน้าอย่างหนา สีสันสดใส 

· จักรยานเด็ก ผลิตจากเหล็กคุณภาพดี แข็งแรง ทนทาน มีเบาะนั่งนุ่มสบาย สามารถปรับล้อได้หลายระดับ ได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐานสากล แถมยังรับประกันนานถึง 5 ปีอีกด้วย

· จักรยาน ผลิตจากเหล็กคุณภาพดี ล้อทำจากอัลลอยด์ขนาด 24 นิ้ว มีตะกร้าใส่ของด้านหน้า เบาะนั่งและเบาะท้ายนั่งนุ่มสบาย มีขาตั้งคู่แบบล็อก ที่พักเท้าบริเวณด้านหลังสามารถพับเก็บได้

· จักรยานไฟฟ้า ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 350 วัตต์ ชาร์จไฟ 1 ครั้งใช้เวลาประมาณ 5-6 ชั่วโมง สามารถแล่นได้ 40-50 กิโลเมตร ให้ความเร็วสูงสุด 25-30 กิโลเมตร/ชั่วโมง สามารถถอดแบตเตอรี่เปลี่ยนได้ 

· จักรยานแม่บ้าน มีเกียร์ ผลิตจากเหล็กคุณภาพดี รับน้ำหนักได้ถึง 100 กิโลกรัม ล้อผลิตจากอัลลอยด์ขนาด 26 นิ้ว เกียร์มือ Shifter SHIMANO REVO SHIFT เกียร์ Shimano 7 Speed มีตะกร้าหน้า ตะแกรงด้านท้าย และขาตั้งผลิตจากสเตนเลส

· จักรยานสามล้อ เด็กพร้อมด้ามจับ มี 3 ล้อ ทำจาก PU เกรดเอ สามารถปั่นแบบเดินหน้า และถอยหลังได้ มีตะกร้าหน้ารถ ผลิตจากเหล็กคุณภาพดี มียางกันลื่น รับน้ำหนักได้ 35 กิโลกรัม

การขี่รถจักรยานมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลากหลายด้าน ทั้งช่วยให้ร่างกายแข็งแรง เพิ่มพลังสมอง ช่วยให้ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบการไหลเวียนโลหิต ระบบกล้ามเนื้อ ระบบหายใจ ทำให้หัวใจแข็งแรง แถมยังลดความเครียด ส่งผลให้จิตใจดีขึ้น และที่สำคัญเวลาที่ปั่นจักรยาน ยังทำให้เรารู้สึกได้ถึงความอิสระอีกด้วย รู้อย่างนี้แล้ว…ลองหาจักรยานคู่ใจมาปั่นเล่นสักคันก็เป็นความคิดที่ไม่เลวเลย

จักรยาน และ ประเภทต่างๆของจักรยาน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *